ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 12 จาก 169
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1332/2530
ความว่า เนื่องจากผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยอ้างว่าผู้คัดค้านกระทำความผิดอาญาต่อนายจ้าง ศาลแขวงธนบุรีได้พิพากษาลงโทษผู้คัดค้านแล้ว บัดนี้ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้อง และศาลเพิ่งอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2530ผู้คัดค้านเห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นพยานหลักฐานอันสำคัญต่อการพิจารณาคดีนี้ จึงขอระบุพยานเพิ่มเติมตามบัญชีพยานท้ายนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โปรดอนุญาต หมายเหตุ ผู้ร้องยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายธีระพงศ์มณฑาลพผู้คัดค้านที่1นายสมชายอิทธิฤกษ์ฤทธิ์ผู้คัดค้านที่ 2 และนายมณฑล ศรีเสมอ ผู้คัดค้านที่ 4 กรรมการลูกจ้างได้ ฯลฯ ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (อันดับ 103) ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง(อันดับ 104) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านท …
- ฎีกาที่ 1333/2530
คู่ความท้ากันโดยตกลงเอาการสาบานของจำเลยและส.เป็นเงื่อนไข กล่าวคือถ้าบุคคลทั้งสองยอมสาบานโจทก์ก็ยอมรับตามข้ออ้างของจำเลยและยอมแพ้คดี แต่ถ้าบุคคลทั้งสองไม่ยอมสาบานจำเลยก็เป็นฝ่ายแพ้คดี ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับระหว่างคู่ความได้ ส่วนการสาบานตนของส.เป็นเพียงเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้น การที่ ส.ไม่ได้รู้เห็นยินยอมในการตกลงนั้น หาทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ เมื่อจำเลยและส.ไปยังสถานที่กำหนดแล้ว แต่บุคคลทั้งสองไม่ยอมสาบาน จำเลยจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า.
- ฎีกาที่ 1333/2530
การท้ากันในศาลคือการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อน คู่ความท้ากันโดยตกลงเอาการสาบานของจำเลยและ ส. เป็นเงื่อนไข กล่าวคือถ้า บุคคลทั้งสองยอมสาบานโจทก์ก็ยอมรับตามข้ออ้างของจำเลยและยอมแพ้คดี แต่ถ้า บุคคลทั้งสองไม่ยอมสาบานจำเลยก็เป็นฝ่ายแพ้คดี ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับระหว่างคู่ความได้ส่วนการสาบานตนของ ส. เป็นเพียงเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้น การที่ ส. ไม่ได้รู้เห็นยินยอมในการตกลงนั้นหาทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ เมื่อจำเลยและ ส. ไปยังสถานที่กำหนดแล้ว แต่บุคคลทั้งสองไม่ยอมสาบานจำเลยจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า.
- ฎีกาที่ 1333/2530
คู่ความท้ากันโดยตกลงเอาการสาบานของจำเลยและ ส.เป็นเงื่อนไข กล่าวคือถ้าบุคคลทั้งสองยอมสาบานโจทก์ก็ยอมรับตามข้ออ้างของจำเลยและยอมแพ้คดี แต่ถ้าบุคคลทั้งสองไม่ยอมสาบานจำเลยก็เป็นฝ่ายแพ้คดี ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับระหว่างคู่ความได้ ส่วนการสาบานตนของ ส.เป็นเพียงเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้น การที่ ส.ไม่ได้รู้เห็นยินยอมในการตกลงนั้น หาทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ เมื่อจำเลยและส.ไปยังสถานที่กำหนดแล้ว แต่บุคคลทั้งสองไม่ยอมสาบาน จำเลยจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1333/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 22,76 วรรคสองจำคุก 8 ปี คำรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างฎีกา โจทก์ฎีกา (อันดับ 68) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 70) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดี ไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1334/2530
แม้ผ้าที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดจะอยู่ในร้านขายผ้าซึ่งตามใบทะเบียนพาณิชย์มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ประกอบกิจการจำหน่ายผ้าก็ตามแต่พยานของผู้ร้องเจือสมข้อนำสืบของฝ่ายโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการและเป็นผู้สั่งสินค้าผ้ามาจำหน่าย ผ้าดังกล่าวจึงเป็นของจำเลย ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิขอให้ถอนการยึด.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1334/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ฯลฯ จำคุก 12 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ประกอบด้วยมาตรา 285 จำคุก 16 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาและยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 94,95) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลฎีกายกคำร้อง (อันดับ 90) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 76) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1335/2530
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคสามขยายความมาตรา 69 วรรคสอง เฉพาะความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 2 อันเป็น มอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม มิได้ขยายความมาตรา 69 วรรคหนึ่งด้วย จำเลยมีฝิ่นไว้ในครอบครองหนัก 7.7 กรัม จึงต้องวางอัตราโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง.
