ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 3 จาก 169
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1165/2530
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์จำเลยเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจของศาล อันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลย จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยด้วย หมายเหตุ ศาลแรงงานกลางได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว (อันดับ 48) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย6,300 บาท ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,050 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 3,000 บาท สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมานั้น ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงินค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง ส่วนเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามเมื่อใด จึงให้คิดดอกเบี้ยร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1166/2530
ความว่า จำเลยฎีกา โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือมีการตกลงกันตามคำร้องลงวันที่ 4 ตุลาคม 2526ต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 150) กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าโจทก์ตกลงขายและจำเลยตกลงซื้อที่ดินพิพาท 3 แปลงพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ในราคา 1,500,000 บาท โดยจำเลยจะชำระราคาภายใน 10 เดือนนับแต่วันทำสัญญายอม ฯลฯ หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระราคา ให้ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามสัญญายอมเป็นอันยกเลิก และจำเลยยอมให้โจทก์บังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทันที กับยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาทนับแต่วันทำสัญญายอมเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารทั้งสิ้นจะออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น และต่ …
- ฎีกาที่ 1167/2530
เมื่อปรากฏว่าผู้ตายมีส่วนในการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยว ชนกับรถยนต์ที่จำเลยขับสวนมาด้วยความประมาทเช่นเดียวกันดังนั้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ซึ่งเป็นบิดาเป็นผู้บุพการีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1167/2530
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า เป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2.1 และ 2.2 นั้น จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานว่า การที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงเพียงว่าการรับแจ้งทาง โทรศัพท์อาจผิดพลาดได้ประกอบกับคำเบิกความของนางสาวทิพวัลย์เลิศสมบัติวัฒนาที่ว่าโจทก์มิใช่ผู้ที่ถูกร้องเรียน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มิได้เป็นผู้กระทำความผิดนั้นเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกระบวนวิธีพิจารณาโปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน (อันดับ 53) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในสภาพการจ้างเดิมและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำน …
- ฎีกาที่ 1167-1168/2530
คดีสองสำนวนซึ่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน สำนวนแรกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นรับไว้โดยมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำนวนที่สองศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องซึ่งตรงกันข้ามกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง บิดาเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนบุตรซึ่งถึงแก่ความตายว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาท ทำให้บุตรโจทก์และบุคคลอื่นถึงแก่ความตายเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุเกิดรถชนกันเพราะผู้ตายซึ่งเป็นบุตรโจทก์มีส่วนกระทำการโดยประมาทผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้บุพการีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประม …
- ฎีกาที่ 1167-1168/2530
คดีสองสำนวนซึ่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน สำนวนแรกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นรับไว้โดยมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำนวนที่สองศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องซึ่งตรงกันข้ามกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง บิดาเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนบุตรซึ่งถึงแก่ความตายว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาท ทำให้บุตรโจทก์และบุคคลอื่นถึงแก่ความตายเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุเกิดรถชนกันเพราะผู้ตายซึ่งเป็นบุตรโจทก์มีส่วนกระทำการโดยประมาทผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้บุพการีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามปร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1168/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา มีเหตุผลที่จะชนะคดีอย่างแน่นอน โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 108) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอพยพขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารเลขที่ 120/324-120/325 ถนนราชปรารภแขวงถนนพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร จนหมดสิ้น ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 44,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราวันละ 2,000บาท จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,000 บาท รวม 28,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราวันละ 2,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารที่เช่าหมดสิ้น จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 262,803.33 บาทให้จำเลยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคำขอของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1169/2530
