ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 11 จาก 169
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1322/2530
ความว่า ศาลมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 แล้วจำเลยมีทางชนะคดี โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคดีเฉพาะการครอบครองที่พิพาทไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93แผ่นที่ 2) กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2529 เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดศรีสะเกษได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินตามน.ส.3 เลขที่ 4 หมู่ที่ 8 ตำบลสิอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ มีชื่อร้อยตำรวจโทสอาดสุขจิตรเป็นเจ้าของ แต่โจทก์และจำเลยแถลงยืนยันต่อศาลว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม 1 แปลง และอาคารไม้ชั้นเดียวชื่อศรีชัยพืชผลซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว 1 หลัง ปรากฏว่านายเกรียงศักดิ์วราพฤกษ์ เป็นผู้ให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 85,000 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงกว่าราคา50,000 บาทที่ประเมินไว้จำเลยที่ 1 แถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายแก่ผู้ให้ราคาสูงสุด …
- ฎีกาที่ 1323/2530
คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งอนุญาตตามคำขอให้พิจารณาใหม่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 ว่า เป็นคำขอที่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความขาดนัดและข้อคัดค้านคำชี้ขาดตัดสินของศาลแรงงานกลางแล้วโจทก์จะยกปัญหาที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นที่ยุติไปดังกล่าวแล้ว ขึ้นมาอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จำเลยที่ 1 เดินทางไปต่างประเทศก่อนถูกฟ้องและไม่เคยกลับเข้ามาประเทศไทยอีกเลย จำเลยที่ 1 ย่อมไม่สามารถแถลงขอให้ศาลพิจารณาใหม่ภายในกำหนดเจ็ดวันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 41 เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัด …
- ฎีกาที่ 1323/2530
คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งอนุญาตตามคำขอให้พิจารณาใหม่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 ว่า เป็นคำขอที่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความขาดนัดและข้อคัดค้านคำชี้ขาดตัดสินของศาลแรงงานกลางแล้วโจทก์จะยกปัญหาที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นที่ยุติไปดังกล่าวแล้วขึ้นมาอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 จำเลยที่ 1 เดินทางไปต่างประเทศก่อนถูกฟ้องและไม่เคยกลับเข้ามาประเทศไทยอีกเลย จำเลยที่ 1 ย่อมไม่สามารถแถลงขอให้ศาลพิจารณาใหม่ภายในกำหนดเจ็ดวันตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 41 เมื่อจำเลยที่ 1มิได้จงใจขาดนัด ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจที่จะให้จำเลย …
- ฎีกาที่ 1323/2530
คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งอนุญาตตามคำขอให้พิจารณาใหม่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา จึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 ว่า เป็นคำขอที่ได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความขาดนัดและข้อคัดค้านคำชี้ขาดตัดสินของศาลแรงงานกลางแล้วโจทก์จะยกปัญหาที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นที่ยุติไปดังกล่าวแล้ว ขึ้นมาอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จำเลยที่ 1 เดินทางไปต่างประเทศก่อนถูกฟ้องและไม่เคยกลับเข้ามาประเทศไทยอีกเลย จำเลยที่ 1 ย่อมไม่สามารถแถลงขอให้ศาลพิจารณาใหม่ภายในกำหนดเจ็ดวันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 41 เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1323-1324/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ทั้งห้าแถลงคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 136แผ่นที่ 2) คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามลำดับ เรียกโจทก์ที่ 4 ในสำนวนแรกกับโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 4 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกกับสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกกับจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 4ในสำนวนแรกกับจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยที่ 5 ในสำนวนแรกกับจำเลยที่ 4 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำนวนแรกให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันนำดินที่ยกเป็นถนนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1325/2530
ความว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องคดีนี้ โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 96) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3การกระทำของจำเลยในการออกเช็คแต่ละฉบับเป็นความผิดต่างกรรมกันเรียงกระทงลงโทษ จำคุกจำเลยกระทงละ 10 เดือน รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอ้างว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (อันดับ 87) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (อันดับ 88) ศาลฎีกาสั่งคำร้องและส่งไปศาลชั้นต้นเพื่อนัดคู่ความฟังแล้วก่อนวันนัดฟังคำสั่ง โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยทนายโจทก์ซึ่ …
- ฎีกาที่ 1326/2530
โจทก์ยอมรับผลการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มจากโจทก์สำหรับปี 2516 และ 2517 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้าน และโจทก์ได้ชำระเงินตามที่เจ้าพนักงานประเมินให้แก่จำเลยแล้ว ย่อมถือได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวชอบแล้ว และเป็นอันยุติ โจทก์จะรื้อฟื้นขึ้นมาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นอีกโดยอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์หาได้ไม่ ดังนี้จึงฟังไม่ได้ว่ายังมียอดขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 ค้างอยู่อีก.