- ฎีกาที่ 1335/2530
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคสาม ขยายความมาตรา 69 วรรคสอง เฉพาะความผิดฐานจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 2 อันเป็น มอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม มิได้ขยายความมาตรา 69 วรรคหนึ่งด้วย จำเลยมีฝิ่นไว้ในครอบครองหนัก 7.7 กรัม จึงต้องวางอัตราโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1335/2530
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีทางชนะคดีในชั้นฎีกาได้ เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องไว้ในระหว่างพิจารณา โปรดมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน (อันดับ 162) กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ต่าง ๆ 9 รายการรวมราคาประมาณ87,000 บาท ตามบัญชีทรัพย์ที่บ้านเลขที่ 45-49 ถนนชมธีระเวชตำบลตะพานหินอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดดังกล่าวมิใช่ของจำเลย แต่เป็นของผู้ร้องโดยผู้ร้องประกอบกิจการค้าที่บ้านดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆที่จะยึดทรัพย์ของผู้ร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา และยื่นคำร้องดังกล่าว (อัน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1336/2530
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 87) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์70,000 บาท ฯลฯ จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 80,79) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ แต่จำเลยไม่วางหลักประกันตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 16,21) คำสั่ง ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกามิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1337/2530
เบรกล้อหน้าซ้ายของรถยนต์ที่จำเลยขับชำรุดใช้การไม่ได้เป็นข้อชำรุดบกพร่องที่พบเห็นได้ก่อน แต่จำเลยซึ่งมีหน้าที่ขับรถประจำรถยนต์คันดังกล่าวมิได้ตรวจตราซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จำเลยนำรถออกแล่นและเหยียบเบรกรถเมื่อประสบเหตุการณ์คับขัน ทำให้ไม่สามารถบังคับรถให้แล่นไปตามทิศทางบนถนนได้ เป็นเหตุให้รถพลิกคว่ำมีคนบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายจำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,291.
- ฎีกาที่ 1337/2530
การที่ท่อยางเบรกอ่อนล้อหน้าซ้าย รถยนต์มีรอยแตก จนกระทั่งเบรกไม่อยู่ ย่อมจะมีข้อชำรุด บกพร่องให้พบเห็นได้ก่อน แต่จำเลยซึ่งมีหน้าที่ขับรถประจำรถคันดังกล่าว มิได้ตรวจตรา ซ่อมแซม ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เสียก่อนที่จะนำรถออกแล่นจนกระทั่งเกิดเหตุขึ้นถือได้ว่าจำเลยขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1337/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา มีเหตุผลเพียงพอที่จะชนะคดีได้ โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคดีและถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 173) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน64,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน60,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา และยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 130,168,131) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2ไม่วางหลักประกันภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 107,109) ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดข้าวเปลือก20 เกวียน ของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยผู้ประมูลให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 52,000 บาท ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ขายแก่ผู้ให้ราคาสูงสุดแล้ว(อันดับ 11 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1338/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83 จำคุกตลอดชีวิต ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ฯลฯ ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างฎีกา โจทก์ฎีกา (อันดับ 67) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 74) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกัน250,000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาท) ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1339/2530
ความว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยฎีกาและขอทุเลาการบังคับแต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยได้ขายที่พิพาทให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ท้ายคำร้องโดยบุคคลภายนอกทราบดีว่าที่พิพาทกำลังมีคดีอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและฉ้อฉลโจทก์การที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโจทก์จะไม่ได้รับที่ดินพิพาท โปรดมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทุเลาการบังคับแก่จำเลยและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวประโยชน์ของโจทก์ไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป โดยห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาทอีกต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2115 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 12ตำบลบ้านเป้า อำเภอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:134/2530
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4,5,6,10,12,15 ฯลฯ จำคุก 3 เดือนปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำเลยและไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 25) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 27) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาคัดค้านดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่ไม่รอการลงโทษ ถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหมื่นบาท ศาลอุทธรณ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1340/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคสอง,83 ฯลฯ จำคุก 12 ปี จำเลยที่ 2 ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,340 ตรี,83 ฯลฯ ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 18 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างอุทธรณ์ เฉพาะจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง (อันดับ 6) จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 10) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ปรากฏว่าผู้ขอประกันได้ขอถอนหลักประกันไปจากศาลชั้นต้นแล้วแสดงว่าผู้ขอประกันไม่ประสงค์จะขอประกันจำเลยต่อไป จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1341/2530
ฟ้องฎีกาจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง เป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7),215,225 ซึ่งจะต้องจัดการให้ถูกต้องเสียก่อน แต่เมื่อฎีกาจำเลยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไรไว้โดยชัดเจน เพียงแต่อ้างว่ายังไม่ทราบเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษมาเท่านั้น เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง,195,225 อันจะพึงรับไว้วินิจฉัย คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงชื่อผู้เรียงให้ถูกต้องศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาจำเลย.
- ฎีกาที่ 1341/2530
ฎีกาจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง จึงเป็นฟ้องฎีกาที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(7),215,225 ซึ่งจะต้องจัดการให้ถูกต้องเสียก่อน แต่เมื่อปรากฏว่าฎีกาจำเลยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไรไว้โดยชัดเจน เพียงแต่อ้างว่ายังไม่ทราบเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษมาเท่านั้น จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรค 2,195,225 อันจะพึงรับไว้วินิจฉัย คดีจึงไม่มีเหตุที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงชื่อผู้เรียงให้ถูกต้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาจำเลย.