กฎหมายที่อ้างถึง: ป.อ.
26,011 รายการ · หน้า 5 จาก 1,301
- ฎีกาที่ 7626/2568
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหายในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษ …
- ฎีกาที่ 7708/2568
ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ จำเลยปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง และในแต่ละวันหลังจำเลยปลอมเอกสารดังกล่าวแล้ว จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงผู้เสียหาย แม้จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในวันเดียวกัน โดยยื่นต่อผู้เสียหายเพื่อขออนุมัติเงินกู้จากผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายต้องพิจารณาอนุมัติเป็นรายเรื่องรายกรณีไปตามเนื้อความในเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าว การปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังส …
- ฎีกาที่ 7724/2568
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิ …
ป.อ. 371พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิ - ฎีกาที่ 7724/2568
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิ …
ป.อ. 371พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิ - ฎีกาที่ 7746/2568
ป.อ. มาตรา 3 (1) บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความ ปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) และวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ป.ยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีผลใช้บังคับ ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้อ …
- ฎีกาที่ 7946/2568
การที่จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายแล้ว จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปชำระค่าบริการและค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสด 7 ครั้ง ซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละจำนวนไม่เท่ากันและต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำความผิดดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน
- ฎีกาที่ 809/2568
จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. …
- ฎีกาที่ 809/2568
การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยั …
- ฎีกาที่ 8094/2568
การที่โฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองมิได้หายไป แต่จำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก ณ. ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ ร้อยตำรวจเอก ณ. หลงเชื่อ จึงจดข้อความลงในรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินนั้นหายไป แล้วจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปแสดงต่อ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้นด้วยการนำความเท็จไปแจ้งว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป แต่ความจริงแล้วโฉนดที่ดินนั้นมิได้หายไป หากแต่อยู่กับ ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง การแจ้งความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร้อยตำรวจเอก ณ. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน กับเสียหายแก่ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดแก่ ข. โดยตรงเพราะจำเลยทั้ …
- ฎีกาที่ 811/2568
ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื …
- ฎีกาที่ 8165/2568
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 ปรับคนละ 200 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิดคดีนี้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกความผิดฐานนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในความผิดดังกล่าว และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กร …
- ฎีกาที่ 8208/2568
จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ อ. ฆ่าผู้ตายข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่า อ. ชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลาเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อนเพิ่งมารู้เห็นในขณะที่ อ. จอดรถบริเวณปากทางเข้าสวนยางพาราโดย อ. บอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ อ. นำมาซุกซ่อนไว้ ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณปากทางเข้าสวนยางพาราห่างจากจุดที่ อ. ซุกซ่อนปืนและกระสุนปืน 300 เมตร และห่างจากจุดที่ อ. เข้าไปซุ่มดักยิงผู้ตายอีก 500 เมตร โดยจำเลยไม่เห็นขณะ อ. สวมถุงมือหรือหยิบอาวุธปืน แม้จะรอนาน 2-3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ก่อนยิงผู้ตาย ประกอบกับบริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่ อ. ก่อเหตุเป็นสวนยางพาราแม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อคดีนี้เกิดเหตุใน …
- ฎีกาที่ 8274/2568
ความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด... จึงจะลงโทษฐานเป็นตัวการกระทำความผิดได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงและจำเลยที่ 1 บริษัทซึ่งมีหุ้นนั้นเป็นทุนจดทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน และการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำในขอบวัตถุประสงค์หรือทำเพื่อประโยชน์อย่างใดของจำเลยที่ 1 ทั้งยังทำให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประก …
- ฎีกาที่ 842/2568
การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ต้องเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เมื่อโฉนดที่ดินทรัพย์มรดกอันเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของ ฉ. ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งปันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกัน โดยมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลยและผู้รับพินัยกรรมอื่นจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารของผู้อื่น ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามเพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188
- ฎีกาที่ 842/2568
การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ต้องเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เมื่อที่ดินตามโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของ ฉ.ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งปันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกัน โดยมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย และการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลยและผู้รับพินัยกรรมอื่นจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารของผู้อื่น ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามเพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188
- ฎีกาที่ 8622/2568
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 แต่องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 นั้น ผู้หลอกลวงผู้อื่นจะต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้มาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำเลยทั้งสี่จะได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้ต้องมีการโอนสิทธิบัตรของโจทก์โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่อาจได้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปโดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาเอง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่หลอกลวงโจทก์อย่างไร แม้โจทก์กล่าวอ้างในทำน …
- ฎีกาที่ 875/2568
จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเด …
- ฎีกาที่ 908/2568
โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 36 ใช้บังคับแก่คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้อง โดยอ้างเหตุตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว พ. ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ …
- ฎีกาที่ 9087/2568
การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้องข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงในโจทก์ร่วมแล้วใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม และพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จอันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมเกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรกตามฟ้องข้อ 1.1 การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90
- ฎีกาที่ 9544-9545/2568
พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำ …