กฎหมายที่อ้างถึง: กฎหมายลักษณะอาญา
3,682 รายการ · หน้า 34 จาก 185
- ฎีกาที่ 1688/2498
เดิมโจทก์ผู้เดียวถูกฟ้องฐานวิวาทกับจำเลยในท้องถนนหลวงศาลปรับไปแล้วตามคดีแดงที่ 551/2497 ต่อมาโจทก์มาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในคดีนั้นฐานบุกรุกทำให้เสื่อมเสียอิสระภาพและทำร้ายร่างกาย เมื่อฟ้องของโจทก์กล่าวว่าจำเลยเข้าไปฉุดโจทก์ออกมาจากห้องโดยใช้กำลังทำร้ายและฉุดคร่า ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บริบูรณ์ตาม มาตรา 329, 254,338(3),268,63 ส่วนกรณีเดิมตามคดีแดงที่ 551/2497 นั้นเป็นข้อหาว่าวิวาทต่อสู้กันในถนนหลวง แต่ในกรณีบุกรุกทำร้ายและทำให้เสื่อมเสียอิสสระภาพในเคหะสถานนั้นยังหาได้มีการฟ้องร้องและพิจารณาพิพากษาไม่ จึงไม่เป็นฟ้องที่ต้องห้าม
- ฎีกาที่ 1706/2498
จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิงอายุ 4 ขวบจนน้ำอสุจิของจำเลยเปื้อนของลับของเด็กหญิง แต่ของลับของจำเลยไม่ได้เข้าไปในช่องคลอดโดยเข้าไปเพียงแต่ปากช่องคลอด และปรากฏตามใบชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่าบริเวรรอบปากช่องคลอดมีแผลช้ำถลอกเวลาซับมีเลือดออก เยื่อปิดปากช่องคลอดฉีกขาด ไม่พบเชื้ออสุจิเช่นนี้ถือว่าการกระทำของจำเลยฟังได้ว่าเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราแล้วไม่ใช่ฐานกระทำอนาจาร
- ฎีกาที่ 1706/2498
จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิงอายุ 4 ขวบจนน้ำอสุจิของจำเลยเปื้อนของลับของเด็กหญิง แต่ของลับของจำเลยไม่ได้เข้าไปในช่องคลอดโดยเข้าไปเพียงแต่ปากช่องคลอด และปรากฏตามใบชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่าบริเวรรอบปากช่องคลอดมีแผลช้ำถลอกเวลาซับมีเลือดออก เยื่อปิดปากช่องคลอดฉีกขาด ไม่พบเชื้ออสุจิเช่นนี้ถือว่าการกระทำของจำเลยฟังได้ว่าเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราแล้วไม่ใช่ฐานกระทำอนาจาร
- ฎีกาที่ 1707/2498
ถึงแม้จะวินิจฉัยว่าใบเสร็จรับเงินค่าใบอนุญาตเร่ขายไม่ใช่เป็นใบอนุญาตให้ทำการเร่ขายได้ก็ดี แต่ข้อเท็จจริงซึ่งศาลฎีกาจำต้องถือตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คือ จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นใบอนุญาตให้เร่ขายได้แล้วเช่นนี้ จึงย่อมเอาผิดแก่จำเลยหาได้ไม่
- ฎีกาที่ 1707/2498
ถึงแม้จะวินิจฉัยว่าใบเสร็จรับเงินค่าใบอนุญาตเร่ขายไม่ใช่เป็นใบอนุญาตให้ทำการเร่ขายได้ก็ดี แต่ข้อเท็จจริงซึ่งศาลฎีกาจำต้องถือตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คือ จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นใบอนุญาตให้เร่ขายได้แล้วเช่นนี้ จึงย่อมเอาผิดแก่จำเลยหาได้ไม่
- ฎีกาที่ 1710/2498
เมื่อจำเลยมีเจตนาต้องการจะให้ของลับเข้าไปในของลับของด.ญ.อายุ 8 ขวบแต่ไม่สำเร็จเพราะเด็กรู้สึกเจ็บจึงร้องไห้ แล้วยังใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปอีกดังนี้ ย่อมมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราด.ญ.และกระทำอนาจารเด็ก
- ฎีกาที่ 1710/2498
เมื่อจำเลยมีเจตนาต้องการจะให้ของลับเข้าไปในของลับของด.ญ.อายุ 8 ขวบแต่ไม่สำเร็จเพราะเด็กรู้สึกเจ็บจึงร้องไห้ แล้วยังใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปอีกดังนี้ ย่อมมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราด.ญ.และกระทำอนาจารเด็ก
- ฎีกาที่ 1720/2498
จำเลยแสดงตนว่าเป็นแพทย์ และพ่อตาจำเลยเป็นแพทย์ใหญ่แม้ความจริงจำเลยและพ่อตาไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ผู้เสียหายหลงเชื่อให้เงินจำเลยไปเพื่อวิ่งเต้นช่วยเหลือบุตรผู้เสียหาย จำเลยย่อมมีผิดตาม มาตรา 123 ปลอมสำเนาหนังสือราชการซึ่งทำให้เห็นว่าเป็นสำเนาหนังสือที่เจ้าหน้าที่เรียบเรียงและรับรองว่าเป็นสำเนาอันแท้จริงแม้ความจริงจะไม่มีแบบหนังสือที่แท้จริงนั้นก่อนก็ตามก็ยังคงเป็นผิดตาม มาตรา 224 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยแสดงตนว่าเป็นคนสนิทชิดชอบกับเจ้าพนักงาน ผู้เสียหายหลงเชื่อให้เงินจำเลยไปเหตุเกิดที่ตำบล ก. แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยพูดแสดงตนเป็นคนสนิทชิดชอบกับเจ้าพนักงานที่ตำบล ข. แต่ได้รับเงินจากผู้เสียหายที่ตำบล ก. เช่นนี้ฟ้องของโจทก์หาผิดตำบลที่เกิดเหตุไม่
- ฎีกาที่ 1720/2498
จำเลยแสดงตนว่าเป็นแพทย์ และพ่อตาจำเลยเป็นแพทย์ใหญ่แม้ความจริงจำเลยและพ่อตาไม่ได้เป็นแพทย์ แต่ผู้เสียหายหลงเชื่อให้เงินจำเลยไปเพื่อวิ่งเต้นช่วยเหลือบุตรผู้เสียหาย จำเลยย่อมมีผิดตาม มาตรา 123 ปลอมสำเนาหนังสือราชการซึ่งทำให้เห็นว่าเป็นสำเนาหนังสือที่เจ้าหน้าที่เรียบเรียงและรับรองว่าเป็นสำเนาอันแท้จริงแม้ความจริงจะไม่มีแบบหนังสือที่แท้จริงนั้นก่อนก็ตามก็ยังคงเป็นผิดตาม มาตรา 224 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยแสดงตนว่าเป็นคนสนิทชิดชอบกับเจ้าพนักงาน ผู้เสียหายหลงเชื่อให้เงินจำเลยไปเหตุเกิดที่ตำบล ก. แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยพูดแสดงตนเป็นคนสนิทชิดชอบกับเจ้าพนักงานที่ตำบล ข. แต่ได้รับเงินจากผู้เสียหายที่ตำบล ก. เช่นนี้ฟ้องของโจทก์หาผิดตำบลที่เกิดเหตุไม่
- ฎีกาที่ 1727/2498
จะมีความผิดตาม กฎหมายอาญา มาตรา 129 ก็ต่อเมื่อได้ความว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ท่านใช้ให้มีหน้าที่ปกครองหรือพิทักษ์รักษาทรัพย์หรือหนังสืออย่างใดใด ถ้ามันมิได้มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และมันทำลายทรัพย์หรือหนังสือนั้นๆ หรือทำให้วิปลาสบุบสลายหรือมันยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นโดยมันรู้เห็นเป็นใจด้วยก็ดี จึงจะมีความผิด เมื่อได้ความว่าจำเลยเป็นผู้รักษาการป่าไม้อำเภอ อนุญาตให้ผู้มีชื่อตัดไม้โดยไม่อยู่ในอำนาจที่จะอนุญาตได้เพียงเท่านี้จึงไม่ใช่เรื่องเจตนาทำลายทรัพย์หรือหนังสืออย่างใดตามความใน มาตรา 129 และเมื่อคดีไม่มีปัญหาที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยจะมีความผิดสถานอื่นอีกหรือไม่เพราะไม่มีฝ่ายใดฎีกา คดีจึงไม่มีทางลงโทษจำเลยได้
- ฎีกาที่ 1727/2498
จะมีความผิดตาม กฎหมายอาญา มาตรา 129 ก็ต่อเมื่อได้ความว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ท่านใช้ให้มีหน้าที่ปกครองหรือพิทักษ์รักษาทรัพย์หรือหนังสืออย่างใดใด ถ้ามันมิได้มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และมันทำลายทรัพย์หรือหนังสือนั้นๆ หรือทำให้วิปลาสบุบสลายหรือมันยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นโดยมันรู้เห็นเป็นใจด้วยก็ดี จึงจะมีความผิด เมื่อได้ความว่าจำเลยเป็นผู้รักษาการป่าไม้อำเภอ อนุญาตให้ผู้มีชื่อตัดไม้โดยไม่อยู่ในอำนาจที่จะอนุญาตได้เพียงเท่านี้จึงไม่ใช่เรื่องเจตนาทำลายทรัพย์หรือหนังสืออย่างใดตามความใน มาตรา 129 และเมื่อคดีไม่มีปัญหาที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยจะมีความผิดสถานอื่นอีกหรือไม่เพราะไม่มีฝ่ายใดฎีกา คดีจึงไม่มีทางลงโทษจำเลยได้
