ปี พ.ศ.: 2569
51 รายการ · หน้า 3 จาก 3
- ฎีกาที่ 521/2569
สิทธิจำนองนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ และมาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและด …
- ฎีกาที่ 531/2569
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริงและให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่แก้โดยปรับบทตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 กรณีจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ในส่วนความผิดและโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) หรือไม่ เห็นว่า การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม มาตรา 145 วรรคสาม (2) แห่ง ป.ยาเสพติด เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ซึ่งกฎหมายให้ …
- ฎีกาที่ 625/2569
โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจให้ขายที่ดินมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเพิกถอนสัญญาขายที่ดิน และรายการจดทะเบียนขายที่ดินมรดกดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสาม เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ส่วนจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นการฟ้องในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีด้วย แม้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวหามีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไปได้
- ฎีกาที่ 630/2569
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิ …
- ฎีกาที่ 65/2569
การกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ขณะเกิดเหตุความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี ป.ยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว โดยลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม ดังนี้หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษหนักเกินไปก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดลง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาล …
- ฎีกาที่ 664/2569
การที่จำเลยลักบัตร KDEBIT ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย เป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งไม่
- ฎีกาที่ 736/2569
ปัญหาว่า การนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด ๆ เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือเพิกถอนการกระทำนั้น..." จะเห็นได้ว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เ …
- ฎีกาที่ 737/2569
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และไม่อนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 และมาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คดีโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 914/2569
ปัญหาว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมี …
- ฎีกาที่ 914/2569
ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค …
- ฎีกาที่ 97/2569
โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย เพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก …