ประเภทคำวินิจฉัย: คำสั่งคำร้อง
10,733 รายการ · หน้า 27 จาก 537
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:751/2541
สิทธิขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 เป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน เมื่อผู้ร้องทุกข์ตายย่อมตกทอดแก่ทายาทผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนาง ป. ผู้ตาย เมื่อนาง ป. ผู้ร้องทุกข์ตายสิทธิในการถอนคำร้องทุกข์จึงตกแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาท ผู้ร้องมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์เพราะได้รับชดใช้เงินที่ฉ้อโกงไปจากจำเลยแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1139/2540
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีไม่ต้องห้ามฎีกา โจทก์ย่อมฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1177/2540
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย เพราะเห็นว่าเป็น อุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง และ 225 วรรคแรก จำเลยฎีกาคัดค้าน ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ชอบ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จำเลย ฎีกาได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1261/2540
โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรง ต่อศาลฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามประกาศของธนาคารโจทก์และตามประกาศ ของธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา จำเลยต้อง รับผิดในดอกเบี้ยดังกล่าวต่อโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงไม่ชอบ เป็นอุทธรณ์ในปัญหา ข้อกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงไม่ถูกต้อง และ ที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขออุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ คำร้องนี้ จึงไม่ต้องส่ง ก็เท่ากับไม่อนุญาตให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา เพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ศาลฎีกาจึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นมีคำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:296/2540
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนให้ลงโทษข้อหาร่วมกันลักทรัพย์จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ศาลชอบที่จะยกประโยชน์ให้จำเลยทั้งสอง ลงโทษสถานเบาข้อหาร่วมกันรับของโจร เป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ให้การรับสารภาพ ทั้งเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาจึงไม่ชอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:303-304/2540
กิจการของจำเลยจะมีกำไรหรือขาดทุนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้รับฟังได้เฉพาะพยานเอกสารการที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานบุคคล จึงมิใช่เป็นการรับฟังแทนพยานเอกสารดังที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้าง อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ขาดทุน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 54
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:358/2540
จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้อง ใช้แทนโจทก์มาวางศาลพร้อมฎีกาเป็นการไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แม้ต่อมาจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลภายหลังเมื่อเกินกำหนด อายุฎีกาแล้วเอง ก็จะถือว่าศาลได้ขยายระยะเวลาวางเงิน ค่าธรรมเนียมให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หาได้ไม่ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:418/2540
คดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดี ถึงที่สุดก็ได้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดแล้วโจทก์ขอ ถอนฟ้องไม่ได้ ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้อง อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาในระหว่างที่ศาลฎีกา ยังไม่มีคำสั่งก็ถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุดโจทก์ยื่นคำร้อง ขอถอนฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่คัดค้าน ส่วนจำเลยที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและยังไม่ได้ให้การแก้คดี โจทก์จึงถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:535/2540
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาล ฎีกาของ จำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:561/2540
ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อ วันที่ 3 ธันวาคม 2539 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 3 มกราคม 2540 ต่อศาลชั้นต้นระบุขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนี้หรือ ผู้พิพากษาซึ่งลงลายมือชื่อในคดีนี้อนุญาตให้จำเลยฎีกา เมื่อปรากฏว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ให้ฎีกา ย่อมถือได้ว่าคำร้องของ จำเลยดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว หากจำเลยประสงค์ จะให้ผู้พิพากษาคนอื่นอนุญาตให้ฎีกา จำเลย ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นใหม่ภายในกำหนดเวลายื่นฎีกา การที่จำเลยยื่นคำร้องกรณีนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2540 เป็นการล่วงเลยกำหนดเวลายื่นฎีกา แล้ว ไม่อาจรับไว้พิจารณาได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:561/2540
ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2539 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่3 มกราคม 2540 ต่อศาลชั้นต้นระบุขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดี หรือผู้พิพากษาซึ่งลงลายมือชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยฎีกา เมื่อปรากฏว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ฎีกา ย่อมถือได้ว่าคำร้องของ จำเลยดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว หากจำเลยประสงค์จะให้ผู้พิพากษาคนอื่นอนุญาตให้ฎีกา จำเลยต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นใหม่ภายในกำหนดเวลายื่นฎีกา การที่จำเลยยื่นคำร้องกรณีนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2540 จึงเป็นการล่วงเลยกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:567/2540
ฎีกาของจำเลยที่อ้างมาเป็นข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นดำเนิน กระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้นำรายงานของ พนักงานคุมประพฤติมาเปิดอ่านประกอบการพิจารณาพิพากษาคดี ก็เพียงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างว่า คดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษ ให้จำเลย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:610/2540
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามที่ระบุชื่อในคำร้องศาลละ 3 คน รับรอง ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ผู้พิพากษาคนหนึ่งซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นที่จำเลยระบุชื่อในคำร้องพิจารณาคำร้องแล้วไม่รับรองให้เช่นนั้น ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องดำเนินการให้ผู้พิพากษาคนอื่น ๆ ซึ่งพิจารณา ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3ที่จำเลยได้ระบุชื่อไว้ในคำร้องนั้นพิจารณาว่าจะรับรองให้ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ต่อไปก่อนที่จะสั่งฎีกา ของจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยยังมิได้ดำเนินการให้ผู้พิพากษาคนอื่น ๆ ที่จำเลยได้ระบุชื่อไว้ในคำร้องได้พิจารณาคำร้องของจำเลยก่อนนั้น เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้น ดำเนินการให้ผู้พิพากษาคนอื่น ๆ ซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นและ ศาลอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:611/2540
ผู้ร้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาใน ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อ ศาลชั้นต้นขอให้ ร. และหรือ ส.ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศ.และหรือ ช.และหรือ น.ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ผู้ร้องฎีกา การที่ผู้พิพากษาคนหนึ่งไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ย่อมไม่ตัดสิทธิของผู้พิพากษาคนอื่น ๆ ตามคำร้องที่จะพิจารณา รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ดังนี้ เมื่อ ส. สั่งไม่รับรองให้ผู้ร้องฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ก็ชอบที่ส่ง คำร้องนั้นพร้อมด้วยสำเนาไปยังผู้พิพากษาคนอื่น ๆ ตามที่ ผู้ร้องระบุในคำร้องเพื่อพิจารณารับรองแล้วจึงพิจารณาสั่งรับ หรือไม่รับฎีกา ที่ ส. สั่งไม่รับรองให้ผู้ร้องฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งไม่รับฎีกาของผู้ร้องด้วยนั้น ย่อมเป็นการ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:721/2540
ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ หากโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวโจทก์ต้องยกเหตุผลมาโต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรเป็นอย่างไร แต่อุทธรณ์ของโจทก์อ่านแล้วไม่อาจเข้าใจได้และไม่อาจทราบได้ว่าโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นใด ด้วยเหตุผลอะไรอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานมาตรา 31
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:73/2540
อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:860/2540
ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งคำร้องขอขยายเวลาวางเงินในการ ยื่นฎีกาของโจทก์ได้อยู่แล้ว ไม่มีเหตุจะส่งมาศาลฎีกาพิจารณา แต่เมื่อส่งมาแล้วเพื่อมิให้เสียเวลาแก่การดำเนินคดีอีก ต่อไป ศาลฎีกาจึงสั่งอนุญาตไปเสียเลย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:881/2540
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 3 ลักษณะ 2 ว่าด้วยฎีกามิได้บัญญัติถึงวิธีการปฎิบัติ ในการยื่นคำร้อง เพื่อที่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 230 วรรคสามในลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามที่บัญญัติไว้ ในมาตรา 247 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของ จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงภายในกำหนด7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรับฎีกา การที่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำร้อง ขอให้รับฎีกาเกินกำหนดระยะเวลาฎีกาจึงไม่รับรองฎีกาให้นั้นเป็นการไม่ชอบและถือว่ายังไม่ได้พิจารณาสั่งคำร้องของ จำเลย ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดส่งสำนวนและคำร้องดังกล่าวไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาสั่งต่อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:89/2540
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จริง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:896/2540
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะต้องห้าม อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เป็น สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลศาลชั้นต้น ที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์อีกเช่นกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 198 ทวิ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตาม คำปฎิเสธ ของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์อีกเช่นกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 198 ทวิ วรรคสาม