ประเภทคำวินิจฉัย: คำสั่งคำร้อง
10,733 รายการ · หน้า 24 จาก 537
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:82/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวระหว่างฎีกา จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:83/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ไม่เห็นสมควรจะให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างฎีกา ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:84/2545
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 75 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 310,934 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 71 แผ่นที่ 3, ที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10เมษายน 2540 จนถึงวันทราบคำสั่งนี้ และต่อไปอีก 1 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:85/2545
ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกรณียื่นฎีกาพ้นกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายฎีกาแล้ว ไม่อาจจะอนุญาตให้ฎีกาในวันนี้ได้ จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะยื่นฎีกาของจำเลยให้พ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลขยายให้ แต่เป็นเพราะความไม่ละเอียดของทนายจำเลยที่เห็นตัวเลขวันที่ที่ศาลมีคำสั่งวันที่ 2 เป็นวันที่ 7 จึงได้นำฎีกามายื่นต่อศาลในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544ดังกล่าว และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ส่งฎีกาของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาตามลำดับแต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะส่งไปให้ผู้พิพากษาเพื่อมีคำสั่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยกล่าวไว้ในคำร้องของจำเลย ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เพื่อลงลายมือชื่ออนุญาตฎีกา และรับฎีกาของจำเลยไว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:86/2545
ความว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่ให้วินิจฉัยข้อกฎหมายในคำพิพากษา เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งไว้แล้ว จำเลยทั้งสองชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้น ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์ทันทีตามอุทธรณ์ฉบับนี้ไม่ได้ จึงไม่รับอุทธรณ์ฉบับนี้ของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเห็นว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ เป็นข้อกฎหมายที่หากศาลมีคำสั่งให้ส่งไปศาลฎีกาแล้วจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งสำนวน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้วินิจฉัยเมื่อมีคำพิพากษาโดยไม่ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกานั้น ถือว่าศาลสั่งเป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ทันที เพราะถือว่าเป็นคำสั่งใด ๆตา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:87/2545
ความว่า เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้ได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่มีต่อจำเลยให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีความประสงค์ขอเข้าสวมสิทธิในการดำเนินคดีแทนโจทก์ โปรดมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมด้วย หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่ค้าน (อันดับ 75-77) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฯลฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา (อันดับ 60) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 69) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลโดยจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:88-89/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยทั้งสองชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกาแล้วจึงไม่มีเหตุอันควรที่จะให้มีการปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:9/2545
ความว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมแล้ว คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ตามพฤติการณ์ จึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:9/2545
ความว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมแล้ว คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ตามพฤติการณ์ จึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:90/2545
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้วมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:92/2545
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 318/2544 ผู้ร้องจึงขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 25 หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 2,478,680.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม2539) ต้องไม่เกิน 312,201.70 บาท ตามที่โจทก์ขอมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา (อันดับ 74) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 93) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483มาตรา 22 บัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:93/2545
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าราคาที่ขายทอดตลาดได้เป็นราคาที่ต่ำเกินไป จึงเป็นการยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายืน ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับประกาศขายทอดตลาดจึงไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาด จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้มาดูแลการขายทอดตลาด และไม่ได้ติดต่อนำผู้ที่จะเข้าประมูลซื้อทรัพย์ไปทำการประมูลแข่งขันราคาให้สูงขึ้น ไม่ใช่เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าการส่งประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 3 และที่ 4 ให้จำเลยที่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:94/2545
ความว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 นายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำบันทึกรับผิดยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า ที่ดินแปลงพิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางอองเอ็นดูราษฎร์ที่ขายให้กับโจทก์และพินัยกรรมเอกสารหมายจ.6นั้นนางอองเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำขึ้นในขณะหลงลืมไปแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่และสำคัญต่อคดี ซึ่งโจทก์ไม่อาจเสนอต่อศาลชั้นต้นได้ จึงขอให้ศาลโปรดนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์กับมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นต่อไปนี้ 1. นางอองได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ และโจทก์ได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมานับแต่วันทำสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับหรือไม่ 2. พินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และสัญญายกให้ที่ดิน เอกสารหมาย ล.4นางอองทำขึ้นในขณะที่สติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ 3. ทายาทอื่นของนางอองรู้ถึงการครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์หรือไม่ 4. ที่ดินพิพาท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:95/2545
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้เสนอความเท็จต่อศาล จนเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องโจทก์ต่อมานายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำบันทึกยอมรับผิดต่อโจทก์ แล้วว่าคำเบิกความของตนเป็นความเท็จ ดังนั้นเพื่อให้โจทก์ได้พิสูจน์ความไม่สุจริตของจำเลย และเพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมถูกต้อง โจทก์จึงขอระบุพยานเพิ่มเติม ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมที่ยื่นมาพร้อมคำร้องนี้ หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 130) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 783 และ 785 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และโฉนดที่ดินเลขที่ 16901 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 123,125) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยอ้างว่านายกิตติเอ็นดูราษฎร์ได้ทำบันทึกยอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:96/2545
ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า คดีนี้จำเลยที่ 1มิได้วางเงินชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความในศาลชั้นต้น ซึ่งกำหนดให้เป็นค่าทนายความ 2,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 17 เมษายน 2540) มาจนถึงวันอุทธรณ์รวมเวลาแล้วประมาณ 4 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมในการอุทธรณ์คำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 จำต้องวางต่อศาลตามกฎหมาย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาเป็นการมิชอบ ขอศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ด้วย หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่แถลงคัดค้าน (อันดับ 114,115) ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5234 เลขที่ดิน 71 หน้าสำรวจ 289 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีและขนย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:99/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยได้เสนอหลักประกันมาด้วยแล้ว คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ในชั้นนี้ยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1849/2544
คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 วรรคหนึ่ง นั้นไม่จำต้องคำนึงว่าในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีวินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาเท่านั้น เพราะการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์อาจจะมาจากเหตุอื่น โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ แต่ทั้งนี้ การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จะต้องมาจากลักษณะเดียวกันกับศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยมีคำสั่ง ดังนั้น เมื่อได้ความว่าครบกำหนดที่จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่จำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์ คงนำแต่ค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลโดยมิได้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1442/2543
กรณีตามคำร้องของผู้คัดค้านที่อ้างว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว โดยเลื่อนและงดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและส่งความเห็นเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:374/2543
หากจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนทั้งหมดให้แก่โจทก์ในวันที่ต้องมีการจ่ายเงิน โจทก์อาจนำเงินค่าทดแทนที่ได้รับไปฝากธนาคารออมสินและมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำชนิดผู้ฝากทั่วไป ดังนั้น แม้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น โดยมิได้ระบุว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับผู้ฝากทั่วไป หรือนิติบุคคล หรือส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจก็ตามแต่เมื่อโจทก์เป็นบุคคลธรรมดา โจทก์ย่อมไม่สามารถนำเงินฝากธนาคารในฐานะนิติบุคคล ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจได้ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนราชการจึงต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ฝากทั่วไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:423/2543
จำเลยให้การว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพราะโจทก์กระทำความผิดอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้าง และโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จากข้อเท็จจริงเดียวกัน ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้ในทางคดีอาญาไม่อาจจะเอาผิดกับโจทก์ได้ ก็ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย โจทก์อุทธรณ์ว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลยซึ่งขัดแย้งกันเอง มิได้เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงใด แต่ก็พอแปลอุทธรณ์ได้ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีไปตามคำให้การที่ไม่ชอบแล้วมีคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบ เป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย จึงให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาได้