กฎหมายที่อ้างถึง: กฎหมายลักษณะอาญา
3,682 รายการ · หน้า 33 จาก 185
- ฎีกาที่ 159/2498
จับผู้เสียหายมัดมือไว้แล้วเลือกแทงด้วยอาวุธแหลมคม 1 ทีถูกใต้สบักขวาด้านหลังทะลุอกแล้วชักอาวุธออกวิ่งหนีไปผู้เสียหายรักษาแผลอยู่ 18 วันและต้องรักษาตัวต่อไปอีก 1 เดือนกว่าจึงหายเป็นผิดตาม มาตรา 249,60
- ฎีกาที่ 1614/2498
คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 256 โดยกล่าวว่าจำเลยที่ 1 ใช้ขวานทำร้ายจำเลยที่ 2 เป็นบาดแผลสาหัสประกอบด้วยทุกขเวทนากล้าเกินกว่า 20 วันและส่งรายงานชันสูตรบาดแผลมาด้วย จำเลยรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ดังนี้ ศาลย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นสาหัสตาม มาตรา 256(8) และพิพากษาคดีไปได้เลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หากได้พิเคราะห์ถึงสภาพความผิดและเหตุผลต่างๆ แล้วเห็นเป็นการสมควร ศาลจะให้รอการลงโทษจำเลยไว้ไม่เกิน 5 ปีก็ได้ตาม มาตรา 41(ที่แก้ไข)
- ฎีกาที่ 1614/2498
คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 256 โดยกล่าวว่าจำเลยที่ 1 ใช้ขวานทำร้ายจำเลยที่ 2 เป็นบาดแผลสาหัสประกอบด้วยทุกขเวทนากล้าเกินกว่า 20 วันและส่งรายงานชันสูตรบาดแผลมาด้วย จำเลยรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ดังนี้ ศาลย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นสาหัสตาม มาตรา 256(8) และพิพากษาคดีไปได้เลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หากได้พิเคราะห์ถึงสภาพความผิดและเหตุผลต่างๆ แล้วเห็นเป็นการสมควร ศาลจะให้รอการลงโทษจำเลยไว้ไม่เกิน 5 ปีก็ได้ตาม มาตรา 41(ที่แก้ไข)
- ฎีกาที่ 1619/2498
โจทก์ฟ้องว่าวิวาทต่อสู้กันมีผู้บาดเจ็บถึงตายดังมาตรา 253,335ข้อ3,14 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกลุ้มรุมทำร้ายผู้ตายฝ่ายเดียว ดังนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์สืบฟังไม่ได้ว่ามีการวิวาทต่อสู้กันดังฟ้อง ย่อมถือว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง ต้องยกฟ้อง
- ฎีกาที่ 1619/2498
โจทก์ฟ้องว่าวิวาทต่อสู้กันมีผู้บาดเจ็บถึงตายดังมาตรา 253,335ข้อ3,14 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกลุ้มรุมทำร้ายผู้ตายฝ่ายเดียว ดังนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์สืบฟังไม่ได้ว่ามีการวิวาทต่อสู้กันดังฟ้อง ย่อมถือว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง ต้องยกฟ้อง
- ฎีกาที่ 162/2498
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินค่าแจ้งความจำเลยเป็นข้าราชการประจำกรมการสนเทศกระทรวงเศรษฐการได้รับมอบหมายให้เก็บเงินค่าแจ้งความเมื่อปรากฏว่าเงินตามต้นขั้วใบเสร็จจำนวน 9,280 บาทนั้นจำเลยส่งครบแล้วและเป็นจำนวนที่ถูกต้องกับคำลงแจ้งความแม้จะปรากฏว่าใบเสร็จปลายขั้ว 46 ฉบับซึ่งมีจำนวนเกินกว่าต้นขั้ว3,695 บาทจำเลยหานำส่งไม่ ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นค่าทำบล๊อกเงินจำนวนที่ไม่นำส่งนี้ทางกระทรวงไม่ได้เสียหายอย่างใดโดยข้อกฎหมายจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอก
- ฎีกาที่ 162/2498
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินค่าแจ้งความ จำเลยเป็นข้าราชการประจำกรมการสนเทศกระทรวงเศรษฐการได้รับมอบหมายให้ไปเก็บเงินค่าแจ้งความเมื่อปรากฎว่าเงินตามต้นขั้วใบเสร็จจำนวน 9280 บาทนั้น จำเลยส่งครบแล้วและเป็นจำนวนที่ถูกต้องกับคำสงแจ้งความ แม้จะปรากฎว่าใบเสร็าจปลายขั้ว 46 ฉบับซึ่งมีจำนวนเกินกว่าต้นขั้ว 3695 บาทจำเลยหานำส่งไม่ + เงินจำนวนที่ไม่นำส่งนี้ทางกระทรวงไม่ได้เสียหายอย่างใด โดยข้อกฎหมายจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอก
- ฎีกาที่ 1620/2498
การที่ฝ่ายหนึ่งมีมีด ฝ่ายหนึ่งมีไม้เข้าทำร้ายกันโดยไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะถูกตรงไหนเพราะไม่มีไต้ไฟเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบาดแผลที่ 1 และบาดแผลที่ 4 ของผู้ตายจะรุนแรงมาก รูปคดียังไม่พอฟังว่าเป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนา
- ฎีกาที่ 1620/2498
การที่ฝ่ายหนึ่งมีมีด ฝ่ายหนึ่งมีไม้เข้าทำร้ายกันโดยไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะถูกตรงไหนเพราะไม่มีไต้ไฟเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบาดแผลที่ 1 และบาดแผลที่ 4 ของผู้ตายจะรุนแรงมาก รูปคดียังไม่พอฟังว่าเป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนา
- ฎีกาที่ 1621/2498
การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายเป็นแผลกว้างใหญ่ลึกถึง 10 ซม. จนไส้ทะลัก เนื่องจากเหตุที่จำเลยเองประพฤติเป็นพาล นับว่าเป็นการร้ายแรงมาก ถึงแม้จำเลยมีอายุไม่ถึง 20 ปี ก็ไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะลดโทษให้ตาม มาตรา 58 ทวิอีก
- ฎีกาที่ 1621/2498
การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายเป็นแผลกว้างใหญ่ลึกถึง 10 ซม. จนไส้ทะลัก เนื่องจากเหตุที่จำเลยเองประพฤติเป็นพาล นับว่าเป็นการร้ายแรงมาก ถึงแม้จำเลยมีอายุไม่ถึง 20 ปี ก็ไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะลดโทษให้ตาม มาตรา 58 ทวิอีก
- ฎีกาที่ 1666/2498
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงว่าที่ดินเป็นของจำเลยจะจำนองโจทก์โจทก์หลงเชื่อจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าไป ครั้นต่อมาปรากฏว่าที่ดินมีชื่อบุตรจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยได้หลอกลวงว่าจะขออนุญาตศาลจำนอง ในคำร้องจำเลยอ้างว่าจะเอาเงินไปซื้อที่ดินใหม่และใช้จ่ายการศึกษาของบุตร แต่จำเลยรับกับเจ้าพนักงานศาลว่าเอาไปใช้หนี้ส่วนตัว ศาลจึงยกคำร้อง โจทก์จึงทราบชัดว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตฉ้อโกงโจทก์ เช่นนี้ต้องถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่โจทก์รู้ว่าที่ดินมีชื่อบุตรในโฉนด นับจากวันนั้นพ้นสามเดือนโจทก์จึงไปร้องทุกข์ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว
- ฎีกาที่ 1666/2498
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงว่าที่ดินเป็นของจำเลยจะจำนองโจทก์โจทก์หลงเชื่อจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าไป ครั้นต่อมาปรากฏว่าที่ดินมีชื่อบุตรจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยได้หลอกลวงว่าจะขออนุญาตศาลจำนอง ในคำร้องจำเลยอ้างว่าจะเอาเงินไปซื้อที่ดินใหม่และใช้จ่ายการศึกษาของบุตร แต่จำเลยรับกับเจ้าพนักงานศาลว่าเอาไปใช้หนี้ส่วนตัว ศาลจึงยกคำร้อง โจทก์จึงทราบชัดว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตฉ้อโกงโจทก์ เช่นนี้ต้องถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่โจทก์รู้ว่าที่ดินมีชื่อบุตรในโฉนด นับจากวันนั้นพ้นสามเดือนโจทก์จึงไปร้องทุกข์ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว
- ฎีกาที่ 1673/2498
จำเลยถูกศาลลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คดีไม่ได้ความว่าปืนของกลางนั้นยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเลย เช่นนี้ย่อมถือว่าไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องริบปืนนั้น
- ฎีกาที่ 1673/2498
จำเลยถูกศาลลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คดีไม่ได้ความว่าปืนของกลางนั้นยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเลย เช่นนี้ย่อมถือว่าไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องริบปืนนั้น
- ฎีกาที่ 1676/2498
นายสุพีจำเลยทำอนาจารบุตรผู้เสียหาย ที่สุดจำเลยกับพวกได้ไปสู่ขอหญิงตามประเพณี เมื่อไม่ตกลงค่าสินสอดกัน จำเลยคนหนึ่งกล่าวว่าไม่ตกลงก็กลับ ฝ่ายหญิงว่านายสุเทพกลับได้แต่ต้องขอตัวนายสุพีไว้ก่อน นายสุเทพว่าอยากได้คนหรือเงินก็ไปฟ้องเอา ฝ่ายหญิงบอกให้ผู้ตายไปคุมตัวนายสุพีไว้พอผู้ตายลุกขึ้นนายสุเทพพูดว่าพวกเราจัดการ จัดการอะไรไม่ได้กล่าว อาจหมายเพียงให้ขัดขวางมิให้จับกุมหรืออย่างใดไม่แน่ทั้งนั้นส่วนนายคลังจำเลยอีกคนควักปืนออกมาขู่ให้นั่งที่สุดยิงไป 1 นัด หันปากกระบอกไปทางไม่มีคน แสดงว่าไม่เจตนายิงใคร ดังนี้แม้พวกของจำเลยอีกคนหนึ่งซึ่งหลบหนีไปจะได้แทงผู้ตายตาย พฤติการณ์เช่นนี้ยังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสองสมคบกับพวกที่หลบหนีไปฆ่าผู้ตายโดยเจตนา จำเลยทั้งสองยังไม่มีความผิด
- ฎีกาที่ 1676/2498
นายสุพีจำเลยทำอนาจารบุตรผู้เสียหาย ที่สุดจำเลยกับพวกได้ไปสู่ขอหญิงตามประเพณี เมื่อไม่ตกลงค่าสินสอดกัน จำเลยคนหนึ่งกล่าวว่าไม่ตกลงก็กลับ ฝ่ายหญิงว่านายสุเทพกลับได้แต่ต้องขอตัวนายสุพีไว้ก่อน นายสุเทพว่าอยากได้คนหรือเงินก็ไปฟ้องเอา ฝ่ายหญิงบอกให้ผู้ตายไปคุมตัวนายสุพีไว้พอผู้ตายลุกขึ้นนายสุเทพพูดว่าพวกเราจัดการ จัดการอะไรไม่ได้กล่าว อาจหมายเพียงให้ขัดขวางมิให้จับกุมหรืออย่างใดไม่แน่ทั้งนั้นส่วนนายคลังจำเลยอีกคนควักปืนออกมาขู่ให้นั่งที่สุดยิงไป 1 นัด หันปากกระบอกไปทางไม่มีคน แสดงว่าไม่เจตนายิงใคร ดังนี้แม้พวกของจำเลยอีกคนหนึ่งซึ่งหลบหนีไปจะได้แทงผู้ตายตาย พฤติการณ์เช่นนี้ยังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสองสมคบกับพวกที่หลบหนีไปฆ่าผู้ตายโดยเจตนา จำเลยทั้งสองยังไม่มีความผิด
- ฎีกาที่ 1679/2498
คนสัญชาติไทยผู้เสียไปซึ่งสัญชาติได้ละเลยไม่ไปขอรับใบสำคัญประจำตัวจากนายทะเบียนภายในกำหนด 30 วันจนพ้นกำหนดนี้แล้วกว่า 1 ปี สิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องร้องขอให้ลงโทษบุคคลผู้นั้นย่อมหมดไปเพราะคดีขาดอายุความแล้ว
- ฎีกาที่ 1679/2498
คนสัญชาติไทยผู้เสียไปซึ่งสัญชาติได้ละเลยไม่ไปขอรับใบสำคัญประจำตัวจากนายทะเบียนภายในกำหนด 30 วันจนพ้นกำหนดนี้แล้วกว่า 1 ปี สิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องร้องขอให้ลงโทษบุคคลผู้นั้นย่อมหมดไปเพราะคดีขาดอายุความแล้ว
- ฎีกาที่ 1688/2498
เดิมโจทก์ผู้เดียวถูกฟ้องฐานวิวาทกับจำเลยในท้องถนนหลวงศาลปรับไปแล้วตามคดีแดงที่ 551/2497 ต่อมาโจทก์มาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในคดีนั้นฐานบุกรุกทำให้เสื่อมเสียอิสระภาพและทำร้ายร่างกาย เมื่อฟ้องของโจทก์กล่าวว่าจำเลยเข้าไปฉุดโจทก์ออกมาจากห้องโดยใช้กำลังทำร้ายและฉุดคร่า ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บริบูรณ์ตาม มาตรา 329, 254,338(3),268,63 ส่วนกรณีเดิมตามคดีแดงที่ 551/2497 นั้นเป็นข้อหาว่าวิวาทต่อสู้กันในถนนหลวง แต่ในกรณีบุกรุกทำร้ายและทำให้เสื่อมเสียอิสสระภาพในเคหะสถานนั้นยังหาได้มีการฟ้องร้องและพิจารณาพิพากษาไม่ จึงไม่เป็นฟ้องที่ต้องห้าม