ประเภทคำวินิจฉัย: คำพิพากษาศาลฎีกา
120,216 รายการ · หน้า 9 จาก 6,011
- ฎีกาที่ 4273/2568
แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏว่าโจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) …
- ฎีกาที่ 4286/2568
การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว เมื่อปรากฏว่าในคดีที่ศาลแพ่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ไม่รับวินิจฉัย และมีคำสั่งยกคำร้อง อันเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้องย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิ …
- ฎีกาที่ 4296/2568
พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น หาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อน โจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กระทำขึ้นในต่างประเทศมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายได้โดยไม่จำต้องนำหนี้ดังกล่าวไปร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้
- ฎีกาที่ 434/2568
กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าเช่นเดียวกันซึ่งโทษตาม ป.ยาเสพติด เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติให้ การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 10 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยเฉพาะ …
- ฎีกาที่ 4380/2568
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการ ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลจึงจะออกคำบังคับแก่ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพา …
- ฎีกาที่ 44/2568
การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุน …
- ฎีกาที่ 4684/2568
ก่อนที่จะมีการตกลงกันให้จัดงานพิธีแต่งงานนั้น จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน แล้ว ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ ดังนั้น การที่จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ต่อโจทก์ จนทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส เพราะขณะตกลงกันนั้นจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานานถึงเกือบ 5 ปี แล้ว อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอั …
- ฎีกาที่ 4684/2568
จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ข้อตกลงตามสัญญาจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่า …
- ฎีกาที่ 4695/2568
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทัน ย่อมสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาต่อไปอีกได้ แต่ต้องเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและต้องยื่นคำร้องขอมาก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด ล้วนเป็นความ …
- ฎีกาที่ 4695/2568
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 หลังล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด เมื่อพิจารณาข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ
- ฎีกาที่ 4746/2568
หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. แล้ว รับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทของ ก. มาเป็นของจำเลยเอง ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าโจทก์รับรู้และเห็นชอบในการโอนที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้จำเลยก็ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 27018 ให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านเช่นกัน อันเป็นการสอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยการให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง จึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่โจทก์ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยจึงไม่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งที่มีอำนาจในการนำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ โดยชอบ โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำตามคำฟ้องได้ อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท นั้น ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ …
- ฎีกาที่ 4751/2568
ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหาย และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องต …
- ฎีกาที่ 4759/2568
เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้ถูกกล่าวหาในเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยนั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาล …
- ฎีกาที่ 4943/2568
จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี กับปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์ แล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอมที่ทำขึ้นไปติดไว้กับรถยนต์ 2 คัน โดยเก็บรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมไว้ในรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว เพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อรถยนต์ 2 คัน รวมถึงแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีปลอม และรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมที่ใช้กับรถยนต์แต่ละคันก็เป็นคนละชุดกัน การกระทำของจำเลยย่อมมีเจตนาและความมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
- ฎีกาที่ 4947/2568
สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานได้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพโดยจำเลยไม่สืบพยานแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง เว้นแต่ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐ …
- ฎีกาที่ 4984/2568
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลย …
- ฎีกาที่ 4986/2568
โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อมีปัญหากรณีอดีตผู้บริหารของโจทก์ถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษเกี่ยวกับการทุจริตและการตกแต่งบัญชี โจทก์ไม่ได้ดำเนินการใดในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนซึ่งรวมถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้ลงทุนและเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของโจทก์ จำเลยเสนอทางเลือกเพื่อยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้บริหารเดิมของโจทก์ จึงต้องดำเนินการตามทางเลือกที่แถลงไว้ เมื่อไม่อาจใช้ทางเลือกในการเจรจาควบรวมกิจการ จึงต้องใช้ทางเลือกในการฟ้องร้องดำเนินคดีซึ่งนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือต้องการรวมธุรกิจของโจทก์โดยไม่สุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
- ฎีกาที่ 4988/2568
จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต …
- ฎีกาที่ 4992/2568
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 528 เดือน ซึ่งความผิดที่จำเลยกระทำแต่ละกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมทุกกระทงให้จำคุก 240 เดือน นั้น ไม่ชอบ โดยต้องกำหนดให้เป็นจำคุก 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงไม่อาจลงโทษจำคุก 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225
- ฎีกาที่ 5054/2568
เมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้ว …