ประเภทคำวินิจฉัย: คำสั่งคำร้อง
10,733 รายการ · หน้า 28 จาก 537
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:896/2540
หน้าที่ของศาลที่จะตรวจฎีกาของโจทก์ว่าควรจะรับส่ง ไปยังศาลฎีกาหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และแม้เรื่องการคัดค้านผู้พิพากษาจะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทและเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:916/2540
คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การรับรองให้ ฎีกาข้อเท็จจริงเป็นอำนาจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นศาลฎีกาไม่อาจสั่งให้ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นรับรอง หรือไม่รับรองให้ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1012/2539
ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของผู้ตายโจทก์เป็นหลานของผู้ตายและมีสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายและวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยฎีกาว่าที่ดินพิพาทถูกบุคคลอื่นแย่งการครอบครองไปแล้วโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีสิทธิฟ้องและคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วเป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218 ฎีกาจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ไม่ได้อ้างเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158(5)อันจะทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายแม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่ก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1344/2539
การตรวจรับฎีกาเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นเมื่อศาลชั้นต้นตรวจสั่งรับฎีกาแล้วคู่ความจะยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกายกคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1533/2539
ผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจเฉพาะตัวว่าจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาคนดังกล่าวไม่รับรองให้ฎีกาจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:172/2539
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วยมาตรา 247 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ ของผู้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาที่จะต้องนำ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมา ชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน กำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่งไม่รับฎีกา มิได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องกำหนดเวลา ให้ผู้ฎีกาปฏิบัติ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเวลา ให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกัน ให้ไว้ต่อศาล และที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งที่ไม่รับฎีกาของจำเลย จึงไม่มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลง ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งเดิม
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1810/2539
ฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจำเลยโดยไม่ชอบเพราะหมายค้นขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา60(4)(ก)เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ามาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจึงห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา195ประกอบมาตรา225
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2017/2539
ฎีกาที่จำเลยที่ว่าผู้เสียหายแถลงต่อหน้าศาลว่าไม่ติดใจเอาความกับจำเลยกับยืนยันว่าเสียหายกับจำเลยเป็นคู่รักกันเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดทางหนึ่งแต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยไม่พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้นจึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2037/2539
ฎีกาจำเลยที่ว่าพนักงานสอบสวนไม่ทำแผนที่ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา132(1)นั้นเมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนดังนั้นไม่ว่าพนักงานสอบสวนจะทำแผนที่ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้หรือไม่ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2155/2539
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา219ตรีและไม่สามารถรับรองให้ฎีกาตามมาตรา221ได้การรับรองให้ฎีกาของอัยการสูงสุดจึงไม่ชอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2155/2539
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี และไม่สามารถรับรองให้ฎีกาตามมาตรา 221 ได้ การรับรองให้ฎีกาของอัยการสูงสุดจึงไม่ชอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2442/2539
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามเช็คอ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวน1,400,000บาทให้โจทก์เป็นการชำระหนี้บางส่วนตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแต่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์คดีถึงที่สุดส่วนคดีแพ่งของศาลจังหวัดมีนบุรีที่ท.สามีจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทขอให้ชำระมัดจำคืนจำนวน1,800,000บาทศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคู่กรณีต่างได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันแล้วจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมพิพากษาให้โจทก์คืนมัดจำจำนวน1,800,000บาทแก่ท.ตามคำพิพากษาดังกล่าวมีความหมายว่าโจทก์คดีนี้จำต้องคืนเช็คให้แก่ท.ด้วยแต่เนื่องจากจำเลยคดีนี้ได้มีคำสั่งระงับการจ่ายเงินแล้วท.จึงมิได้มีคำขอคืนเงินเกี่ยวกับเช็คหรือให้คืนเช็คดังนี้ถือว่าคำพิพากษาคดีทั้งสองเรื่องเกิดจากมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินฉบับเดียวกันต่างกล่าวถึงการปฏิบ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2460/2539
คำร้องขอให้รับรองฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่21ตุลาคม2539มิได้ระบุชื่อผู้พิพากษาที่จะให้รับรองฎีกาไม่อาจทราบได้วา่จำเลยจะให้ผู้พิพากษานายใดเป็นผู้พิจารณารับรองฎีกาจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบส่วนคำร้องขอให้รับรองฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่28ตุลาคม2539ที่จำเลยยื่นคำร้องระบุชื่อผู้พิพากษาที่จะให้รับรองฎีกาเมื่อพ้นระยะเวลาฎีกาแล้วก็ไม่ชอบเช่นกัน
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:300/2539
ตามหนังสือมอบอำนาจของ พ. ที่มอบให้จำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันทุเลาการบังคับให้ชั้นอุทธรณ์ เป็นการนำสมุดเงินฝากมาเป็นหลักประกันในชั้นทุเลา การบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในชั้นอุทธรณ์ เท่านั้น และเมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับ ฎีกาก็ไม่ปรากฏว่า พ. ได้ยินยอมให้จำเลยนำสมุดเงินฝากดังกล่าวมาวางศาลเพื่อเป็นประกัน การชำระเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกัน ให้ไว้ต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วยมาตรา 247 ศาลฎีกามีคำสั่ง ยกคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งที่ไม่รับฎีกาของจำเลย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:359/2539
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการห้ามฎีกาทั้งในปัญหา ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และบทบัญญัติตามมาตรานี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(3)(4),243(1)(3)(ก)(ข) และมาตรา 247 มาใช้บังคับโดย อนุโลมโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:37/2539
ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ไว้อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาและขออนุญาตฎีกาอย่างคนอนาถาโดยไม่ได้สาบานตนไต่สวนและสั่งคำร้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา155และ156ต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:589/2539
การขอเพิ่มเติมฎีกาเฉพาะทุนทรัพย์จาก 1,774,686 บาทเป็น 1,774,674 บาท ให้ถูกต้อง ไม่ได้ยกข้ออ้าง เป็นประเด็นขึ้นใหม่ ไม่เป็นการแก้ไขฎีกา แม้จะล่วงพ้น กำหนดยื่นฎีกาก็อาจยื่นขอได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:82/2539
จำเลยฎีกาว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:961/2539
โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแม้ต่อมาศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ก็มิใช่คำพิพากษาถึงที่สุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดี จะถอนการบังคับคดีได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295(3) เพราะโจทก์ยังฎีกาอยู่ การยึดทรัพย์จึงยังคงมีอยู่ โจทก์ไม่จำต้องขอให้ศาลฎีกาสั่งยึดทรัพย์ของจำเลยซ้ำอีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:972/2539
คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จะนำ ดอกเบี้ยในอนาคตนับแต่วันฟ้องมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาด้วยไม่ได้ คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา ที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือ ศาลอุทธรณ์รับรองและอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาคนหนึ่งที่ได้นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ฎีกา ก็ต้องถือว่าตรงตาม ความประสงค์ตามที่ปรากฏในคำร้องแล้ว ไม่ต้องส่งคำร้องไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นรับรองอีก