- ฎีกาที่ 1728/2498
ที่จะมีความผิดฐานลักทรัพย์นั้นแม้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยเป็นคนร้ายเข้าไปลักกระบือ แต่ได้ความว่ากระบือหายเวลาก่อนแจ้ง กำนันจับจำเลยได้ขณะขี่กระบือในวันรุ่งขึ้นเวลาบ่าย จำเลยก็รับว่าไม่รู้จักเจ้าทรัพย์ แม้บ้านก็ไม่รู้จัก ครั้นจำเลยได้ประกันตัวไปจากอำเภอเพื่อนำหลักฐานมาแสดง จำเลยก็ตรงไปหาเจ้าทรัพย์ถูก ซ้ำยังหลอกลวงว่าจะไปไถ่กระบือคืนให้ให้เจ้าทรัพย์มอบตั๋วพิมพ์รูปพรรณไป พฤติการณ์ดังนี้เป็นเหตุแวดล้อมให้เห็นว่าจำเลยนั่นเองเป็นผู้เข้าไปลักกระบือรายนี้ อันความผิดฐานฉ้อโกงนั้นแม้ในฟ้องจะกล่าวว่า เจ้าทุกข์ได้ร้องทุกข์ให้เจ้าพนักงานสอบสวนจัดการดำเนินคดีแก่จำเลยก็ดีแต่เวลาโจทก์นำสืบไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานขอให้ดำเนินคดีในความผิดฐานนี้เลยทั้งหลักฐานการร้องทุกข์ก็ไม่ปรากฏ ฉะนั้นจะฟังว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยฐานฉ …
- ฎีกาที่ 1728/2498
ที่จะมีความผิดฐานลักทรัพย์นั้นแม้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยเป็นคนร้ายเข้าไปลักกระบือ แต่ได้ความว่ากระบือหายเวลาก่อนแจ้ง กำนันจับจำเลยได้ขณะขี่กระบือในวันรุ่งขึ้นเวลาบ่าย จำเลยก็รับว่าไม่รู้จักเจ้าทรัพย์ แม้บ้านก็ไม่รู้จัก ครั้นจำเลยได้ประกันตัวไปจากอำเภอเพื่อนำหลักฐานมาแสดง จำเลยก็ตรงไปหาเจ้าทรัพย์ถูก ซ้ำยังหลอกลวงว่าจะไปไถ่กระบือคืนให้ให้เจ้าทรัพย์มอบตั๋วพิมพ์รูปพรรณไป พฤติการณ์ดังนี้เป็นเหตุแวดล้อมให้เห็นว่าจำเลยนั่นเองเป็นผู้เข้าไปลักกระบือรายนี้ อันความผิดฐานฉ้อโกงนั้นแม้ในฟ้องจะกล่าวว่า เจ้าทุกข์ได้ร้องทุกข์ให้เจ้าพนักงานสอบสวนจัดการดำเนินคดีแก่จำเลยก็ดีแต่เวลาโจทก์นำสืบไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานขอให้ดำเนินคดีในความผิดฐานนี้เลยทั้งหลักฐานการร้องทุกข์ก็ไม่ปรากฏ ฉะนั้นจะฟังว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยฐานฉ …
- ฎีกาที่ 175/2498
ใช้ซอไม้ไผ่ผ่าซีกขนาดกว้าง 3 นิ้ว ยาว 20 นิ้วตีในที่มืดเจาะจงไม่ได้ถนัดว่าจะให้ถูกตรงไหนนั้นยังไม่พอชี้ได้ว่าผู้ตีอาจแลเห็นผลได้ว่าผู้ถูกตีจะต้องตายจึงคงมีผิดเพียงฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาเท่านั้น
- ฎีกาที่ 1753/2498
ฟ้องโจทก์กล่าวว่าจำเลยที่ 1 ถูกบังคับให้มาเบิกความเป็นพยานในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาเรื่องหนึ่ง แต่จำเลยทั้ง 3 สมคบกันทำรายงานแพทย์เท็จว่าจำเลยที่ 1 ป่วยเป็นโรคบิดท้องร่วงอย่างแรง และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือร้องเรียนศาลว่าคนป่วยเป็นโรคท้องร่วงอย่างแรงให้จำเลยที่ 3 นำหนังสือของจำเลยที่ 1 และรายงานแพทย์มาแสดงต่อศาล ฝ่ายจำเลยที่ 3 นำความที่รู้ว่าเป็นเท็จไปร้องเรียนต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 ป่วยอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งศาลพร้อมด้วยแพทย์จะไปตรวจพิสูจน์จำเลยที่ 3 กลับนำศาลไปตรวจยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่คนละแห่งกับที่จำเลยที่ 3 แถลงไว้กับทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หาได้ป่วยและอยู่ที่บ้านหลังนั้นไม่ อันเป็นการประวิงคดีและเจตนาให้โจทก์ถูกถอนประกันทำให้โจทก์และสาธารณชนเสียหาย ตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าวนี้เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับส่วนตัวของจำเลยเองทั้งสิ้น มิได้มีสิ่งหนึ่งประกา …
- ฎีกาที่ 1753/2498
ฟ้องโจทก์กล่าวว่าจำเลยที่ 1 ถูกบังคับให้มาเบิกความเป็นพยานในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาเรื่องหนึ่ง แต่จำเลยทั้ง 3 สมคบกันทำรายงานแพทย์เท็จว่าจำเลยที่ 1 ป่วยเป็นโรคบิดท้องร่วงอย่างแรง และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือร้องเรียนศาลว่าคนป่วยเป็นโรคท้องร่วงอย่างแรงให้จำเลยที่ 3 นำหนังสือของจำเลยที่ 1 และรายงานแพทย์มาแสดงต่อศาล ฝ่ายจำเลยที่ 3 นำความที่รู้ว่าเป็นเท็จไปร้องเรียนต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 ป่วยอยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งศาลพร้อมด้วยแพทย์จะไปตรวจพิสูจน์จำเลยที่ 3 กลับนำศาลไปตรวจยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่คนละแห่งกับที่จำเลยที่ 3 แถลงไว้กับทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หาได้ป่วยและอยู่ที่บ้านหลังนั้นไม่ อันเป็นการประวิงคดีและเจตนาให้โจทก์ถูกถอนประกันทำให้โจทก์และสาธารณชนเสียหาย ตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าวนี้เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับส่วนตัวของจำเลยเองทั้งสิ้น มิได้มีสิ่งหนึ่งประกา …
- ฎีกาที่ 177/2498
ใช้มีดพกยาวประมาณ 1 คืบ แทงตรงชายโครงซ้าย แผลกว้าง2 ซม.ยาว4ซม.ลำไส้ใหญ่มีแผลกว้าง1/2ซม.ยาว21/2ซม.ลำไส้ไหลออกมาข้างนอก มีดที่แทงจึงต้องทั้งยาวและใหญ่และได้แทงโดยแรงแสดงว่าย่อมอาจแลเห็นผลได้ว่าอาจทำให้ผู้ถูกทำร้ายถึงแก่ความตายจึงเป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา
- ฎีกาที่ 18/2498
ผู้ตายเข้ามาในห้างนาจำเลยเวลากลางคืนจำเลยเข้าใจว่าเป็นคนร้ายและที่ตรงนั้นมืดไม่ทราบว่าผู้ตายมีอาวุธหรือไม่ จำเลยจึงฟันผู้ตายที่ศีรษะและหน้าหลายทีการกระทำของจำเลยย่อมเป็นการป้องกันตัวและทรัพย์สินเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ไม่เป็นการเกินกว่าเหตุก็ต้องยกฟ้องโจทก์
- ฎีกาที่ 18/2498
ผู้ตายเข้ามาในห้างนาจำเลยเวลากลางคืนจำเลยเข้าใจว่าเป็นคนร้ายและที่ตรงนั้นมืดไม่ทราบว่าผู้ตายมีอาวุธหรือ ไม่ จำเลยจึงฟันผู้ตายที่ศีร์ษะ และหน้าหลายทีการกระทำของจำเลยย่อมเป็นการป้องกันตัวและทรัพย์สิน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ไม่เป็นการเกินกว่าเหตุ ก็ต้องยกฟ้องโจทก์.
- ฎีกาที่ 184/2498
จำเลยใช้ไม้สากตำข้าวโตเท่าแข้งยาว 1 วาตีลงกลางศีรษะผู้ตายโดยแรง เป็นบาดแผลยาว 11 ซม. กว้าง6ซม.ดังนี้จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา แม้ผู้ตายเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าการที่ผู้ตายเข้าจับกุมจำเลยนั้น ผู้ตายได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่บ้านให้กระทำผู้ตายกระทำไปโดยลำพังเช่นนี้จึงไม่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตาม มาตรา 28 ทวิ แห่ง พระราชบัญญัติปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ.2486 มาตรา 7 จำเลยจึงผิดตาม มาตรา 249 ไม่ใช่ มาตรา 250(2)