ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 14 จาก 169
- ฎีกาที่ 1351/2530
โจทก์บรรยายฟ้องว่าทางราชการได้คัดสำเนาประกาศกระทรวงเกษตรเรื่องกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตาม พระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 ประกาศไว้ ณ ที่ทำการอำเภอ ที่ทำการกำนันและที่สาธารณสถานในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้องและในท้องที่ที่เกิดเหตุคดีนี้ให้ทราบโดยทั่วกันแล้ว แม้จะไม่ได้บรรยายว่าจำเลยกับพวกได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้วแต่คำว่าให้ทราบโดยทั่วกันหมายความว่าจำเลยกับพวกได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม แม้ฟ้องโจทก์จะไม่ได้บรรยายระบุให้แน่ชัดว่าไม้ตะเคียนชันตาแมวอันเป็นไม้ที่หวงห้ามที่จำเลยร่วมกันแปรรูปนั้น เป็นจำนวนเดียวกับไม้ตะเคียนชันตาแมวที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำโดยตัดฟันออกจากต้นแล้วเลื่อยตัดทอนเป็นท่อนก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายข้อเท็จจริงถึงการกระทำของจำเลยและได้ระบุถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะให้จำเลยกับพวกเข้าใจข้อหาได้แล้ว ทั้งการกระทำความผิดในข้อหาทั้งสองดังกล่าวเป็นก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1351/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา บัดนี้จำเลยที่ 2 ไม่ประสงค์จะฎีกาต่อไป จึงขอถอนฎีกาโปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 116) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,289(7),340,340 ตรี ฯลฯลงโทษตามมาตรา 289(7) ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ตลอดชีวิต ฯลฯ จำเลยที่ 2 ฎีกา (อันดับ 113) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยทนายความของจำเลยที่ 2ซึ่งมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางจำหน่ายสิทธิของ จำเลยที่ 2 ได้ด้วยเป็นผู้ลงชื่อในคำร้อง (อันดับ 116) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฎีกาได้ตามขอจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
- ฎีกาที่ 1352/2530
ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้จำเลยฎีกาว่า 'ฎีกาของจำเลยทั้งสองมีเหตุอันควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้ จึงรับรองให้ฎีกา' คำรับรองดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความว่าได้พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นข้อใดเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยชอบด้วยกฎหมาย.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1352/2530
ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้จำเลยฎีกาว่า"ฎีกาของจำเลยทั้งสองมีเหตุอันควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้ จึงรับรองให้ฎีกา" คำรับรองดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความว่าได้พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นข้อใด เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูง สุดและอนุญาตให้ฎีกาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยชอบด้วยกฎหมาย.
- ฎีกาที่ 1353/2530
แม้จะถือว่าหนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีการส่งโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2524 แล้วก็ตาม ก็ยังถือเป็นเด็ดขาดไม่ได้ว่าผู้ร้องได้รับในวันที่ส่งนั้น ผู้ร้องอาจนำสืบความจริงว่าตนได้รับเมื่อใด เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่าตนได้ตอบปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดได้ แต่เมื่อข้อนำสืบของผู้ร้องฟังไม่ได้ก็ต้องถือว่าผู้ร้องได้รับทราบหนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วตั้งแต่วันที่ 11พฤษภาคม 2524 ผู้ร้องตอบปฏิเสธหนี้เกินกำหนด 14 วันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 119 ชอบที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยกคำร้องของผู้ร้องที่ปฏิเสธหนี้ดังกล่าวเสีย.
- ฎีกาที่ 1353/2530
แม้จะถือว่าหนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีการส่งโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2524 แล้วก็ตาม ก็ยังถือเป็นเด็ดขาดไม่ได้ว่าผู้ร้องได้รับในวันที่ส่งนั้น ผู้ร้องอาจนำสืบความจริงว่าตนได้รับเมื่อใด เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่าตนได้ตอบปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดได้ แต่เมื่อข้อนำสืบของผู้ร้องฟังไม่ได้ก็ต้องถือว่าผู้ร้องได้รับทราบหนังสือทวงหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วตั้งแต่วันที่ 11 ฤษภาคม 2524 ผู้ร้องตอบปฏิเสธหนี้เกินกำหนด 14 วันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 119 ชอบที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยกคำร้องของผู้ร้องที่ปฏิเสธหนี้ดังกล่าวเสีย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1353/2530
ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 61 แผ่นที่ 5) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ในฐานะทายาทของนายน้อมวงไพทูรย์ ร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินให้โจทก์ 55,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 58,57) คำสั่ง หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันหรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยมีกำหนด 5 ปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางจนเป็นที่พอใจและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1354/2530
โจทก์ยืมเงินจาก ท. มาให้จำเลยยืมอีกต่อหนึ่ง โดยจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับ ท. เลยและจำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระหนี้เงินยืมให้โจทก์ ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวจึงไม่ได้ออกให้โจทก์ไว้เพื่อทำให้ผู้ใดหลงผิดอันเป็นการแสดงเจตนาลวง จำเลยจึงต้องชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์.
- ฎีกาที่ 1354/2530
การที่จำเลยที่ 1 ไปขอกู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอกแต่บุคคลภายนอกไม่เชื่อถือฐานะของจำเลยที่ 1 โดยจะให้กู้เฉพาะ บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงขอร้องให้โจทก์ไปทำการกู้เงินจากบุคคลภายนอกมาให้จำเลยที่ 1 กู้อีกทอดหนึ่ง โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ยึดถือไว้นั้นตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้โจทก์ดังกล่าวหาใช่เป็นการออกด้วยการแสดงเจตนาลวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 118 วรรคหนึ่งแต่อย่างใดไม่ แต่เป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 หาได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับบุคคลภายนอกในหนี้ดังกล่าวไม่.
- ฎีกาที่ 1354/2530
โจทก์ยืมเงินจาก ท. มาให้จำเลยยืมอีกต่อหนึ่ง โดยจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับ ท. เลยและจำเลยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระหนี้เงินยืมให้โจทก์ ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวจึงไม่ได้ออกให้โจทก์ไว้เพื่อทำให้ผู้ใดหลงผิดอันเป็นการแสดงเจตนาลวง จำเลยจึงต้องชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1354/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,336 จำคุก 4 ปี ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 40 แผ่นที่ 2 และแผ่นที่ 1) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 150,000 บาท (อันดับ 29 แผ่นที่ 5) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงประกอบกับจำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกา เป็นเหตุให้ไม่อาจนำฎีกามาประกอบในการใช้ดุลพินิจว่ามีเหตุสมควรปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาหรือไม่ ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1356/2530
ทนายจำเลยขอเลื่อนคดีเพราะทนายเองป่วยมาครั้งหนึ่งแล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีและกำชับว่านัดหน้า ให้เตรียมพยานมาให้พร้อม จะไม่ให้เลื่อนคดีอีก นัดต่อมาทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าตัวจำเลยป่วยกะทันหันอยู่ที่ต่างจังหวัดโดยในคำร้องก็ไม่ระบุว่าจำเลยคนใดป่วย ป่วยเป็นอะไร อยู่ที่จังหวัดใด ทั้งพยานอื่นทนายจำเลยก็ไม่จัดให้มาเบิกความ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยประวิงคดี ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1356/2530
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 218) โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบวัสดุก่อสร้างเครื่องมือ เครื่องใช้ ในคำฟ้องข้อ 6.2 และข้อ 6.3ให้แก่โจทก์ ถ้าคืนไม่ได้ขอให้ใช้ราคา เป็นเงิน 1,094,750 บาทและให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ เป็นเงิน 1,579,968 บาทพร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน2,674,718 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 577,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้บ้านพักคนงานและสำนักงานก่อสร้างชั่วคราวแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว …
- ฎีกาที่ 1357/2530
เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายแล้ว เมื่อจำเลยเห็นว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวไม่เป็นธรรม เนื่องจากผู้เข้าประมูลมีโจทก์เพียงรายเดียว และทรัพย์ที่ขายมีราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์ประมูลได้มาก เท่ากับกล่าวอ้างว่าการบังคับคดีได้กระทำโดยไม่ชอบเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา27 และมาตรา 296 กล่าวคือจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอคัดค้านต่อศาลชั้นต้นก่อนการบังคับคดีเสร็จแต่ไม่ช้ากว่า 8 วันนับแต่วันที่ได้ทราบการฝ่าฝืน เมื่อจำเลยมิได้ร้องคัดค้านตามที่กฎหมายกำหนดไว้จำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาหาได้ไม่.
- ฎีกาที่ 1357/2530
เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายแล้ว หากจำเลยเห็นว่าการขายทอดตลาดเป็นไปโดยไม่เป็นธรรม เนื่องจากผู้ประมูลมีโจทก์เพียงรายเดียวและทรัพย์ที่ขายมีราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์ประมูลได้มาก อันเป็นการอ้างว่าการบังคับคดีได้กระทำโดยไม่ชอบเช่นนี้จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ไม่ช้า กว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการฝ่าฝืน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และ 296 เมื่อมิได้ร้องคัดค้านจำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาหาได้ไม่.
