ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 13 จาก 169
- ฎีกาที่ 1341/2530
ฟ้องฎีกาจำเลยไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง เป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7), 215, 225 ซึ่งจะต้องจัดการให้ถูกต้องเสียก่อน แต่เมื่อฎีกาจำเลยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไรไว้โดยชัดเจน เพียงแต่อ้างว่ายังไม่ทราบเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษมาเท่านั้น เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง, 195, 225 อันจะพึงรับไว้วินิจฉัย คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงชื่อผู้เรียงให้ถูกต้องศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาจำเลย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1341/2530
ความว่า ผู้ร้องฎีกา ถ้าปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทไปในระหว่างฎีกา หากต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องและยุ่งยากต่อการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมทั้งเป็นการทำให้ยากแก่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมของผู้ร้องอีกด้วยโปรดมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 123)กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2527 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 64413 แขวงหนองบอน(สำโรงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 88ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยและได้ประมาณราคาไว้เป็นเงิน 225,600 บาท เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ดังกล่าวนี้ …
- ฎีกาที่ 1342/2530
ในคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22โจทก์อุทธรณ์ใจความว่า จำเลยออกเช็คพิพาทและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้ เป็นการออกเช็คโดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและมีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์ อุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องฟังจากพยานหลักฐานในสำนวน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว.
- ฎีกาที่ 1342/2530
ในคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาใน ศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 โจทก์อุทธรณ์ใจความว่า จำเลยออกเช็คพิพาทและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้ เป็นการออกเช็คโดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและมีเจตนาทุจริตหลอกลวงโจทก์ อุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องฟังจากพยานหลักฐานในสำนวน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1342/2530
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อนั้น ถึงแม้บางข้อจะกล่าวอ้างถึงการแปลความในสัญญา แต่ผลสรุปแห่งการคัดค้านก็คือจำเลยเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่ควรจะเป็นเช่นที่ศาลแรงงานกลางฟัง จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้นโปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 36) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงิน 1,200 บาทแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 29) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 33) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานกับจำเลย 8 เดือน เมื่อหักเวลาทดลองงาน 4 เดือน ออกจึงเป็นเวลาที่โจท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1343/2530
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา บัดนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ที่จะฎีกา จึงขอถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 299) ระหว่างพิจารณา นางพินภู่พานิชนางรัชนีโน๊ตศิริผู้เสียหายต่างขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต และเรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกมาตรา 43,157 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฯลฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43,78,160 วรรคสอง ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกมาตรา 78,160 วรรคสอง จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 1 ปี 7 เดือน …
- ฎีกาที่ 1344/2530
โจทก์บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่าจำเลยผลิตกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยผิดกฎหมายและอ้างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 อันเป็นบทห้ามกระทำผิด แม้โจทก์จะมิได้อ้างบทลงโทษมาตรา 75 ศาลก็ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวได้ กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรก็ลงแต่โทษจำคุกสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20ได้ และศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกนั้นตามมาตรา 56ได้ด้วย.
- ฎีกาที่ 1344/2530
โจทก์บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่าจำเลยผลิตกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยผิดกฎหมายและอ้างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 อันเป็นบทห้ามกระทำผิด แม้โจทก์จะมิได้อ้างบทลงโทษมาตรา 75 ศาลก็ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวได้ กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรก็ลงแต่โทษจำคุกสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ได้ และศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกนั้นตามมาตรา 56 ได้ด้วย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1344/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479 มาตรา 4,11,21 ฯลฯลงโทษตามมาตรา 302 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้หนึ่งในห้า คงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม จำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่า จำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 64,63) จำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ศาลฎีกาตีราคาประกัน200,000 บาท (อันดับ 46) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้ยังไม่สมควรปล่อยชั่วคราวจำเลยให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1345/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 201,86 จำคุก 13 ปี 4 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาได้ (อันดับ 174,171) จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดย มีคำร้องประกอบ(อันดับ 179,178) จำเลยที่ 2 เคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง (อันดับ 169) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 250,000 บาท (อันดับ 140) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาตีราคาค่าประกัน 400,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิ …
- ฎีกาที่ 1346/2530
โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยข่มขืนและฆ่าเด็กหญิง พ. แต่โจทก์มีพยานมาเบิกความว่าเห็นชายคนหนึ่งวิ่งไล่เด็กผู้หญิง พยานจำไม่ได้ว่าเป็นใครเพราะยืนดูอยู่ห่าง ปรากฏว่าเวลาที่พยานเห็นเหตุการณ์นั้นตรงกับเวลาที่เกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุเล็กน้อยพยานได้พบจำเลยอยู่ตรงบริเวณใกล้กับที่พบศพเด็กหญิง พ. จำเลยสวมเสื้อผ้าเช่นเดียวกับเสื้อผ้าของชายที่วิ่งไล่เด็กผู้หญิง ทั้งพฤติการณ์ของชายและเด็กผู้หญิงที่พยานเห็นนั้นก็ตรงกับข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลย ประกอบกับได้ความว่า การทำแผนประทุษกรรมประกอบคำรับสารภาพของจำเลยนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคอยถามจำเลยทุกขั้นตอน และบางครั้งเมื่อผู้แสดงแทนผู้ตายทำไม่ถูก จำเลยก็บอกให้ทำใหม่ให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นเหตุผลแสดงว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ดังนี้ ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง.
- ฎีกาที่ 1346/2530
โจทก์มีพยาน 1 ปากที่เห็นเหตุการณ์ขณะชาย คนหนึ่งวิ่งไล่เด็กผู้หญิงไป และในมือข้างขวาของชาย ผู้นั้นมีวัตถุยาวประมาณ 1ศอกเศษพยานได้ยิน เสียงเด็กผู้หญิงร้องว่า "กูจะบอกพ่อกู" จุดที่พยานยืนดู เหตุการณ์อยู่นั้น ห่างจากที่คนทั้งสองวิ่งไล่กันประมาณ200-300เมตร พยานจึงไม่สามารถจำได้ว่าเป็นใคร แต่ระยะเวลาที่พยานว่าเห็นเหตุการณ์ตรงกับเวลาที่เกิดเหตุพอดี ชาย ที่วิ่งไล่เด็กผู้หญิงไปก็สวมเสื้อผ้าเช่นเดียวกับที่พยานพบจำเลยหลังเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ซึ่งเมื่อนำไปพิจารณาประกอบกับรายละเอียดในคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว ฟังลงโทษจำเลยได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1346/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 และ 288 วางโทษฐานพยายามฆ่า จำคุก 12 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นตาย จำคุก 18 ปีให้ลงโทษทุกกรรม รวมจำคุก 30 ปี จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน (อันดับ 122 แผ่นที่ 2,122) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 101) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดี ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1347/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา บัดนี้จำเลยที่ 2 ตกลงประนีประนอมกับโจทก์ที่ 2 ทั้งในฐานะผู้รับมรดกความของโจทก์ที่ 1 ได้แล้ว และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป จึงขอถอนฟ้องฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ที่ 2 และในฐานะผู้รับมรดกความแทนที่โจทก์ที่ 1 แถลงท้ายคำร้องว่าไม่ขอคัดค้านในการที่จำเลยที่ 2ขอถอนฎีกา (อันดับ 225) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน1,000 บาท ให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินจำนวน 17,615.80 บาทให้โจทก์ที่ 2 กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงิน1,000 บาท และ 17,615 บาท ตามลำดับนับตั้งแต่วันทำละเมิด(วันที่ 20 เมษายน 2525) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น โจทก์ที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 มรณะโจทก์ที่ 2 ขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 1 ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1348/2530
