ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 15 จาก 169
- ฎีกาที่ 1359/2530
แม้ร้านสหกรณ์โรงงานกระดาษบางปะอิน จำกัด จำเลยที่ 1 จะได้เลิกกิจการไปแล้วก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 89 ให้ถือว่ายังคงดำรงอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีของผู้ชำระบัญชีสภาพการเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่1 ยังไม่สิ้นสุดลง การเป็นนายจ้างลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่สิ้นสุดลงโดยการเลิกกิจการของจำเลยที่ 1 และเมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยยังมิได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีจึงมีหน้าที่จัดการชำระหนี้แก่โจทก์ในนามของจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 90 และ 94 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ชำระบัญชีชำระหนี้ดังกล่าวจึงหาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ไม่.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1359/2530
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 136 แผ่นที่ 3) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยชำระเงินจำนวน 42,375 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2524จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2524จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 76,931.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 15กุมภาพันธ์ 2526 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสี่ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2527 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้(อันดับ 115 แผ่นที่ 4 และแผ่นที่ 3) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:136/2530
ความว่า จำเลยที่ 3 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายประสิทธิ์ วัยศิลปชัยหรือวรรณศิลปชัย จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 76 วรรคสอง ให้จำคุกจำเลยที่ 311 ปี 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3แต่ให้ขังจำเลยที่ 3 ไว้ในระหว่างฎีกา นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 106) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกันสองแสนบาทให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1360/2530
ในฎีกาของจำเลยยอมรับเป็นปริยายว่า นาง ว.และนางร. อยู่ที่บ้านของ ท.โดยอ้างคำเบิกความของนางว.ในข้อที่ว่าถูกท.เอาปืนจี้ห้ามมิให้ขานรับคำร้องเรียกของ ส. ด้วยเกรงว่าหญิงทั้งสองจะเป็นหน้าม้าให้คนร้ายมาปล้นทรัพย์ อันเป็นการอ้างเอาคำเบิกความของนาง ว. เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนว่ามีความระแวงว่าจะมีคนร้ายมาปล้นแต่แรก ดังนี้คำเบิกความของนาง ว.และนางร. พยานโจทก์รับฟังได้ การที่ จ. ผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ขมับขวาจนมันสมองไหล และ อ.ผู้ตายถูกกระสุนปืนกลางศีรษะกระสุนทะลุกระโหลกศีรษะเป็นแผลฉกรรจ์มาก ผู้ตายทั้งสองน่าจะสิ้นสติฟุบอยู่กับที่คือในเรือตรงที่พบศพผู้ตาย ไม่มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าผู้ตายทั้งสองขึ้นมาบนฝั่ง เมื่อถูกยิงแล้วจึงกระโดดกลับลงไปในเรือ กรณีน่าจะเป็นว่าผู้ตายทั้งสองถูกยิงขณะเรือลอยลำอยู่ภยันตรายที่ใกล้จะถึงจำเลยซึ่งอยู่ที่บ้านบนฝั่งและเกรงว่าฝ่ายผู้ตายจะมาปล้นทรัพย์จึงหามีไม่ การยิงของจำเลยจึงไม่ใช่ก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1360/2530
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับเป็นฎีกา จำเลยเห็นว่า ผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความว่าตำรวจจับคนร้ายได้วันที่ 16 กันยายน 2527 แต่ตำรวจว่าจับกุมตัวจำเลยได้วันที่ 19 กันยายน 2527 ฉะนั้นคนร้ายที่ตำรวจจับได้ครั้งแรกกับจำเลยที่ตำรวจจับได้ครั้งหลังอาจมิใช่คนเดียวกันเป็นเหตุที่น่าสงสัยว่าจำเลยอาจมิใช่ผู้กระทำความผิดและจำเลยสมควรได้รับประโยชน์แห่งความสงสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 58) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357,83 จำคุก 2 ปี ฯลฯ จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 57) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 58) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษ …
- ฎีกาที่ 1361/2530
จำเลยเป็นสมาชิก อพป. มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน ได้รับแจกอาวุธปืนคาร์บินและกระสุนปืนของกลาง ซึ่งเป็นของทางราชการไว้ใช้ประจำตัว เพื่อปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน ฯ.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1361/2530
ความว่า ผู้ร้องประกันตัวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ลงโทษจำเลย จำเลยจะยื่นฎีกาภายในกำหนดต่อไป ผู้ร้องประสงค์ขอประกันตัวจำเลยต่อไปในระหว่างฎีกา โดยขอให้ถือเอาเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2529และเอกสารหลักฐานต่าง ๆ บัญชีทรัพย์ หลักทรัพย์ และสัญญาประกันที่ยื่นไว้ต่อศาล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2529 เป็นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ในการประกันครั้งนี้โดยอนุโลม โปรดอนุญาต หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,288 และ 335 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 20 ปี ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 2 ปีรวมจำคุก 22 ปี ฯลฯ ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 85) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์โดยมีผู้ร้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายชม ช่ว …
- ฎีกาที่ 1362/2530
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานซื้อฝิ่นและฐานมีฝิ่นดิบไว้ในครอบครอง ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มี พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษยกเลิก พระราชบัญญัติฝิ่น เป็นผลให้การซื้อฝิ่นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาย่อมแก้ไขให้ถูกต้องโดยพิพากษายกฟ้องข้อหาซื้อฝิ่นนั้นเสีย ส่วนความผิดฐานมีฝิ่นดิบไว้ในความครอบครองนั้น พระราชบัญญัติ ฝิ่นซึ่งใช้อยู่ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยเพราะกำหนดโทษเบากว่า พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษเป็นการฎีกาการใช้ดุลพินิจของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1362/2530
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานซื้อฝิ่นและฐานมีฝิ่นดิบไว้ในครอบครอง ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษยกเลิก พ.ร.บ. ฝิ่น เป็นผลให้การซื้อฝิ่นไม่เป็นความผิดอีกต่อไปแม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาย่อมแก้ไขให้ถูกต้องโดยพิพากษายกฟ้องข้อหาซื้อฝิ่นนั้นเสีย ส่วนความผิดฐานมีฝิ่นดิบไว้ในความครอบครองนั้น พ.ร.บ. ฝิ่นซึ่งใช้อยู่ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยเพราะกำหนดโทษเบากว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษเป็นการฎีกาการใช้ดุลพินิจ ของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1362/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นางสาวบุญศรี ไทยทองสุข ผู้เสียหายขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฯลฯ เรียงกระทงลงโทษ เช็คจำนวน50,000 บาท จำคุก 3 เดือน และเช็คจำนวน 122,000 บาท จำคุก9 เดือน รวมจำคุก 1 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 8 เดือน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 77 แผ่นที่ 2,77) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 150,000 บาท (อันดับ 51) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามปร …
- ฎีกาที่ 1363/2530
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2ให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้นแต่ไม่อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธ คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ แต่โจทก์ยังมีภาระที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 หมดโอกาสที่จะซักค้านพยานโจทก์ทั้งที่จำเลยที่ 2 ไปศาลในวันสืบพยานโจทก์สำหรับจำเลยที่1แล้ว จึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ถูกต้อง.
- ฎีกาที่ 1363/2530
คำให้การของจำเลยแม้จะไม่อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธ อันจะทำให้จำเลยไม่มีประเด็นที่จะต้องนำสืบ แต่โจทก์ยังมีภาระจะต้องสืบพยานให้ได้ความตามข้ออ้างของโจทก์.
- ฎีกาที่ 1363/2530
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้นแต่ไม่อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธ คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ แต่โจทก์ยังมีภาระที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 หมดโอกาสที่จะซักค้านพยานโจทก์ทั้งที่จำเลยที่ 2 ไปศาลในวันสืบพยานโจทก์สำหรับจำเลยที่1แล้ว จึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ถูกต้อง.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1363/2530
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 62) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340,83 ฯลฯ จำคุก 12 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์60 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ โดยมีคำร้องประกอบ ศาลอุทธรณ์สั่งคำร้องว่า ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้องจำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 62) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยตีราคาประกัน200,000 บาท (อันดับ 5) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาค่าประกันสามแสนบาทถ้วน ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1364/2530
ความว่า คดีนี้ โจทก์ฎีกา แต่เนื่องจากจำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2528 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า2 ปี 2 เดือนแล้ว และจำเลยจะได้รับพระราชทานอภัยโทษในวันที่5 ธันวาคม ศกนี้โปรดเร่งพิพากษาให้คดีถึงที่สุดก่อนการประกาศพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา บริษัทซัมมิทออยล์ จำกัด ผู้เสียหายขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคหนึ่ง และมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 266การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ เรียงกระทงลงโทษ ตามมาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี ตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งประกอบกับมาตรา 266 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 15 ปี ฯลฯ ริบของกลางให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 5,320,930 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาใช้เอกสารปลอมตามประมว …
- ฎีกาที่ 1365/2530
ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องโจทก์และสั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ ซึ่งถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงว่าได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2แล้วแต่ส่งไม่ได้ขอให้จัดส่งใหม่ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ได้ทราบถึงผลการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องว่าส่งไม่ได้แล้ว เมื่อนับจากวันที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ได้จนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้นเกิน 15 วันแล้วการที่โจทก์ไม่แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบเป็นการทิ้งฟ้อง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2ออกจากสารบบความได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ทำให้คดีเสร็จทั้งเรื่องแต่เป็นเหตุให้คดีโจทก …
- ฎีกาที่ 1365/2530
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2มีผลทำให้คดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เสร็จสิ้นไป จึงไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ทันที ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า ให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้จำเลย ถ้า ส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ปรากฏว่าส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2527 โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 12พฤศจิกายน 2527 ขอให้จัดส่งหมายแก่จำเลยที่ 2 ใหม่ ในคำแถลงดังกล่าวมีข้อความชัด ว่าโจทก์ได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 ดังนั้นต้องถือว่าโจทก์ได้ทราบถึงผลของการการส่งหมายว่าส่งไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2527 ซึ่งเมื่อนับจากวันที่ส่งหมายไม่ได้จนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2527 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโ …
- ฎีกาที่ 1365/2530
ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องโจทก์และสั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ ซึ่งถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงว่าได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 แล้วแต่ส่งไม่ได้ขอให้จัดส่งใหม่ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ได้ทราบถึงผลการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องว่าส่งไม่ได้แล้ว เมื่อนับจากวันที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ได้ จนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องสำหรับ จำเลยที่ 2 นั้นเกิน 15 วัน แล้วการที่โจทก์ไม่แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดถือได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบเป็นการทิ้งฟ้อง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2ออกจากสารบบความได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ทำให้คดีเสร็จทั้งเรื่องแต่เป็นเหตุให้คด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1365/2530
ความว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 16และที่ 18 อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า ค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใดในระหว่างปิดงาน นั้น เป็นค่าเสียหายซึ่งเป็นดุลพินิจของศาล จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ทั้งเก้าเห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยปิดงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ควรมีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ ตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งศาลแรงงานก็ได้ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในข้อ 3 แล้ว แต่ศาลแรงงานกลางมิได้พิพากษาตามประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งไว้ดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่นอกจากนั้นโจทก์ยังอุทธรณ์อีกว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์บางส่วน เป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญั …
- ฎีกาที่ 1366/2530
จำเลยได้เข้าทำสัญญาก่อสร้างอาคารและอุปกรณ์ต่าง ๆ กับผู้ที่จ้างแล้ว ต่อมาในขณะที่จำเลยยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างและยังไม่มีสิทธิรับเงินค่าก่อสร้าง จำเลยได้โอนสิทธิเรียกร้องค่าก่อสร้างที่จะพึงมีขึ้นในอนาคตให้แก่ผู้ร้อง ดังนี้เมื่อสิทธินี้อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้ การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะมีในอนาคตย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303.(ที่มา-ส่งเสริม)