ปี พ.ศ.: 2568
356 รายการ · หน้า 18 จาก 18
- ฎีกาที่ 900/2568
สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิแม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครอง แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซ …
- ฎีกาที่ 9003/2568
ป.พ.พ. มาตรา 1249 มาตรา 1250 และมาตรา 1253 บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่มุ่งประสงค์ให้นิติบุคคลที่จะเลิกนั้นต้องมีการชำระบัญชีเพื่อมีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของนิติบุคคลนั้นแล้วแต่กรณี จึงได้กำหนดหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ชัดแจ้งเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และบังคับให้ผู้ชำระบัญชีต้องปฏิบัติ อันจะส่งผลก่อเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่มีนิติสัมพันธ์กับนิติบุคคลนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จะจดทะเบียนเลิกห้างนั้น ห้างมีหนี้ค้างชำระแก่ผู้ร้อง แล้วไม่ชำระ ทั้งหลังจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จดทะเบียนเลิกห้างและก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีผู้คัดค้านก็มิได้ส่งคำบอกกล่าวเลิกห้างไปยังผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อให้ยื่นคำทวงหนี้แก่ผู้ชำระบัญชี ทั้งที่ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินเอกสารหมาย ร.6 แผ่นที่ …
- ฎีกาที่ 9003/2568
ป.พ.พ. มาตรา 1249 มาตรา 1250 และมาตรา 1253 บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้นิติบุคคลที่จะเลิกนั้นต้องมีการชำระบัญชีเพื่อมีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของนิติบุคคลนั้นแล้วแต่กรณี จึงได้กำหนดหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ชัดแจ้งเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และบังคับให้ผู้ชำระบัญชีต้องปฏิบัติ อันจะส่งผลก่อเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่มีนิติสัมพันธ์กับนิติบุคคลนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จะจดทะเบียนเลิกห้างนั้น ห้างมีหนี้ค้างชำระแก่ผู้ร้อง แล้วไม่ชำระ ทั้งหลังจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จดทะเบียนเลิกห้างและก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชี ผู้คัดค้านก็มิได้ส่งคำบอกกล่าวเลิกห้างไปยังผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อให้ยื่นคำทวงหนี้แก่ผู้ชำระบัญชี ทั้งที่ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินเอกสารหมาย ร.6 แผ่นที่ 14 …
- ฎีกาที่ 908/2568
โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 36 ใช้บังคับแก่คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้อง โดยอ้างเหตุตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว พ. ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ …
- ฎีกาที่ 9087/2568
การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้องข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงในโจทก์ร่วมแล้วใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม และพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จอันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมเกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรกตามฟ้องข้อ 1.1 การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90
- ฎีกาที่ 9091/2568
บันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นบันทึกข้อหารือและข้อตกลงระหว่างทายาทและระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดกในการจัดการมรดกของผู้ตาย ข้อหารือและข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 6620 ที่ประชุมทายาทมีมติให้ขาย โดยให้ติดป้ายขายราคา 3,200,000 บาท และตกลงให้ราคาขายดังกล่าวมีผลหกเดือน หากขายไม่ได้หลังจากพ้นกำหนดเวลา ให้มีการปรับราคาในการประชุมนัดต่อไป แต่หากหลังจากติดป้ายขายราคาดังกล่าวและมีผู้เสนอราคา ให้จำเลยประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป มติในการประชุมดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก …
- ฎีกาที่ 9091/2568
มติในการประชุมจัดการมรดกที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๐ วรรคหนึ่ง ก่อนจำเลยขายที่ดินให้แก่ พ. ในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์ตามมติที่ประชุมทายาทแล้วและทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินแก่ พ. ซึ่งเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินเจ้าพนักงาน ทั้งจำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายให้แก่ทายาท แม้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ …
- ฎีกาที่ 9161/2568
ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองมาท้ายคำแถลงขอปิดหมายในชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งระบุว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาตามที่อยู่ในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) สัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน การบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยข้อ 8 ระบุว่า เงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน ที่ปรึกษาจะได้รับสิทธิวงเงินในการซื้อบ้านสำหรับครอบครัว หลังจากช่วงทดลองงาน 90 วัน ข้อ 12 ค. 6. ระบุว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ปรึกษาจะต้องชำระยอดคงค …
- ฎีกาที่ 928/2568
สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุเพียงว่าโจทก์ตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14535 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความที่อยู่ทิศเหนือเส้นสีน้ำเงินให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14533 ตามแผนที่พิพาทท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความทางด้านทิศใต้เฉพาะส่วนที่ล้ำไปในที่ดินของโจทก์ใต้เส้นสีน้ำเงินให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 หากโจทก์จำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความแต่ละฝ่าย โดยไม่ได้กล่าวถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่รุกล้ำที่ดินโจทก์ไว้ด้วย ถือว่าโจทก์สละประเด็นเรื่องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินโจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรื้อถอ …
- ฎีกาที่ 9456-9457/2568
สัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารซึ่งเป็นสัญญาหลักมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในข้อ 14.1 ซึ่งระบุว่า "ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด" ในขณะที่หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความระบุให้ถือว่าหนังสือยืนยันการว่าจ้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับนี้ด้วย ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้อยู่ภายใต้บังคับของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 14.1 ดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ไม่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ทั้งหนี้ที่ผู้คัดค้านรับสภาพว่าค้างชำระแก่ผู้ร้องอยู่ ก็เป็นหนี้เกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นหนี้ภายใต้บังคับตามสัญญาข้อ 14.1 ทั้งสิ้น และข้อความในหนังสื …
- ฎีกาที่ 948/2568
จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่จำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
- ฎีกาที่ 9490/2568
ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ในคดีนี้ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) เมื่อต้องระวางโทษเป็นสามเท่า ทำให้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปี ถึง 60 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท แม้ ป.ยาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้ว่ากรณีระวางโทษจำคุกเป็นสามเท่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยได้สูงสุดกี่ปี ซึ่งต่างกับ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มา …
- ฎีกาที่ 9544-9545/2568
พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำ …
- ฎีกาที่ 9544-9545/2568
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
- ฎีกาที่ 988/2568
จำเลยฎีกาว่า จำเลยคงมีเจตนาทำร้าย กระทำลงไปโดยขาดสติ เนื่องจากถูกผู้ตายหยามศักดิ์ศรีไม่ได้เลือกแทงที่อวัยวะสำคัญและไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ให้ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต จำเลยคงอุทธรณ์ขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษ เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาพิพากษา จึงต้องถือว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้นในปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ด้วย และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริ …
- ฎีกาที่ 988/2568
แม้ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องนั้นจะถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพราะจำเลยยังคงฎีกาต่อมาขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องอันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225