ประเภทคำวินิจฉัย: คำพิพากษาศาลฎีกา
120,216 รายการ · หน้า 8 จาก 6,011
- ฎีกาที่ 3674/2568
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มี …
- ฎีกาที่ 3674/2568
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มี …
- ฎีกาที่ 368/2568
ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ แม้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามล้มละลายจนศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามล้มละลายและต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายมีผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่สำหรับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ขอรับชำระหนี้ไว้แล …
- ฎีกาที่ 3681/2568
การยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" คำแถลงของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนที่ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" นั้น เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควรเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความกัน เมื่อไม่มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
- ฎีกาที่ 3682/2568
โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนนี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีท …
- ฎีกาที่ 3718/2568
ที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมที่จำเลยทั้งสองจัดสรร แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ตั้งใจจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดมาก่อน แต่เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสวนอุตสาหกรรมที่ถูกจำเลยทั้งสองแบ่งออกเป็นแปลงย่อยไว้และไม่ได้ถูกกันหรือแยกออกมาเพื่อการอื่นนอกโครงการจัดสรรแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมที่จะจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวดั่งที่ดินจัดสรรเหมือนกับที่ดินจัดสรรแปลงอื่นที่เหลืออยู่ได้ ที่ดินของโจทก์จึงเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดสรรในสวนอุตสาหกรรมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดสรรที่ดิน ย่อมมีหน้าที่จัดให้มีสาธารณูปโภคซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม อันรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 วรรคห …
- ฎีกาที่ 3745/2568
โจทก์มีเจตนายกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย การจดทะเบียนขายห้องชุดเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาแต่ต้น การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลย …
- ฎีกาที่ 3745/2568
โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเป็นของจำเลย ซึ่งหาก ว. ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสาม …
- ฎีกาที่ 3812/2568
ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ ของ ป.อ. และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้ง 3 ฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 …
- ฎีกาที่ 3817/2568
จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินโจทก์จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้ จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาต …
- ฎีกาที่ 3817/2568
ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362
- ฎีกาที่ 3836/2568
ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิด เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพ จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ต้องปรับบทลงโทษจำเลยสองฐานความผิด และเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน จึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มี …
- ฎีกาที่ 3881/2568
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องและจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่บทบังคับโจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองตามมาตรา 728 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญาและถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้านกสิกรไทยจำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเล …
- ฎีกาที่ 3881/2568
หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้ …
- ฎีกาที่ 3881/2568
หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้อ …
- ฎีกาที่ 3885/2568
ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 เมื่อคดีนี้ได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด พ.ศ. 2534 เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินรวม 7 รายการ ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือไม่ หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 32 วรรคสอง ในทางกลับกันหากทรัพย์สินรายการใดฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือโจทก์ทั้งสองได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นการได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ ทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องตกเป็นของกองทุน จึงเห็นได้ว่าการที่จำ …
- ฎีกาที่ 3902/2568
เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่ผู้คัดค้านที่เป็นมารดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจปกครองอีกต่อไป ส่วนเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น ทนายผู้คัดค้านยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นแจ้งให้ทนายผู้ร้องทราบเพื่อหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะแล้ว ไม่สามารถสืบหาทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้ร้องภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่กรรม กรณีจึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 3911/2568
จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่ง จำเลยมีเจตนาประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาจำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ จำเลยก่อขึ้นโดยอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนา การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90
- ฎีกาที่ 3998/2568
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 3 กำหนดว่า แบบผลิตภัณฑ์ หมายความว่า รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้ ดังนั้น การให้ความคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงามของรูปลักษณะภายนอก หากส่วนประกอบใดของผลิตภัณฑ์มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเท่านั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายแบบผลิตภัณฑ์ฝาปิดในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์มีรูหูหิ้วไว้สำหรับสอดนิ้วเพื่อหิ้วพกพา สันหูหิ้วมีไว้เพื่อความแข็งแรงและประหยัดพลาสติก ด้านในของฝาปิดเป็นฝาสองชั้นเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม และลวดลายที่ฐานของฝาปิดเป็นลายเส้นตรงแนวดิ่งเพื่อประโยชน์ในการเปิดฝาขวด อันเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ส …
- ฎีกาที่ 4273/2568
แม้ ฮ.ผู้เป็นบิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของ ล. ผู้เป็นมารดา โดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของ ฮ. ก็ตาม แต่ ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรื …