กฎหมายที่อ้างถึง: พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
600 รายการ · หน้า 30 จาก 30
- ฎีกาที่ 1296/2530
ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าภาษี จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ยจากค่าภาษีที่ค้างชำระอีก จำเลยอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ แม้จะใช้แบบพิมพ์คำร้องมิได้ใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับมาโดยมิได้สั่งให้ทำใหม่ ก็พออนุโลมว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายได้ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 25 ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ สินค้าที่นำเข้ามีราคาที่แท้จริงเป็นจำนวนเท่าใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรพร้อมด้วยเงินเพิ่มจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ประเด็นแห่งคดีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดมีเพียงว่าข้ออ้างของโจทก์ตามที่กล่าวในฟ้องนั้นมีมูล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:143/2530
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 95) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงิน 747,892.61 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือนของเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันที่ 17 มีนาคม 2526 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะอนุมัติให้จ่ายเงินคืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 93,92) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 85) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา
- ฎีกาที่ 1538/2530
อุทธรณ์ของโจทก์โต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สินค้าไม้พื้นลิ้นรอบตัวที่มีความยาวต่ำกว่า 50 เซนติเมตรที่โจทก์ผลิตเป็นไม้ที่ใช้ประโยชน์โดยการปูบนพื้นซีเมนต์ หาใช่ใช้ปู บนไม้ตงโดยตรงไม่ทั้งมีระเบียบของจำเลยที่ 1 กำหนดไว้เช่นนั้น จึงเป็นสินค้าไม้ที่ใช้ประโยชน์ได้ในลักษณะเป็นสิ่งปูลาดอย่างหนึ่งตามความหมายของสินค้าในบัญชีที่ 1 หมวดที่ 4(7) ท้ายพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 54 ซึ่งจะต้องเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 7 ของรายรับ ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทผู้ผลิตสินค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1(ก)
- ฎีกาที่ 1538/2530
อุทธรณ์ของโจทก์โต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สินค้าไม้พื้นลิ้นรอบตัวที่มีความยาวต่ำกว่า 50 เซนติเมตรที่โจทก์ผลิตเป็นไม้ที่ใช้ประโยชน์โดยการปูบนพื้นซีเมนต์หาใช่ใช้ปู บนไม้ตงโดยตรงไม่ทั้งมีระเบียบของจำเลยที่ 1 กำหนดไว้เช่นนั้น จึงเป็นสินค้าไม้ที่ใช้ประโยชน์ได้ในลักษณะเป็นสิ่งปูลาดอย่างหนึ่งตามความหมายของสินค้าในบัญชีที่ 1 หมวดที่ 4(7) ท้ายพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 54 ซึ่งจะต้องเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 7 ของรายรับ ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทผู้ผลิตสินค้าประเภทการค้า 1 ชนิด 1 (ก)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:175/2530
ความว่า โจทก์ฟ้อง พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลภาษีอากรกลางไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริษัทโจทก์มีที่ดินอยู่ 4 แปลง ติดจำนองเป็นเงิน 8 ล้านบาท และมีเครื่องจักรติดจำนองอยู่อีก 4 ล้านบาท ต้องถือว่าโจทก์ยังพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ มิได้ยากจนถึงขนาดไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลแต่อย่างใด จึงให้ยกคำร้องของโจทก์ หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายในวันที่ 27 มกราคม 2530 โจทก์เห็นว่า ที่ศาลฟังว่าโจทก์มีที่ดินอยู่ 4 แปลง และมีเครื่องจักรกับอาคารโรงงานซึ่งติดจำนองอยู่เป็นเงินรวม 12 ล้านบาทต้องถือว่าโจทก์ยังพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ มิได้ยากจนถึงขนาดไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้นั้น ปรากฏว่าทรัพย์สินดังกล่าวติดจำนองอยู่อีกทั้งอาคารโรงงานและเครื่องจักรก็ถูกไฟไหม้เสียหายมากกว่าครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดและไม่สามารถไถ่ถอนจำนองได …
- ฎีกาที่ 2272/2530
โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างแรงงานให้แก่ลูกจ้างโดยมิได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ ณ ที่จ่าย แม้โจทก์จะเคยยินยอมชำระภาษี ณ ที่จ่าย เป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 3 ของค่าแรงงานที่จ่ายแต่ก็จะต้องให้ได้ความว่า ผู้มีเงินได้ที่รับเงินค่าแรงงานไปจากโจทก์นั้นมีเงินได้อยู่ในเกณฑ์จะต้องเสียภาษีเงินได้ด้วยอันจะทำให้โจทก์ต้องรับผิดเช่นเดียวกับผู้มีเงินได้สำหรับจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากรมาตรา 54 ดังนั้น จึงจำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเสียก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายแห่งคดีได้ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยโดยยังมิได้สืบพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงข้อนี้อันเป็นสาระสำคัญในประเด็นข้อกฎหมายแห่งคดีศาลฎีกาย่อมเห็นเป็นการสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานและพิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนแล้วจึงวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายแห่งคดี.
- ฎีกาที่ 2272/2530
โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างแรงงานให้แก่ลูกจ้างโดยมิได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ ณ ที่จ่าย แม้โจทก์จะเคยยินยอมชำระภาษี ณ ที่จ่าย เป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 3 ของค่าแรงงานที่จ่ายแต่ก็จะต้องให้ได้ความว่า ผู้มีเงินได้ที่รับเงินค่าแรงงานไปจากโจทก์นั้นมีเงินได้อยู่ในเกณฑ์จะต้องเสียภาษีเงินได้ด้วยอันจะทำให้โจทก์ต้องรับผิดเช่นเดียวกับผู้มีเงินได้สำหรับจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากรมาตรา 54 ดังนั้น จึงจำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเสียก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายแห่งคดีได้ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยโดยยังมิได้สืบพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงข้อนี้อันเป็นสาระสำคัญในประเด็นข้อกฎหมายแห่งคดีศาลฎีกาย่อมเห็นเป็นการสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานและพิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนแล้วจึงวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายแห่งคดี.
- ฎีกาที่ 3132/2530
โจทก์ขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานโดยอ้างเหตุว่า ข้อกำหนดคดีภาษีอากรแตกต่างจากกระบวนพิจารณาคดีแพ่งธรรมดาทำให้หลงลืมยื่นบัญชีระบุพยาน โจทก์มีทางชนะคดี และจำเลยไม่เสียเปรียบเหตุเช่นนี้ไม่ใช่เหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในข้อกำหนดคดีภาษีอากรข้อ 8 วรรคสี่ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ความตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว.
- ฎีกาที่ 3132/2530
โจทก์ขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานโดยอ้างเหตุว่า ข้อกำหนดคดีภาษีอากรแตกต่างจากกระบวนพิจารณาคดีแพ่งธรรมดาทำให้หลงลืมยื่นบัญชีระบุพยาน โจทก์มีทางชนะคดี และจำเลยไม่เสียเปรียบ เหตุเช่นนี้ไม่ใช่เหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในข้อกำหนดคดีภาษีอากร ข้อ 8 วรรคสี่ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ความตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว
- ฎีกาที่ 3336/2530
จำเลยยื่นแบบแสดงรายการขอชำระภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลโดยขอผ่อนเป็น 3 งวด งวดแรกชำระเป็นเงินสด งวดที่ 2 และที่ 3 จำเลยสั่งจ่ายเช็ครวม 2 ฉบับล่วงหน้ามอบให้แก่โจทก์การสั่งจ่ายเช็คของจำเลยจึงเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระด้วยเงิน มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 2 ฉบับและจำเลยไม่เคยนำเงินตามเช็คทั้งสองฉบับไปชำระให้แก่โจทก์เลย มูลหนี้ซึ่งเป็นค่าภาษีอากรจึงยังไม่ระงับสิ้นไปโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมได้และเนื่องจากมูลหนี้เดิมเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร จึงอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7(4)โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เมื่อมีการชำระหนี้ด้วยเช็คแทนการชำร …
- ฎีกาที่ 3336/2530
จำเลยยื่นแบบแสดงรายการขอชำระภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลโดยขอผ่อนเป็น 3 งวด งวดแรกชำระเป็นเงินสด งวดที่ 2 และที่ 3 จำเลยสั่งจ่ายเช็ครวม 2 ฉบับล่วงหน้ามอบให้แก่โจทก์ การสั่งจ่ายเช็คของจำเลยจึงเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระด้วยเงิน มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 2 ฉบับ และจำเลยไม่เคยนำเงินตามเช็คทั้งสองฉบับไปชำระให้แก่โจทก์เลย มูลหนี้ซึ่งเป็นค่าภาษีอากรจึงยังไม่ระงับสิ้นไปโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมได้และเนื่องจากมูลหนี้เดิม เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร จึงอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (4) โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เมื่อมีการชำระหนี้ด้วยเช็คแทนก …
- ฎีกาที่ 442/2530
เมื่อมีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์ขออนุญาตอ้างเพิ่มเติมภายหลังวันชี้สองสถาน โจทก์ไม่ทราบว่าได้มีอยู่ก่อนวันชี้สองสถาน และปรากฏว่าพยานหลักฐานนั้นเป็นพยานหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี จำเป็นจะต้องสืบเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ศาลก็ควรอนุญาตให้โจทก์อ้างพยานหลักฐานดังกล่าวเพิ่มเติมได้.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 4542-4544/2530
ศาลแรงงานยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาเมื่อจำเลยค้างชำระค่าภาษีอากรอันเป็นภาษีอากรค้าง กรมสรรพากรจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290ซึ่งเป็นบทบัญญัติบังคับไว้โดยเฉพาะในชั้นบังคับคดี กรณีไม่อาจถือว่าเป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7(2) แห่งพระราชบัญญัติจักตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ที่จะต้องให้กรมสรรพากรไปดำเนินคดีที่ศาลภาษีอากรก่อน.
- ฎีกาที่ 4542-4544/2530
ศาลแรงงานยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาเมื่อจำเลยค้างชำระค่าภาษีอากรอันเป็นภาษีอากรค้าง กรมสรรพากรจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลแรงงานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ซึ่งเป็นบทบัญญัติบังคับไว้โดยเฉพาะในชั้นบังคับคดี กรณีไม่อาจถือว่าเป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจักตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ที่จะต้องให้กรมสรรพากรไปดำเนินคดีที่ศาลภาษีอากรก่อน
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:859/2530
อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งว่า โรงเรือนของ โจทก์ สมควรจะให้เช่าได้เดือนละเท่าใด ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง อันนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือน และที่ดินเป็นจำนวนเท่าใด คดีของโจทก์มีทุนทรัพย์เพียง 26,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528มาตรา 25
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:929/2530
ความว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เมื่อศาลยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเสียทีเดียว โจทก์มีสิทธิเลือกจะยื่นคำขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนยากจน หรือจะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายใน 7 วันก็ได้แต่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนยากจนโดยยื่นเป็นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2530 เวลา 9.30 นาฬิกา และศาลมีคำสั่งยกคำร้องแล้ว โจทก์จะกลับมาขอใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอีกไม่ได้ (เทียบนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1503/2511(ประชุมใหญ่)) ฉะนั้น จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ โจทก์เห็นว่า กรณีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่โดยได้ยื่นไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่นั้น กฎหมายมิได้บัญญัต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:929/2530
โจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอานาถา หากศาลมีคำสั่งยกคำขอ โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรค 4หรือจะเลือก ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้นตามมาตรา 156 วรรค 5 เพียง อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิตามมาตรา 156 วรรค 4 แล้ว และศาลภาษีอากรกลางสั่งยกคำร้องแม้กฎหมายมิได้บัญญัติ ให้เป็นที่สุดก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีสิทธิย้อนมาเลือกใช้วิธี อุทธรณ์คำสั่งตามมาตรา 156 วรรค 5 อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1447/2529
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางสั่งว่า เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นในเรื่องขยายระยะเวลาการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมเป็นคำสั่งที่เด็ดขาด เพราะหากโจทก์ไม่วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาลตามกำหนด คดีนี้ก็เสร็จเด็ดขาดจะดำเนินคดีต่อไปไม่ได้ ทั้งคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวกับภาษีอากรโดยตรง จึงต้องใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 มาวินิจฉัยเป็นการไม่ถูกต้อง โปรดกลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 27 แผ่นที่ 2) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนแบบแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.11) เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ ของจำเลยทั้งสี่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1448/2529
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวกับภาษีอากร ต้องใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 ซึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 17,24 แล้ว การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบ อีกทั้งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์โดยศาลชั้นต้นนำคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องขึ้นวินิจฉัยโดยไม่รับฟังการไต่สวนหรือวินิจฉัยคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ แล้วกลับวินิจฉัยยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์นั้นเป็นการไม่ถูกต้องศาลสูงควรมีคำสั่งวินิจฉัยกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ไว้เพื่อให้มีการไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์ต่อไป หมาย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1589/2529
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางสั่งว่า อุทธรณ์ข้อ2.1 ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงข้อเท็จจริงที่โจทก์แถลงยอมรับและฟังเป็นยุติแล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 อุทธรณ์ข้อ 2.2 ของโจทก์ที่อุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้นำเอาค่าอาหารไปรวมเป็นค่าแรงด้วย ปรากฏว่าความข้อนี้โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง เพิ่งจะมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 ประกอบด้วย มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2518 จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะอุทธรณ์ข้อ 2.1 นั้น ยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงอยู่ เพราะปัญหาว่าวิธีการคำนว …