ประเภทคำวินิจฉัย: คำสั่งคำร้อง
10,733 รายการ · หน้า 26 จาก 537
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1849/2541
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลย ให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกา ให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน จำเลยได้นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ ตามคำสั่งศาลแล้ว แต่ส่งไม่ได้ เมื่อเจ้าหน้าที่รายงาน ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอจำเลยแถลง" จำเลยก็ได้แถลงขอให้ส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์ใหม่อีกครั้ง ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตตามคำแถลงของจำเลยดังกล่าว และตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ไปวางเงินค่าธรรมเนียม ในการส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์เกิดจากความเข้าใจผิด ของจำเลย มิใช่จำเลยจงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลา ที่ศาลกำหนด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทิ้งฟ้องฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1849/2541
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาและให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ แก้ภายใน 15 วัน จำเลยได้นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ตามคำสั่งศาลแล้ว แต่ส่งไม่ได้ เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอจำเลยแถลง" จำเลยได้แถลงขอให้ส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์ใหม่ อีกครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำแถลงของจำเลยแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยไม่ได้ไปวางเงินค่าธรรมเนียมในการส่ง สำเนาฎีกาให้แก่โจทก์น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดของจำเลย มิใช่เป็นการจงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทิ้งฟ้องฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1979/2541
โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส.ตามพินัยกรรม ต่อมาโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ถึงแก่ความตายจึงมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก และศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของ ส.โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงมีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการมรดกต่อไปได้ การที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ต่อไปนั้น กรณีตามคำร้องมิใช่เป็นเรื่องขอเข้าเป็นคู่ความ แทนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ผู้มรณะ ศาลจึงอนุญาต ให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ดำเนินคดีต่อไปได้ตามคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2008/2541
โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าจ้าง หมายความว่าเงินที่นายจ้าง จ่ายแก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน เมื่อฟังได้ว่าเงิน ที่โจทก์รับเป็นค่าจ้างและจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าจ้าง จำเลย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:210/2541
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ศาลล่างซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 2 ปี กับลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 3 ปี ซึ่งไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าตำบลห้วนบ่อซืนไม่ได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท้องที่เกิดเหตุว่าเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ มีการประกาศถูกต้องตามกฎหมายและจำเลยทั้งสองได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้วนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงและเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:210/2541
ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียด แห่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท้องที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุม การแปรรูปไม้ มีการประกาศถูกต้องตามกฎหมายและจำเลยทั้งสอง ได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้วนั้นเป็นการโต้เถียงว่ามีการ บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งความจริงโจทก์ได้บรรยาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่จะนำ ไปสู่ข้อกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2146/2541
กรณีที่ศาลชั้นต้นตรวจฎีกาแล้วมีคำสั่งพร้อมทั้งเหตุผล ว่าไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 นั้น หากผู้ฎีกาไม่เห็นด้วยก็ต้องยื่นฎีกาโดยทำเป็นคำร้อง อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกานั้นต่อศาลฎีกาภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นจะต้องส่งคำร้องเช่นว่านั้น ไปยังศาลฎีกาเพื่อสั่งคำร้องของ ผู้ฎีกาต่อไป ศาลชั้นต้นไม่มี อำนาจจะสั่งคำร้องของ จำเลยดังกล่าวได้ จำเลยกล่าวในคำร้องแต่เพียงว่า ข้อที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา ของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง มีประเด็นสำคัญอันสมควรสู่การ พิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้จำเลยได้รับความเป็นธรรมด้วยเหตุ ที่พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธสงสัยอยู่มาก ดังนี้ คำร้องฎีกาคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยมิได้แสดงข้อโต้แย้งหรือ คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นให้ชัดเจนว่า คลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประการใดหรือฎีกาของจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2149/2541
แม้จำเลยจะให้ ธ. เช่าบ้านเลขที่ 60/1 ก็ตามแต่เมื่อจำเลยยังคงใช้บางส่วนของบ้านดังกล่าวเป็นที่พักอาศัย เช่นเดิม และเมื่อเจ้าพนักงานศาลนำหมายแจ้งคำสั่ง ศาลชั้นต้น ที่ให้จำเลยแถลงให้ศาลทราบภายใน 7 วัน ว่าจะจัดการ ส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์อย่างไร ไปปิดที่บ้านเลขที่ 60/1 ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของจำเลยถือว่าเป็นการแจ้งคำสั่งศาล โดยวิธีปิดหมายให้จำเลยทราบโดยชอบจนล่วงพ้นระยะเวลา ที่กำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่แถลงให้ศาลทราบภายในเวลาที่กำหนด เป็นการทิ้งฎีกา และศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ ศาลฎีกาโดยชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะยกฎีกาขึ้นพิจารณาใหม่อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2204/2541
จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาอ้างว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยไม่ชอบ จึงขอให้อ่านคำสั่ง ศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่ง เช่นนี้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นที่จะต้อง พิจารณาคำสั่งคำร้องของ จำเลย หากศาลชั้นต้นสั่งประการใด แล้วจำเลยไม่พอใจ จึงจะอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาตามลำดับชั้นศาล
