ประเภทคำวินิจฉัย: คำพิพากษาศาลฎีกา
120,216 รายการ · หน้า 10 จาก 6,011
- ฎีกาที่ 5054/2568
เมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้ว …
- ฎีกาที่ 5079/2568
การที่โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และบังคับตามสัญญาได้
- ฎีกาที่ 5087/2568
แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาล เช่นนี้ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง กา …
- ฎีกาที่ 5087/2568
แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 แต่เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง เมื่อผู้ประกันเพิ่งนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย
- ฎีกาที่ 5113/2568
เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงา …
- ฎีกาที่ 5326/2568
การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ หาได้อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป …
- ฎีกาที่ 5326/2568
การจัดการสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (8) เท่านั้นที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการจัดการสินสมรสโดยตรง กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม ไม่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4 …
- ฎีกาที่ 5328/2568
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีส …
- ฎีกาที่ 5398/2568
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพ 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลแล้ว 11,559 บาท กับเงินบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท และได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้งสองจำนวนนี้มาหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น เมื่อค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียห …
- ฎีกาที่ 5409/2568
สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง เป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อ …
- ฎีกาที่ 5410/2568
ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่าผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา... ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ย …
- ฎีกาที่ 5605/2568
แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 วรรคสอง (3) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมีผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวแล้ว หรือปฏิญาณตนต่อหน้าศาลหรือต่อหน้าเจ้าพนักงานหรือบุคคลที่มีอำนาจในการรับคำสาบานหรือปฏิญาณ หรือรับรองโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการรับรองคำแปล หรือผู้แทนทางการทูตหรือกงสุลไทยในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดหรือสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น มาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่การให้มีคำแปลโดยผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อให้เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ เช่นนี้ ถึงแม้ไม่ปรากฏว่าผู้แปลที่ผู้ร้องนำมาแสดงต่อศาลจะได้สาบานตัวหรือปฏิญาณตน แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่าคำแปลคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร กรณีย่อมไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของคำแปลเอกสารดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่บ …
- ฎีกาที่ 5608-5609/2568
สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท และจำเลยกับบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยและบริวารของจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาททันที หากจำเลยและบริวารไม่ออกไปจากที่ดินพิพาทถือว่าจำเลยผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และข้อ 2. กำหนดว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยอยู่ทำประโยชน์ (เลี้ยงปลา) ในที่ดินพิพาท และจะยังไม่โอนที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดค่าเช่าจากจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์ขอคิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท คิดเป็นอัตราเดือนละ 4,160 บาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีสาระสำคัญว่า จำเลยและบริวารยินยอมออก …
- ฎีกาที่ 5681/2568
ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่เป็นความผิด เนื่องจากอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรงทำอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่าย กฎหมายจึงป้องปรามมิให้มีการขยายผลการกระทำความผิดไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่การมีอาวุธปืนตามบริบทของกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นอาวุธปืนที่พร้อมจะนำมาใช้ การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปกระทำความผิด แม้จะมิได้ใช้ในการกระทำความผิดแต่ก็เป็นอาวุธปืนที่อยู่ใกล้ชิดตัวจำเลย และมีเหตุให้ควรเชื่อว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพราะจำเลยอ้างว่าเพิ่งไปยิงคนมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)
- ฎีกาที่ 5681/2568
ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิด ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่ ก็เป็นความผิดอยู่ในตัว เนื่องจากอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรงทำอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่าย กฎหมายจึงป้องปรามมิให้มีการขยายผลการกระทำความผิดไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งการมีอาวุธปืนตามบริบทของกฎหมายดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่พร้อมจะนำมาใช้กระทำความผิด การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปกระทำความผิด แม้จะมิได้ใช้ในการกระทำความผิด แต่ก็เป็นอาวุธปืนที่อยู่ใกล้ชิดตัวจำเลย และมีเหตุให้ควรเชื่อว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพราะจำเลยอ้างว่าเพิ่งไปยิงคนมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)
- ฎีกาที่ 5699/2568
การที่ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ คดีจึงยังคงเหลือผู้ร้องที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดก จึงย่อมมีปัญหาเกี่ยวเนื่องจากการถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 เป็นผลให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้คัดค้านเป็นประเด็นไว้แล้วว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจหรือไม่ควรมีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ส่วนผู้ร้องที่ 2 โต้แย้งว่าตนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นปัญหาว่า ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในชั้นจัดการมรดกที่คงเหลือผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว และเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่งให้เสร็จสิ้นกระแสความได้ เมื่อสั่งแล้วกระทบถึงสิทธิของคู …
- ฎีกาที่ 5745/2568
เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลในการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคารและธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดไว้ซึ่งมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามหมายบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ ย่อมเท่ากับเงินจำนวนดังกล่าวมาอยู่ในอำนาจของศาลก่อนที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว เมื่อจำเลยไม่สามารถบริหารจัดการเงินจำนวนนี้ได้อีกและโจทก์ก็มีเงินจำนวนนี้เป็นประกันว่าจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาเต็มจำนวนแล้ว หากให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์อีกย่อมซ้ำซ้อนจนทวีเป็นสองเท่าอันเกินกว่าภาระของจำเลยที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา ซึ่งผิดไปจากข้อที่มุ …
- ฎีกาที่ 5770/2568
การที่โจทก์ต้องสูญเสียเงินไป มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสามเอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามมิเคยได้รับหรือเข้าถือครองเงินของโจทก์เลยไม่ว่าในช่วงเวลาใด หากแต่จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับจำเลยที่ 2 และร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าลูกค้าสินเชื่อของโจทก์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 จึงเป็นความ …
- ฎีกาที่ 5770/2568
จำเลยทั้งสามมิได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ แต่ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย การที่โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 กับพวก เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์เพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้ต่อโจทก์มาแจ้งให้พนักงานสอบส …
- ฎีกาที่ 618/2568
โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า บริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บริษัท ค. โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นคนละนิติบุคคลกันและเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 4, 5, 6, 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาที่พนักงานอ …