ปี พ.ศ.: 2568
356 รายการ · หน้า 17 จาก 18
- ฎีกาที่ 847/2568
จำเลยทั้งเจ็ดคัดค้านว่าสัญญาซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพเป็นสำเนาเอกสารมิใช่ต้นฉบับ ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และสำเนาเอกสารดังกล่าวปลอมและไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ เมื่อศาลให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วอย่างเต็มที่ ทั้งจำเลยทั้งเจ็ดมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้ การที่ศาลไต่สวนเสร็จแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพแทนต้นฉบับได้
- ฎีกาที่ 8557/2568
แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 บัญญัติว่า "อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้" แต่ถ้าเป็นการฝากเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินอันเดียวกันกับเงินที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลย เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามมาตรา 665 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงิน 31,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. แต่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. โดยผิดพลาด ซ. จึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินดังกล่าว ทั้งการฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทน ซ. ไม่ ตราบใดที่ ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชี …
- ฎีกาที่ 8560/2568
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว และมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยกเลิกตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2548 และให้ใช้ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้าย พ.ร.บ.นี้แทน โดยตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มิได้บัญญัติความรับผิดค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ไม่มีการขายหรือจำหน่ายไว้ดังเช่นกฎหมายเดิม โจทก์จึงไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีดังกล่าวอีก ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.ว …
- ฎีกาที่ 8583/2568
เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 ตามความเห็นของศาลชั้นต้น และพิพากษายืน ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืน โดยไม่ได้พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงแปลความได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร …
- ฎีกาที่ 8590/2568
สัญญาจ้างว่าความฉบับเดิมมีข้อตกลงแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกกำหนดจำนวนเงินไว้แน่นอน จึงไม่มีลักษณะที่โจทก์เข้าไปมีส่วนได้เสียในผลประโยชน์จากเงินหรือทรัพย์ที่เรียกร้องที่จำเลยทั้งสองจะได้รับ ส่วนที่สองตกลงให้ค่าวิชาชีพร้อยละ 5 ของผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้ได้กลับคืนมา จ่ายเมื่อผู้รับข้อเสนอได้รับเงินและจ่ายตามสัดส่วน แม้มีเงื่อนไขให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างส่วนนี้เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับเงินก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่โจทก์จะได้รับค่าจ้างและเป็นผลดีกับจำเลยทั้งสองที่มีหน้าที่ชำระค่าจ้างส่วนนี้เมื่อได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ก่อนเท่านั้น ทั้งต่อมามีการทำบันทึกข้อตกลงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนใหม่โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินค่าตอบแทนทั้งสิ้นเป็นจำนวนค่าจ้างที่แน่นอนโดยพิจารณาจากผลงานที่โจทก์กระทำให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญาจ้างว่าความเดิมและจำเลยทั้งสองสมัครใจลงนามชำระค่าตอบแทนจำนวนดังกล่าวใ …
- ฎีกาที่ 8596/2568
กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วไป เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของผู้คนในชุมชน โดยมีผู้นำชุมชนหรือผู้นำท้องถิ่นเป็นแกนนำในการจัดตั้งและบริหารกิจการ โดยมิได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลในหมู่บ้านฝากเงินและกู้ยืมโดยมีการให้ดอกเบี้ยเงินฝากและคิดดอกเบี้ยจากบุคคลที่กู้ยืมเงินจากกลุ่ม แม้การก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์จะมีการตกลงเข้ากันหรือร่วมกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน โดยผู้ฝากเงินจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ย แต่ก็มีลักษณะเป็นการจัดตั้งขึ้นเพื่อเน้นให้สมาชิกนำเงินมาออมสะสมตามระยะเวลาที่ตกลงอย่างสม่ำเสมอ และเงินที่สะสมได้ในแต่ละเดือนก็อาจนำมาจัดสรรให้สมาชิกที่เดือดร้อนได้กู้ยืม อันเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มสมาชิกตามวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้น โดยมิได้มุ่งเน้นแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจหรือเป็นองค์กรทางธุรกิจตามกฎหมาย การฝากเงินสะสมใ …
- ฎีกาที่ 8622/2568
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 แต่องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 นั้น ผู้หลอกลวงผู้อื่นจะต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้มาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำเลยทั้งสี่จะได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้ต้องมีการโอนสิทธิบัตรของโจทก์โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่อาจได้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปโดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาเอง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่หลอกลวงโจทก์อย่างไร แม้โจทก์กล่าวอ้างในทำน …
- ฎีกาที่ 875/2568
จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเด …
- ฎีกาที่ 8824/2568
ผู้ร้องถึงแก่ความตายวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยส่งเงินคืนเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ทนายผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง รวมทั้งดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ด้วยตนเองตลอดมา แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้ร้องถึงแก่ความตายเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ทนายผู้ร้องดำเนินคดีโดยไม่ได้ติดต่อหรือขอคำปรึกษาหรือแจ้งเรื่องที่ดำเนินการไปให้ทายาทของผู้ร้องทราบเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยของผู้เป็นทนายความ นอกจากนี้ ส. และ ท. รวมทั้งทายาทอื่นของ ล. ต่างก็มิได้ร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด ถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายผู้ร้องจะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 ทนายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้อง …
- ฎีกาที่ 8829/2568
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่า จำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ก. ถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อจำเลยทราบเรื่องการตายของ ก. ตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการ คือ วันที่ 3 …
- ฎีกาที่ 8837/2568