ความว่า คดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โจทก์ที่ 2และในฐานะผู้รับมรดกความแทนที่โจทก์ที่ 1 ตกลงประนีประนอมกับจำเลยที่ 2 ได้แล้ว โดยจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้โจทก์ที่ 2และโจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 50,000 บาท ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายตั๋วแลกเงินท้ายคำร้อง โจทก์ที่ 2 และในฐานะผู้รับมรดกความแทนที่โจทก์ที่ 1 ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปและไม่ติดใจที่จะบังคับคดีกับจำเลยทั้งสามต่อไป จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยที่ 2 แถลงท้ายคำร้องว่าไม่ขอคัดค้านที่โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องคดีนี้ (อันดับ 223) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000 บาท ให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินจำนวน 17,615.80 บาทให้โจทก์ที่ 2 กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงิน1,000 บาท และ 17,615 บาท ตามลำดับ นับตั้งแต่วันทำละเมิด(วันที่ 20 เมษายน 2525) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น โจทก์ที …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1349/2530
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 60) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ โจทก์ทั้งสามเป็นบุคคลมีสัญชาติไทยให้จำเลยถอนชื่อโจทก์ทั้งสามออกจากทะเบียนบ้านญวนอพยพเลขที่ 104/8 ถนนอุปราช ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 55,54) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกาตามคำขอของผู้ร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:135/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายอุดมเลือกเฟ้น จำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 76วรรคสอง ให้จำคุกจำเลยที่ 211 ปี 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ให้ขังจำเลยที่ 2 ไว้ในระหว่างฎีกา นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ(อันดับ 105 แผ่นที่ 5 และแผ่นที่ 3) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกันสองแสนบาทให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1350/2530
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การโดยโจทก์มิได้ทำเป็นคำร้องนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 และผิดหลักพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 48 โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยด้วย หมายเหตุ ศาลแรงงานกลางได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว (อันดับ 14) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฯลฯ น …
- ฎีกาที่ 1351/2530
โจทก์บรรยายฟ้องว่าทางราชการได้คัดสำเนาประกาศกระทรวงเกษตรเรื่องกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 ประกาศไว้ ณ ที่ทำการอำเภอ ที่ทำการกำนันและที่สาธารณสถานในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้องและในท้องที่ที่เกิดเหตุคดีนี้ให้ทราบโดยทั่วกันแล้ว แม้จะไม่ได้บรรยายว่าจำเลยกับพวกได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้วแต่คำว่าให้ทราบโดยทั่วกันหมายความว่าจำเลยกับพวกได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม แม้ฟ้องโจทก์จะไม่ได้บรรยายระบุให้แน่ชัดว่าไม้ตะเคียนชันตาแมวอันเป็นไม้ที่หวงห้ามที่จำเลยร่วมกันแปรรูปนั้น เป็นจำนวนเดียวกับไม้ตะเคียนชันตาแมวที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำโดยตัดฟันออกจากต้นแล้วเลื่อยตัดทอนเป็นท่อนก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายข้อเท็จจริงถึงการกระทำของจำเลยและได้ระบุถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะให้จำเลยกับพวกเข้าใจข้อหาได้แล้ว ทั้งการกระทำความผิดในข้อหาทั้งสองดังกล่าวเป็นกา …
- ฎีกาที่ 1351/2530
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ โดยบรรยายฟ้องเกี่ยวกับประกาศกระทรวงเกษตร เรื่องกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช 2484ว่า ทางราชการได้คัดสำเนาประกาศดังกล่าวประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอที่ทำการกำนัน และที่สาธารณสถานในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้องและในท้องที่เกิดเหตุคดีนี้ให้ทราบโดยทั่วกันแล้ว ดังนี้ คำว่าให้ทราบโดยทั่วกันแล้ว หมายความว่าจำเลยทั้งสี่ทราบประกาศดังกล่าวแล้วเป็นคำฟ้องที่ยืนยันแน่ชัดว่าจำเลยทั้งสี่ทราบประกาศเรื่องนี้แล้วฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ความผิดข้อหาทำไม้กับแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นแม้ไม้ที่จำเลยร่วมกันแปรรูปและที่จำเลยร่วมกันทำไม้จะเป็นไม้จำนวนเดียวกันหรือไม่ก็ตามก็เป็นความผิดคนละกรรมต่างกัน การที่โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาแปรรูปไม้โดยมิได้รับอนุญาตโดยมิได้ระบุให้แน่ชัดว่า ไม้ที่จำเลยร่วมกันแปรรูปเป็นไม้จำนวนเดียวกันกับไม้ที่จำ …