- ฎีกาที่ 1357/2530
เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายแล้ว เมื่อจำเลยเห็นว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวไม่เป็นธรรม เนื่องจากผู้เข้าประมูลมีโจทก์เพียงรายเดียว และทรัพย์ที่ขายมีราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์ประมูลได้มาก เท่ากับกล่าวอ้างว่าการบังคับคดีได้กระทำโดยไม่ชอบเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และมาตรา 296 กล่าวคือจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอคัดค้านต่อศาลชั้นต้นก่อนการบังคับคดีเสร็จแต่ไม่ช้ากว่า 8 วันนับแต่วันที่ได้ทราบการฝ่าฝืน เมื่อจำเลยมิได้ร้องคัดค้านตามที่กฎหมายกำหนดไว้จำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาหาได้ไม่.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1357/2530
ความว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีนี้มีมูลเริ่มต้นจากการค้าขายระหว่างบริษัทโจทก์ ซึ่งมีนายเด่นศักดิ์ประติธนายุทธ์เป็นกรรมการผู้จัดการ กับบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นกรรมการบริหารอยู่ในขณะนั้น และเกิดมีความขัดแย้งขึ้นระหว่างนายเด่นศักดิ์กับจำเลยทั้งสองถึงขั้นที่นายเด่นศักดิ์นำเอาเช็คที่จำเลยได้ออกให้ในฐานะเป็นกรรมการบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 ไปฟ้องเป็นคดีอาญาหลายคดี โดยฟ้องในนามตนเองบ้างในนามบริษัทโจทก์บ้าง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงที่ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีการวม 3 สำนวน คือ คดีของศาลอาญาหมายเลขแดงที่22278/2527 หมายเลขแดงที่ 21557/2527 และหมายเลขแดงที่ 27886/2527และคดีนี้กับคดีอาญาทั้ง 3 สำนวนดังกล่าว พยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นพยานชุดเดียวกัน ผู้เป็นโจทก์ในคดีนั้นแม้จะฟ้องในนามของนายเด่นศักดิ์เป็นโจทก์เอง หรือฟ้องในนามของบริษัทโจทก์ซึ่งมีนายเด่นศักดิ์เป็นกรรมการผู้จัดการ ก็ถือไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1358/2530
ความว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 อุทธรณ์ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์แต่เฉพาะข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ โจทก์ที่ 4 เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อโจทก์ในฐานะตัวการตัวแทนหรือไม่ โปรดสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้ว เฉพาะจำเลยที่ 1แถลงคัดค้าน (อันดับ 58,67,57) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างรวม 36,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้อง (18 กุมภาพันธ์ 2530) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จ ค่าชดเชยรวม 10,400 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 10,400 บาท และคืนเงินประกันของเสียหายจำนวน120,000 บาท …
- ฎีกาที่ 1359/2530
แม้ร้านสหกรณ์โรงงานกระดาษบางปะอิน จำกัด จำเลยที่ 1 จะได้เลิกกิจการไปแล้วก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511มาตรา 89 ให้ถือว่ายังคงดำรงอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีของผู้ชำระบัญชีสภาพการเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่1 ยังไม่สิ้นสุดลง การเป็นนายจ้างลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่สิ้นสุดลงโดยการเลิกกิจการของจำเลยที่ 1 และเมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยยังมิได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 3ในฐานะผู้ชำระบัญชีจึงมีหน้าที่จัดการชำระหนี้แก่โจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา90 และ 94 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีชำระหนี้ดังกล่าวจึงหาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ไม่.
- ฎีกาที่ 1359/2530
สหกรณ์แม้จะได้เลิกกิจการไปแล้ว ก็ยังถือว่าคงดำรง อยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี ดังนั้นสภาพการเป็นนิติบุคคลของสหกรณ์ยังไม่สิ้นสุดลง นิติสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างของสหกรณ์กับสหกรณ์นายจ้างจึงหาได้สิ้นสุดลงไม่ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ผู้ชำระบัญชี มีหน้าที่สะสาง ติดตามทรัพย์สินของสหกรณ์ที่มีอยู่มาจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง จะถือว่านายจ้างผิดนัดตั้งแต่วันเลิกจ้างไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าลูกจ้างทวงถามเมื่อใดแล้วลูกจ้างก็ชอบที่จะได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง.