กฎหมายที่อ้างถึง: พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
600 รายการ · หน้า 29 จาก 30
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:336/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ คดีมีเหตุที่จะชนะได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 59) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีจำนวน1,249,506.85 บาท ให้โจทก์ทั้งสอง ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 63109 ตามฟ้องออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ55,54) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างอุทธรณ์
- ฎีกาที่ 4143/2532
เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินไปแล้ว หากจำเลยผู้รับแจ้งการประเมินไม่นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระภายในกำหนด กฎหมายให้ถือว่าเป็นภาษีอากรค้าง ซึ่งเจ้าพนักงานมีอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ที่จะสั่งยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล ดังนั้นการแจ้งการประเมินภาษีอากรย่อมเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 ไม่ใช่บทบัญญัติให้ผู้ถือหุ้นรับผิดต่อเจ้าหนี้ของบริษัท จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงไม่มีหน้าที่ชำระภาษีที่บริษัทจำเลยที่1 ค้างชำระต่อกรมสรรพากรโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ไม่ชำระภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์จึงหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทั้งไม่ใช่กรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นค้างชำระแทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ในนามของโจทก์ได …
- ฎีกาที่ 4143/2532
เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินไปแล้ว หากจำเลยผู้รับแจ้งประเมินไม่นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระภายในกำหนด กฎหมายให้ถือว่าเป็นภาษีอากรค้าง ซึ่งเจ้าพนักงานมีอำนาจตามประมวลรัษฎากรมาตรา 12 ที่จะสั่งยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล ดังนั้น การแจ้งการประเมินภาษีอากรย่อมเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 ไม่ใช่บทบัญญัติให้ผู้ถือหุ้นรับผิดต่อเจ้าหนี้ของบริษัท จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงไม่มีหน้าที่ชำระภาษีที่บริษัทจำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อกรมสรรพากรโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 4ถึงที่ 8 ไม่ชำระภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์จึงหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นค้างชำระแทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ในนามของโจทก์ได้เพ …
- ฎีกาที่ 4143/2532
เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินไปแล้ว หากจำเลยผู้รับแจ้งการประเมินไม่นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระภายในกำหนด กฎหมายให้ถือว่าเป็นภาษีอากรค้าง ซึ่งเจ้าพนักงานมีอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ที่จะสั่งยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล ดังนั้นการแจ้งการประเมินภาษีอากรย่อมเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 ไม่ใช่บทบัญญัติให้ผู้ถือหุ้นรับผิดต่อเจ้าหนี้ของบริษัท จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจึงไม่มีหน้าที่ชำระภาษีที่บริษัทจำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อกรมสรรพากรโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ไม่ชำระภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์จึงหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทั้งไม่ใช่กรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นค้างชำระแทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ในนามของโจทก์ไ …
- ฎีกาที่ 583/2532
โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานในระหว่างที่มีการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยโจทก์ไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นการระบุพยานเฉพาะในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์เท่านั้น แสดงว่าโจทก์มุ่งประสงค์ให้เป็นบัญชีระบุพยานของโจทก์ตลอดไปทั้งคดี หาได้มุ่งใช้เฉพาะการใดการหนึ่งไม่ จึงถือได้ว่าบัญชีระบุพยานของโจทก์ดังกล่าว เป็นบัญชีระบุพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาซึ่งได้ยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 8 แห่งข้อกำหนดคดีภาษีอากรแล้ว เมื่อคำร้องของโจทก์ที่ขอระบุพยานเพิ่มเติมแสดงเหตุอันสมควรได้ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์ขออนุญาตอ้างเพิ่มเติมภายหลังวันชี้สองสถาน โจทก์เพิ่งทราบที่อยู่และข้อเท็จจริงจากพยานของโจทก์จำเป็นจะต้องสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ศาลควรอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ตามข้อกำหนดคดีภาษ …
- ฎีกาที่ 583/2532
โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานในระหว่างที่มีการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยโจทก์ไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นการระบุพยานเฉพาะในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์เท่านั้น แสดงว่าโจทก์มุ่งประสงค์ให้เป็นบัญชีระบุพยานของโจทก์ตลอดไปทั้งคดี หาได้มุ่งใช้เฉพาะการใดการหนึ่งไม่ จึงถือได้ว่าบัญชีระบุพยานของโจทก์ดังกล่าวเป็นบัญชีระบุพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาคดี ซึ่งได้ยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 8 แห่งข้อกำหนดคดีภาษีอากรแล้ว. เมื่อคำร้องของโจทก์ที่ขอระบุพยานเพิ่มเติมแสดงเหตุอันสมควรได้ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์ขออนุญาตอ้างเพิ่มเติมภายหลังวันชี้สองสถานโจทก์เพิ่งทราบที่อยู่และข้อเท็จจริงจากพยานของโจทก์จำเป็นจะต้องสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ศาลควรอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ตามข้อกำหนดคดี …
- ฎีกาที่ 1136/2531
การฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นการฟ้องคดีตามมาตรา 7(1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งมาตรา 8บัญญัติว่าจะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่ง คำวินิจฉัย ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรนั้นแล้ว คดีของโจทก์เป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิในฐานะผู้รับประเมินตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดินพุทธศักราช 2475 ซึ่งมีมาตรา 39 บัญญัติว่า 'ห้ามมิให้ศาลประทับฟ้อง...เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้น...' ดังนั้นเมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยชี้ขาดเสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้ แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีเป็นเรื่องละเมิดมาด้วย ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 ดังกล่าวเสียก่อนไม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1743/2531
ความว่า จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ไว้ บัดนี้จำเลยมีความประสงค์ขอถอนอุทธรณ์ดังกล่าว โปรดอนุญาตและสั่งคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 11,122.50 บาทแก่จำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 40) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี พ.ศ. 2523 และ2524 ตามหนังสือที่ 1104/2/00523-00524 ลงวันที่24 กุมภาพันธ์ 2529 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ตามหนังสือที่ 162/2530/1 เสีย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ (อันดับ 32) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยทนายจำเลยซึ่งมีอำนาจถอนฟ้องลงชื่อในคำร้อง (อันดับ 37,36) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้จำเลยทั้งสี่ถอนอุทธรณ์ได้ตามขอคืนค่าขึ้นศาลให้สามในสี่ จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1768/2531
ความว่า โจทก์ฟ้อง พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่า นายชูกิจตันติวิรมานนท์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างโจทก์ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว สิทธิต่าง ๆในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน รวมทั้งสิทธิในการฟ้องร้องและต่อสู้คดี ย่อมอยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย นายชูกิจ ตันติวิรมานนท์จึงไม่มีอำนาจในการที่จะมอบอำนาจให้ นายอัมพรตันติวิรมานนท์มาดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล โดยร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในคดีนี้ได้ และคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์เห็นว่า แม้นายชูกิจ ตันติวิรมานนท์ ถูกฟ้องให้ล้มละลาย ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของนายชูกิจเองเท่านั้น แต่นายชูกิจก็ยังมิได้ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย จึงยังมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของห้างโจทก์ รวมทั้งฟ้องร้องคดีแทนห้างโจท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1803/2531
ความว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ไว้ บัดนี้จำเลยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้อีกต่อไป จึงขอถอนอุทธรณ์ โปรดอนุญาตและสั่งคืนค่าธรรมเนียมแก่จำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 63 แผ่นที่ 2) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า สินค้ากระจกที่โจทก์นำเข้าตามฟ้องอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 70.06 ให้จำเลยประเมินอากรขาเข้าที่โจทก์จะต้องชำระตามพิกัดดังกล่าว โดยถือราคาตามที่จำเลยประเมินไว้ในเอกสารใบขนสินค้าขาเข้าหมาย จ.1 ถึง จ.4 ส่วน จ.5 คงให้ถือราคาตามที่โจทก์สำแดง เมื่อประเมินได้จำนวนเท่าใดให้นำมาหักกับอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยแล้วตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 ถึง 12 เหลือจำนวนเท่าใดให้คืนแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฯลฯ จำเลยอุทธรณ์ (อันดับ 57) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยซึ่งมีอำนาจถอนฟ้องยื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2202/2531
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ มีเหตุที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 84) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโรงงานสุราบางยี่ขันแห่งที่ 2ประจำปี 2530 โดยกำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของปีดังกล่าวเป็นเงิน 48,242.70 บาท ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปจำนวน 2,220,000 บาท แก่โจทก์ ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป หากไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าวให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของเงินจำนวน2,220,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนด 3 เดือน ดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์เสร็จ ฯลฯ จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 81,79) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์
- ฎีกาที่ 2619/2531
ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 104 เกี่ยวแก่กำหนดขั้นตอนของการเสียและผู้มีหน้าที่ต้องเสียค่าภาคหลวงแร่ในกรณีที่มีการปฏิบัติโดยถูกต้องไว้เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป แต่มิได้มีความหมายบังคับไว้เด็ดขาดว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไปในกรณีที่ปฏิบัติโดยไม่ถูกต้อง เช่น จำเลยส่งออกแร่ซึ่งยังมิได้เสียค่าภาคหลวงแร่ไปยังต่างประเทศ จำเลยก็ย่อมต้องรับผิดเสียค่าภาคหลวงแร่ จะปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างบทกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่.
- ฎีกาที่ 2619/2531
ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 104 เกี่ยวแก่กำหนดขั้นตอนของการเสียและผู้มีหน้าที่ต้องเสียค่าภาคหลวงแร่ในกรณีที่มีการปฏิบัติโดยถูกต้องไว้เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป แต่มิได้มีความหมายบังคับไว้เด็ดขาดว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไปในกรณีที่ปฏิบัติโดยไม่ถูกต้อง เช่นจำเลยส่งออกแร่ซึ่งยังมิได้เสียค่าภาคหลวงแร่ไปยังต่างประเทศ จำเลยก็ย่อมต้องรับผิดเสียค่าภาคหลวงแร่ จะปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างบทกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่
- ฎีกาที่ 5165/2531
การที่กรมสรรพากรโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องแทนบริษัทจำเลยที่ 1ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้ยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่ 1ไป เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์นั้น มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7(2)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528
- ฎีกาที่ 5165/2531
การที่กรมสรรพากรโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้ยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไป เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์นั้น มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7(2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
- ฎีกาที่ 5555/2531
ปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้พระราชบัญญัติ ญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 8 บัญญัติถึงการฟ้องคดีตามมาตรา 7(1) ต่อศาลภาษีอากรว่าจะต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อนและบทกฎหมายมาตรานี้หาได้บังคับเฉพาะผู้ถูกประเมินแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ ดังนั้นเมื่อจำเลยได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางตามบทกฎหมายดังกล่าว
- ฎีกาที่ 5555/2531
ปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของจำเลยหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 บัญญัติถึงการฟ้องคดีตามมาตรา 7(1) ต่อศาลภาษีอากรว่าจะต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียก่อนและบทกฎหมายมาตรานี้ หาได้บังคับเฉพาะผู้ถูกประเมินแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ ดังนั้นเมื่อจำเลยได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางตามบทกฎหมายดังกล่าว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:66/2531
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางสั่งว่า รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อ ก.ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนข้อ ข.เป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่รับ โจทก์เห็นว่า ฟ้องแย้งก็คือคำฟ้องของจำเลย ซึ่งต้องนำสืบให้รับฟังได้ตามฟ้องแย้งแต่คดีนี้เมื่อจำเลยไม่นำพยานเข้าสืบเลย ปัญหาที่ว่าศาลจะมีอำนาจพิพากษาบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยได้หรือไม่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ข้อ 2 ข. ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 แถลงคัดค้าน (อันดับ 41) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าอากรขาเข้ากับเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 4,589.68 บาทแก่โจทก์กับให้ร่วมกันชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ขาดจำนวน 2,086.48 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์คืนเงินประก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:740/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 63) ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีแดง หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 9ก-9999คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆให้จำเลยที่ 1ใช้เงินแก่โจทก์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2530จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ150 บาท นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 27 สิงหาคม 2530) จนกว่าจำเลยที่ 1 จะคืนรถยนต์ให้โจทก์หรือใช้ราคารถยนต์คืนแก่โจทก์เสร็จ ฯลฯ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 61แผ่นที่ 2และแผ่นที่ 1) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์
- ฎีกาที่ 934/2531
คำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยมีใบรับรองแพทย์แสดงว่าทนายจำเลยป่วย ทนายโจทก์ไม่ได้คัดค้านว่าทนายจำเลยไม่ได้ป่วยจริง แต่กลับแถลงว่าทนายจำเลยขอเลื่อนเพื่อหาโอกาสระบุพยานจำเลยเพราะจำเลยไม่ได้ระบุบัญชีพยานไว้ เช่นนี้หาเป็นเหตุที่จะมาเป็นข้อพิจารณาว่าควรอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่ เนื่องจากการยื่นบัญชีระบุพยานต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร ข้อ 8 ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528มาตรา 20 เมื่อทนายจำเลยขอเลื่อนคดีครั้งแรก จึงควรอนุญาตให้เลื่อนคดีได้ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาของศาลที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท อย่างคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้