ประเภทคำวินิจฉัย: คำสั่งคำร้อง
10,733 รายการ · หน้า 25 จาก 537
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1089/2542
การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ระเบียบการขึ้นค่าจ้างเป็น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ให้อำนาจจำเลยเป็นผู้พิจารณา ขึ้นค่าจ้าง เพราะคำว่า จะได้รับการพิจารณาขึ้นค่าจ้าง หมายถึง การให้สิทธิจำเลยใช้ดุลพินิจในการพิจารณาตามสภาพการณ์ ที่เป็นจริง เมื่อจำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจตกต่ำ ขาดทุน ขาดสภาพคล่อง จำเลยจึงไม่พิจารณาขึ้นค่าจ้างให้พนักงานทุกคน รวมทั้งโจทก์ด้วย จำเลยไม่ได้กระทำการที่ขัดกับข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างแต่อย่างใดนั้น เป็นอุทธรณ์การแปลความ ตามระเบียบการขึ้นค่าจ้างว่า การกระทำของจำเลยที่ไม่ขึ้น ค่าจ้างให้แก่โจทก์นั้นเป็นการขัดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:113/2542
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 16/2541 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2541 แล้วว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272มาตรา 26 มาตรา 27 และ มาตรา 28 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งปัญหาดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกจึงเป็นกรณีที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนี้ศาลจึงไม่ต้องส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดในคดีนี้อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:276/2542
โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์หลังพ้นกำหนดระยะเวลา อุทธรณ์แล้วโดยอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่สามารถ ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาได้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่ง ในวันเดียวกันให้ยกคำร้องของ โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งโต้แย้งว่าคำสั่งศาลแรงงานกลางไม่ชอบ ขอให้ศาลฎีกา มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในเวลาอันสมควร ถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่ง ศาลแรงงานกลางที่ไม่อนุญาต ให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายหลังกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ มิใช่เป็นคำร้อง อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไม่จำต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา หรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่ศาลแรงงานกลางสั่ง ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลจึงไม่ชอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:30/2542
ผู้พิพากษาคนใดซึ่งเป็นผู้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ จะอนุญาต ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 หรือไม่นั้น เป็นอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจเฉพาะตัว ผู้พิพากษานั้น ๆ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อใน คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่รับรองให้ฎีกา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่ง ดังกล่าวต่อศาลฎีกาไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:387/2542
การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์จะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับพนักงานของจำเลยก็เป็นเรื่องสิทธิส่วนตัวของโจทก์ และที่โจทก์ออกบัตรผ่านเข้าออกห้องพักให้กับบุคคลอื่นที่มิใช่ แขกของโรงแรมก็เป็นเพียงการทำงานบกพร่อง ไม่เป็นการฝ่าฝืน ระเบียบข้อบังคับการทำงานในกรณีร้ายแรงนั้น เป็นอุทธรณ์ใน ข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:468/2542
จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลาง มีคำสั่งว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์ จำเลย จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ศาลแรงงานกลางมีคำสั่ง ให้จำเลยนำเงินหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบ คำสั่ง จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วแต่ก็ไม่นำเงินหรือ หาประกันให้ไว้ต่อศาลจึงเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 31
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:516/2542
คดีต้องห้ามฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหา ข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220จำเลยฎีกาโดยได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกามาแล้วตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221แต่ผู้พิพากษานั้นเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นไม่เป็น ปัญหาสำคัญไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่มีเหตุที่จะรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:523/2542
ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเป็นข้อกฎหมาย และอ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นเรื่องที่จำเลยบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพื่อให้เป็นข้อกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ ฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนและขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกา แท้ที่จริง เป็นเรื่องที่จำเลยโต้แย้งไม่ให้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ และการจะรับฟังพยานหลักฐานใด เพียงพอหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ดังนี้ฎีกาของจำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของ ศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:562/2542
ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่า การที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตัดพยานจำเลยเป็นการเร่งรัดคดีจำเลยฝ่ายเดียว และการที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมก่อนเบิกความตอบคำถามค้านและเป็นผู้ที่ได้ รับประโยชน์จากจำเลย กับรับฟังสำเนาเอกสารของโจทก์ และไม่รับฟังคำเบิกความของพยานจำเลย เป็นการรับฟัง พยานหลักฐานที่มิชอบ ขอให้ศาลฎีกาส่งสำนวนคดีนี้ไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาของ ศาลล่างทั้งสองขัดหรือแย้งกับสิทธิของจำเลยตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่นั้น มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ขัดต่อรัฐธรรมนูญจึงมิใช่กรณีที่ศาลฎีกาจะต้องรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของจำเลยไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:624/2542
คำร้องของ โจทก์มีข้อความว่า "ขอประทานศาลที่นั่งพิจารณา ในศาลชั้นต้นและหรือศาลอุทธรณ์ ได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลา ตรวจฎีกาว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้หรือขอประทานให้อธิบดี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้" เป็นการลอกเลียน ถ้อยคำในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งแต่แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่า ประสงค์ให้มีการรับรองหรือ อนุญาตให้ฎีกา ซึ่งข้อความในส่วนที่เกี่ยวกับการขอให้ผู้พิพากษา ที่นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองฎีกา ถือได้ว่ามีการระบุ ตัวผู้พิพากษาที่จะให้รับรองฎีกาแล้วเพราะแม้ไม่ระบุชื่อ ก็ไม่อาจ ตีความว่าเป็นผู้พิพากษานายอื่นนอกจากผู้พิพากษา 3 นาย ที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และในส่วนที่เกี่ยวกับการ ขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีหลายคน แต่ตามคำร้องพอถือได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ผู้พิพากษาที่ลงช …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:626/2542
จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่ง ไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกัน ให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วยมาตรา 247 จำเลยที่ 2 ขอขยายระยะเวลาวางเงินหรือขยายระยะเวลาวางเงินหรือหาประกันอีกเป็นครั้งที่ 3แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและเมื่อครบกำหนดขยายระยะเวลาวางเงิน ครั้งที่ 2 จำเลยที่ 2 มิได้วางเงินหรือหาประกันให้ไว้ ต่อศาลชั้นต้น กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจที่จะยื่นคำร้อง อุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวอีกต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1147/2541
ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่โต้เถียงเรื่องการตีความตามสัญญาซื้อขายว่าเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์หรือสัญญาซื้อขายสิทธิของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาท ปัญหาการตีความข้อสัญญาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1183/2541
การเข้าเป็นคู่ความแทนที่คู่ความผู้มรณะนั้น แม้จะ ร้องขอเข้ามาเมื่อเกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่คู่ความ ฝ่ายนั้นมรณะก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ประกอบด้วยมาตรา 132(3) บัญญัติให้อยู่ในอำนาจ ของศาลที่จะใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้มรณะในระหว่าง การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งจำหน่ายคดี จนกระบวนพิจารณาได้ผ่านจากชั้นศาลอุทธรณ์มาเป็นกระบวน พิจารณาชั้นศาลฎีกาและ ว. ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 5 ได้ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 5 แล้วเช่นนี้ แม้จะร้องขอเข้ามาเมื่อเกินกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 5 มรณะและเป็นการมรณะในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตามแต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกของจำเลยที่ 5 ศาลฎีกาอนุญาตให้ ว. เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 5 ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1260/2541
การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับบัญชีระบุพยานของโจทก์ทั้งสอง ภายหลังที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้ว โดยโจทก์ทั้งสองมิได้แสดงให้เห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถาน เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:129/2541
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ที่ได้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา ตรวจฎีกาของจำเลยและ รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาซึ่งนั่ง พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วว่าไม่อนุญาตให้ฎีกาก็ต้องถือว่าตรงตามความประสงค์ของจำเลยแล้วและเมื่อไม่มี การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยจึงต้อง ห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1537/2541
กฎหมายให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจเลือกใช้วิธีการ สำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว ฯลฯ พ.ศ.2534 มาตรา 104 หรือวิธีการตามที่ บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74(5) ได้ตามความเหมาะสม และพฤติการณ์แห่งรูปคดี ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจใช้วิธีการ สำหรับเด็กและเยาวชนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หาได้เป็นการขัด หรือแย้งต่อบทบัญญัติตามมาตรา 74(5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ และไม่ถือว่าวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนดังกล่าวเป็นการ ลงโทษจำเลย คดีจึงต้องห้ามฎีกาในข้อที่เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ฯลฯ มาตรา 214 ประกอบมาตรา 121(2) ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับ ดุลพินิจในการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนของศาล จึงต้อง ห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สามารถกำหนด ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ขอให้รอการ …
ป.อ. 74ป.วิ.อ. 221พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 6พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 104พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 121พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 122 - คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1779/2541
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง ส.ผู้คัดค้านกับ ม. ให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของ ด.เจ้ามรดก ผู้วายชนม์ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาของเจ้ามรดก และเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินหรือมรดกทั้งหมด ให้แก่ผู้ร้องและบุตร กับให้เป็นผู้มีอำนาจจัดการมรดกด้วย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งตั้ง ส.กับ ม. จากการเป็นผู้จัดการมรดก และให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแทนต่อไป ส. ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้องของ ผู้ร้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา คดีอยู่ในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ส.ผู้คัดค้านได้ถึงแก่กรรม เช่นนี้มิใช่คดีที่ทายาทของ ส.จะรับมรดกความแทนที่ ส.ผู้คัดค้านผู้มรณะเพื่อดำเนินคดีในชั้นฎีกาได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:182/2541
จำเลยฎีกาว่า กรณีที่ศาลนำโทษคดีอื่นซึ่งรอการลงโทษ มาบวกกับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน ถือว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำคุกจำเลยเกินห้าปี ไม่ต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกนั้นคำว่า "โทษในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามมาตรา 218"หมายถึงเฉพาะโทษในคดีนั้น ๆ มิได้หมายความรวมถึงโทษในคดีอื่น ที่นำมาบวกด้วย เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตาม ศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ก็ต้องห้ามมิให้ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1823/2541
คดีอาญา แม้ข้อที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่เมื่อเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:184/2541
ตามคำร้องของ โจทก์มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่ง มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 แต่เป็น ความผิดพลาด ของโจทก์เองที่พิมพ์ชื่อโจทก์ที่ 2 ในคำฟ้องจาก เด็กหญิงนุชสิณีศรีธงชาติ ผิดพลาดเป็นเด็กหญิงนุสินีศรีธงชาติ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ตามที่โจทก์ร้องขอ ได้ กรณีตามคำร้องของ โจทก์เป็นเรื่องในชั้น บังคับคดีที่โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อทำการ ไต่สวนให้ได้ความว่าเด็กหญิงนุชสิณีศรีธงชาติกับเด็กหญิงนุสินีศรีธงชาติเป็นบุคคลเดียวกัน แล้วจึงนำผลของการไต่สวนนั้นไปดำเนินการต่อไป