- ฎีกาที่ 1326/2530
เมื่อบริษัทโจทก์ยอมรับผลการประเมินสำหรับปี 2516 และ 2517ของเจ้าพนักงานประเมินที่เรียกเก็บภาษีเงินได้และเงินเพิ่มจากโจทก์ โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้าน และได้ชำระค่าภาษีเงินได้และเงินเพิ่มตามที่เจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งให้ชำระแก่จำเลยแล้วย่อมถือได้ว่าการประเมินดังกล่าวชอบแล้วและเป็นอันยุติ โจทก์จะรื้อฟื้นขึ้นมาโต้เถียง เป็นอย่างอื่นอีกโดยอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์มิได้ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ยังมียอด ขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปี นำมาหักกับยอด กำไรสุทธิในปี 2518 อีก.
- ฎีกาที่ 1326/2530
โจทก์ยอมรับผลการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มจากโจทก์สำหรับปี 2516 และ 2517 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้าน และโจทก์ได้ชำระเงินตามที่เจ้าพนักงานประเมินให้แก่จำเลยแล้ว ย่อมถือได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวชอบแล้ว และเป็นอันยุติ โจทก์จะรื้อฟื้นขึ้นมาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นอีกโดยอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์หาได้ไม่ ดังนี้จึงฟังไม่ได้ว่ายังมียอดขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 ค้างอยู่อีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1326/2530
ความว่า จำเลยที่ 3 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ การส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ไม่สามารถกระทำได้ศาลชั้นต้นจึงได้ประกาศให้โจทก์ทราบทางหนังสือพิมพ์ (อันดับ 173แผ่นที่ 5) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 6169/2527 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 6170/2527 และคดีอื่นซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วเพียงชั้นศาลอุทธรณ์อีกหนึ่งสำนวน โดยเรียกโจทก์ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1,จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 75,710 บาท และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันละเมิดจนถึงวันฟ้องและจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ที่ 1 เสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 252,366.66 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1327/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา มีเหตุผลที่จะชนะคดีได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 75แผ่นที่ 5) โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 5 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่มีคำสั่งให้โจทก์นำเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มภาษีจำนวน 260,840.54 บาท ไปชำระตามหนังสือแจ้งภาษี ภ.ง.ด.11 จำนวน 5 ฉบับ ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4,5,6,7 และ 8 กับเพิกถอนหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 และพิพากษาว่าการชำระภาษีเงินได้พึงประเมินจากการขายของของโจทก์ประจำปีภาษี 2516-2520 ฯลฯถูกต้องตรงกับความเป็นจริงแล้ว เงินรายได้พึงประเมินของโจทก์ในส่วนที่ได้มาจากการโอนสิทธิการเช่าเป็นเงินรายได้พึงประเมินตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 42(9) หรือมาตรา 40(8) และโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในส่วนที่ได้จาก …
- ฎีกาที่ 1328/2530
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าไม่เคยซื้อหรือให้ตัวแทนซื้ออิฐจากโจทก์ และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความจะต้องนำสืบว่าจำเลยทั้งสองได้สั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างตึกแถว จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และเป็นหุ้นส่วนกันในการก่อสร้าง จำเลยที่ 1ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และศาลฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่รับว่าเป็นลูกจ้างของ ค. สามีจำเลยที่ 1เป็นผู้ควบคุมงาน ควบคุมอุปกรณ์ก่อสร้าง ส่วนไหนขาดก็สั่งเพิ่ม จำเลยทั้งสองได้สั่งซื้ออิฐไปจากโจทก์ตามฟ้อง ดังนี้ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบและที่ศาลรับฟังมา จึงเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดี ไม่เป็นการนอกประเด็น.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1328/2530
ความว่า จำเลยฎีกา คดีของจำเลยมีพยานหลักฐานที่จะชนะคดีได้ในที่สุด โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 111) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมแล้ว ขอให้ศาลเรียกนางเปลี้ย มาลา จำเลยที่ 2 มารับมรดกความแทนที่จำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นเรียกนางเปลี้ย มาลา จำเลยที่ 2 มาสอบถามวันนัดพร้อมเพื่อสอบถาม จำเลยที่ 2 แถลงว่า จำเลยที่ 1ได้ถึงแก่กรรมแล้วจริง จำเลยที่ 2 เป็นภรรยาซึ่งได้จดทะเบียนสมรสของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ขอเข้ารับมรดกความแทนที่จำเลยที่ 1 ฯลฯ โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์แล้วแต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำ …
- ฎีกาที่ 1329/2530
จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ เช็คดังกล่าวย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบแก่กัน การที่โจทก์มีเช็คพิพาทไว้ในครอบครองจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบ เมื่อจำเลยอ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ต่อกัน จำเลยก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้าง จำเลยมีเพียงตัวจำเลยและ ส.มาเบิกความว่าจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทหมดแล้วโดยไม่มีหลักฐานการชำระเงินมาแสดงว่าจำเลยได้ชำระให้แก่ผู้ใดไปเป็นเงินเท่าใดพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็ค.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1329/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอวางเงินสดจำนวน 20,000 บาท เป็นหลักประกัน หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78,160 จำคุก 1 เดือน ปรับ 2,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 1 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 89,88) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ตีราคาประกัน 30,000บาท (อันดับ 5) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างนี้ตีราคาค่าประกันสามหมื่นบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและหลักประกันเพิ่มแล้วดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:133/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 130) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ 1653 ตำบลบ้านค่าย อำเภอเมืองชัยภูมิจังหวัดชัยภูมิ โดยให้จำเลยทั้งสองรื้อเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดิน ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนก็ให้โจทก์กระทำการแทนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นคนเสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกไปจากที่ดินและรื้อถอนเรือนและสิ่งปลูกสร้างแล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 2 ได้มรณะโจทก์ที่ 1 ขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต(อันดับ 114) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 122,124) จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้รับอนุญาตให …
- ฎีกาที่ 1330/2530
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนลวดหนามที่จำเลยและบริวารได้เข้าไปครอบครองในที่ดินทางหลวง ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้ขยายเขตทางหลวงรุกล้ำในที่ดินจำเลย หากศาลฟังว่าทางหลวงดังกล่าวมีการขยายเขตถูกต้องและมีแนวเขตเข้ามาในที่ดินจำเลยแล้วโจทก์ต้องใช้ค่าที่ดินและอาคารและค่ารื้อถอนให้จำเลย เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ซึ่งการที่จำเลยจะต้องรื้อรั้วลวดหนามออกไปจากทางหลวงดังกล่าวและโจทก์จะต้องใช้ค่าชดเชยที่ดินแก่จำเลยหรือไม่ ยังไม่เป็นที่แน่นอนต้องรอจนศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อลวดหนามตามฟ้องเดิมก่อน ฟ้องแย้งจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1330/2530
ความว่า จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนการวางหลักทรัพย์ เท่ากับเป็นการให้บังคับคดีได้ต่อไปกรณีจึงเป็นเรื่องการบังคับคดี หาใช่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาไม่จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยจึงยังคลาดเคลื่อนต่อกฎหมายอยู่ โปรดยกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ถ้าจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 คนใดคนหนึ่งหรือร่วมกันหาประกันสำหรับจำนวนเงินค่าจ้างที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยมีกำหนด 4 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบัง …
- ฎีกาที่ 1331/2530
ศาลพิพากษาให้จำเลยเปิดลำห้วยทางตะวันออกของที่ดินโจทก์ให้กว้าง 1 วา ลึก 50 ซม. ยาว 7 วา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยเปิดลำห้วยเพียงบางส่วนซึ่งห่างไกลคันเขตที่ดินโจทก์จำเลยไม่พอที่จะให้น้ำไหลผ่านไปได้ จำเลยแถลงว่าได้ขุดคันนาด้านตะวันออกของที่ดินโจทก์ตามคำพิพากษาแล้ว แต่น้ำไม่ไหลถ้าโจทก์เห็นว่าขุดไม่ได้ขนาดตามคำพิพากษา จำเลยยอมให้โจทก์ขุดได้ตามคำพิพากษา โจทก์แถลงว่าจำเลยขุดไม่ได้ขนาดตามคำพิพากษา น้ำจึงไม่ไหล ดังนี้ปัญหาจึงมีว่าจำเลยขุดที่ดินได้ขนาดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อโจทก์ยังโต้แย้งอยู่ว่าจำเลยขุดไม่ได้ขนาดตามคำพิพากษา ก็ชอบที่ศาลจะไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่าเป็นความจริงดังที่โจทก์แถลงหรือไม่ แล้วจึงมีคำสั่งต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ไปขุดเองให้ได้ขนาดตามคำพิพากษา และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยขุดดินออกจากลำห้วยตามคำพิพากษาจนกว่าน้ำในนาโจทก์จะไหลไปได้นั้น เป็นการไม่ชอบ.(ท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1331/2530
ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้เลิกจ้างผู้คัดค้านในข้อ 2.2 ว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยอาศัยคำพิพากษาในคดีอาญาที่พิพากษาว่าผู้คัดค้านมีความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ร้องบัดนี้ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวโดยกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ ซึ่งมีผลผูกพันผู้ร้องที่เป็นโจทก์ร่วมด้วย ผู้คัดค้านจึงมิได้หมิ่นประมาทหรือกระทำความผิดอาญาต่อนายจ้าง จงใจให้นายจ้างเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับและระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงขออุทธรณ์เพิ่มเติมและขอส่งสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โปรดรับไว้ด้วย หมายเหตุ ผู้ร้องยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายธีระพงศ์มณฑาลพผู้คัดค้ …