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2329/2541
คดีต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งหากจำเลยประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ก็ชอบที่จำเลย จะปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ของจำเลยแล้ว จำเลยจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่า ฎีกาของจำเลย เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ ศาลฎีกา ขอศาลฎีกาได้โปรดรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหาได้ไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2366/2541
ฎีกาของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว หาใช่หลายกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เป็นปัญหาข้อกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:313/2541
การพิจารณาว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือไม่นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 บัญญัติให้เป็นดุลพินิจโดยเฉพาะของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลล่างทั้งสอง จำเลยจะฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจดังกล่าวไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:409/2541
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 บัญญัติบังคับว่าฎีกานั้น ต้องยื่นภายในกำหนดระยะเวลา 1 เดือน นับแต่ วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านให้คู่ความฝ่ายที่ฎีกาฟัง เมื่อ จำเลยมิได้ ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบังคับไว้ก็ไม่อาจ รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่และ ที่จำเลยอ้างเหตุว่าทนายจำเลยป่วยเป็นโรคตาแดงนับเป็นเหตุ เหตุสุดวิสัยควรขยายระยะเวลาให้จำเลยยื่นฎีกานั้น เหตุ ดังจำเลยอ้างมิใช่เหตุสุดวิสัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:41/2541
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของ โจทก์ระงับ ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) ให้ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มีความหมายว่า ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:487-488/2541
การพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องถือโทษที่ศาลลงแก่จำเลยเป็นรายกระทงไป ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด 6 กระทง จำคุก กระทงละ 3 ปี เป็นจำคุก 18 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี แต่เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ได้เพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(1) เมื่อโทษจำคุก แต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึง ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการ รับฟังพยานหลักฐานของศาลว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างเป็น ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการคิดลดโทษให้ว่าควรลดโทษให้แก่จำเลย หรือศาลลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้เพียง 6 ปี 7 เดือน เมื่อเป็นการ โต้เถียงดุลพินิจในการลดโทษให้จำเลย จ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:511-512/2541
คำร้องของ จำเลยกล่าวอ้างเพียงว่า คำวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ไว้ พนักงาน สอบสวนจะสอบสวนได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้หรือไม่และถ้าเป็นกรณีที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาจะใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120,121 บังคับแก่จำเลย ได้หรือไม่ ก็มิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทกฎหมายใดขัดต่อ รัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลฎีกาจะต้องรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของจำเลยเช่นว่านั้น ตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:557/2541
จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขออนุญาตให้ขยายเวลา ยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดเวลาฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาต ให้นำ คำร้อง เป็นกรณีที่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยัง ศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตขยายเวลายื่นฎีกาเมื่อสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว 1 วัน โดยอ้างว่ามีเหตุสุดวิสัยเนื่องจากในวันครบกำหนดอายุฎีกาทนายจำเลยไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด และได้เดินทางกลับแล้วรถยนต์ส่วนตัวเสียกลางทางเป็นเหตุให้ไปถึงศาลชั้นต้นเมื่อเวลา 17.15 นาฬิ กา ซึ่งศาลได้ปิดทำการแล้ว เมื่อข้อที่จำเลยอ้างนั้นเป็นการเลื่อนลอยกรณีจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ให้จำคุก 18 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ต่อมาในวันเดียวกันจำเลยยื่นคำร้อง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:557/2541
จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขออนุญาตให้ขยายเวลา ยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดเวลาฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาต ให้นำ คำร้อง เป็นกรณีที่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยัง ศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตขยายเวลายื่นฎีกาเมื่อสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว 1 วัน โดยอ้างว่ามีเหตุสุดวิสัยเนื่องจากในวันครบกำหนดอายุฎีกาทนายจำเลยไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด และได้เดินทางกลับแล้วรถยนต์ส่วนตัวเสียกลางทางเป็นเหตุให้ไปถึงศาลชั้นต้นเมื่อเวลา 17.15 นาฬิ กา ซึ่งศาลได้ปิดทำการแล้ว เมื่อข้อที่จำเลยอ้างนั้นเป็นการเลื่อนลอยกรณีจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:60/2541
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 เดือน โดยให้ เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน การที่ จำเลยฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับดุลพินิจของศาลว่า สมควรรอการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:695-696/2541
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 276 นั้น คดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อยังไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีประเภทใดบ้าง ประกอบกับในปัจจุบันยังไม่ได้จัดตั้งศาลปกครองจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งคดีนี้ไปให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ไม่มีเหตุที่จะรอพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยแต่อย่างใด