การพิจารณาว่า ความคล้ายของเครื่องหมายการค้าจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมและองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน จำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย ระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้าย่อมมีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าว ยิ่งระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้ายาวขึ้น โอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าจะรับรู้เครื่องหมายย่อมมากขึ้นตามลำดับ เว้นแต่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่ …
- ฎีกาที่ 8881/2568
ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ซึ่งจะตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ต้องเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้บุคคลหลายคนที่จะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และผลบังคับตามกฎหมายของการเป็นลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. หมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน แต่สัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่มีข้อตกลงใดที่กำหนดให้มีสิทธิ หน้าที่และความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่ว่าผู้ค้ำประกันย …
- ฎีกาที่ 891/2568
แม้จะได้ความว่าโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรมานานกว่า 10 ปี แล้วก็ตาม แต่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 เป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ได้ ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทจึงไม่สิ้นสุดลง การที่จำเลยก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาทกับทุบทำลายถนนในที่ดินพิพาทจนสิ้นสภาพความเป็นถนนย่อมเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้ที่ดินพิพาท จำเลยจึงต้องรื้อสิ่งกีดขวางการใช้ที่ดินพิพาทออกและโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จดทะเบียนให้ที่ …
- ฎีกาที่ 893/2568
แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นตารางจ่ายเงินกู้ ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท และงวดชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 25 งวด โดยระบุยอดรวมเงินต้นและยอดรวมดอกเบี้ย ซึ่งแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ ด้านล่างเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้า ก. ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ และลงชื่อผู้กู้ (ก.) อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้เงินกู้ที่พึงต้องชำระ ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับในนัดแรกจำเลยแถลงประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ นัดต่อมาจำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาให้จำ …
- ฎีกาที่ 8935/2568
ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้ง 12 ลำดับ ให้ผู้ร้อง พ. อ. และ ว. ทั้งระบุว่า ทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ ว. แต่ผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม รวมถึงผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและนำสืบว่า ที่ดินทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ตามพินัยกรรม เป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านแต่ใส่ชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีข้อโต้แย้งระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่า ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของผู้คัดค้าน นับว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ชอบที่ผู้คัดค้านจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ …
- ฎีกาที่ 8936/2568
การสละมรดกนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1619 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ ส. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อน พ. ประมาณ 1 เดือน การตกลงรับและมอบเงินให้ ส. บิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อน พ. ถึงแก่ความตาย จะถือว่า ส. บิดาโจทก์สละมรดกของ พ. แล้วไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึง ส. บิดาโจทก์ด้วย และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของ พ. ที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จ …
- ฎีกาที่ 8957/2568
จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดกัน และโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญา การที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนแก่โจทก์ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อกำหนดให้สิทธิผู้ค้ำประกันบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถและตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถมีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป จะมีเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ลงในช่องผู้มอบรถ โดยไม่ปรากฏลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม เมื่อการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 มิใช่กิจการเฉพาะตัวที่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำด้วยตนเองและจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธมาก่อนว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนแก่โจทก์โดยพลการปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 ซึ่งการเป็นตัวแทนนั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 วร …
- ฎีกาที่ 8982/2568
เบี้ยปรับเป็นเงินค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกัน ส่วนค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นการกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมจากความเสียหายที่แท้จริง โดยค่าเสียหายเพื่อการลงโทษศาลมุ่งพิจารณาที่การกระทำของผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจากผู้กระทำละเมิดเป็นหลักเพื่อการลงโทษสำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ในขณะเดียวกันเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกับจำเลย เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนอกจากใช้กับการกระทำละเมิดแล้ว ยังอาจนำไปใช้แก่การผิดสัญญาซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณี เมื่อจำเลยตกลงรับจ้างว่าความให้แก่โจทก์ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาของจำเลยต่ …
- ฎีกาที่ 8990/2568
จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำผิดครั้งแรก ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอตามมาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรกโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:9/2568
คดีที่ หจก. ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 1 อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 2 คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำสัญญาจ้างก่อสร้างรับจ้างทำงานโครงการจัดทำภูมิทัศน์ภายในและบริเวณรอบเรือนเพาะชำ คณะวิทยาศาสตร์ ณ บริเวณเรือนเพาะชำ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามคิดค่าปรับผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวนมากและสูงเกินส่วน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนค่าปรับแก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องชำระค่าปรับตามเงื่อนไขของสัญญา และไม่สามารถอ้างเหตุเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดได้ ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็ …