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป จึงขอถอนฎีกาโปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 248) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 25,771,006.69 บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน25,400,581.53 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะใช้เงินให้แก่โจทก์เสร็จ จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 25,771,006.69 บาทให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้นและเมื่อโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยแล้วให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์โรงงานที่พิพาทและโอนทะเบียนรถยนต์บรรทุก 4 คัน ให้จำเลย ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา (อันดับ 221) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 248) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:117/2530
จำเลยได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของสำเนาเอกสารและ สืบพยานคัดค้านไว้แล้วในศาลชั้นต้น ดังนั้น หากจำเลยประสงค์ จะอ้างต้นฉบับเพื่อนำมาสนับสนุนข้อโต้แย้งและเพื่อหักล้าง สำเนาเอกสารดังกล่าว ก็ชอบที่จะดำเนินการเสียให้ถูกต้อง ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยเพิ่งจะมาขอ ในชั้นฎีกาจึงไม่มีเหตุผลอันควรอนุญาต
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1170/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,340 ตรี ฯลฯ จำคุก 18 ปี และริบของกลาง สำหรับข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ คืนของกลางให้เจ้าของแต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 92) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยตีราคาประกัน150,000 บาท (อันดับ 64) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกัน150,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1171/2530
ความว่า จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาไว้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2530แต่เพื่อความสมบูรณ์จำเลยจึงขอยื่นคำแก้ฎีกาเพิ่มเติมจากคำแก้ฎีกาที่ได้ยื่นไว้แล้ว โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนทำลายพินัยกรรมที่จำเลยนำไปแสดงต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี และให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งมรดกที่ดินโฉนดดังกล่าว เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 66 ตารางวา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา (อันดับ 137) จำเลยรับสำเนาฎีกาโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2530(อันดับ 138 แผ่นที่ 7) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 141) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ปรากฏว่าพ้นกำหนดยื่นคำแก้ฎีกาแล้วจะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาอีกไม่ได้ จึงให้ยกคำร้องขอเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาของจำเลย แต่ให้รับไว้เป็นคำแถลงการณ์ จัดการส่งสำเนาให้แก่โจทก์ด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1172/2530
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายควรที่ศาลฎีกาจะได้พิจารณาว่า การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติแล้วนั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาอันประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 หรือไม่ฎีกาของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 53) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พ.ศ. 2482มาตรา 22,64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษ ความผิด …
- ฎีกาที่ 1173/2530
ฎีกาที่ว่าศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการปลดหนี้ให้แก่จำเลยเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เมื่อมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์เพิ่งจะยกขึ้นในชั้นฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบกับมาตรา 225 แม้ฎีกาข้อนี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สมควรรับวินิจฉัยให้ ฎีกาที่ว่าศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกคำเบิกความของพยานจำเลยปากมาวินิจฉัย เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายนั้นเป็นฎีกาโต้เถียง ดุลพินิจ ในการวินิจฉัยชั่ง น้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1173/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำคุก 2 ปี ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 58) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 70,000 บาท (อันดับ 39) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วคดีนี้ ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยก็ยังไม่ยื่นฎีกา จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1174/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 จำคุก 3 ปี คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 122,121 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 93) คำสั่ง คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรได้พิจารณาคำฟ้องฎีกาของจำเลยประกอบด้วย แต่จำเลยยังมิได้ยื่นมา จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1175/2530
เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันสัญญาประนีประนอมยอมความของลูกหนี้ในวงเงิน 200,000 บาท ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่บริษัท ส.(เจ้าหนี้เดิมของลูกหนี้) ไปเป็นเงิน 22,500 บาทแล้ว จึงเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิไล่เบี้ยในมูลหนี้ที่ตนได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้จำนวน 22,500 บาท ส่วนหนี้ที่เจ้าหนี้จะต้องรับผิดต่อบริษัท ส. ที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้นั้น เมื่อบริษัท ส. ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามจำนวนที่ลูกหนี้ยังเป็นหนี้อยู่จริงก็ต้องหักยอดเงินที่บริษัท ส.ได้รับชำระหนี้จากเจ้าหนี้จำนวน 22,500 บาท ออกเสียก่อนและถือได้ว่าบริษัท ส.ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าต่อไปตามพ …
- ฎีกาที่ 1175/2530
เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันสัญญาประนีประนอมยอมความของลูกหนี้ในวงเงิน 200,000 บาท ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่บริษัท ส.(เจ้าหนี้เดิมของลูกหนี้) ไปเป็นเงิน 22,500 บาทแล้ว จึงเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิไล่เบี้ยในมูลหนี้ที่ตนได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้จำนวน 22,500 บาท ส่วนหนี้ที่เจ้าหนี้จะต้องรับผิดต่อบริษัท ส. ที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้นั้น เมื่อบริษัท ส. ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามจำนวนที่ลูกหนี้ยังเป็นหนี้อยู่จริงก็ต้องหักยอดเงินที่บริษัท ส.ได้รับชำระหนี้จากเจ้าหนี้จำนวน 22,500 บาท ออกเสียก่อนและถือได้ว่าบริษัท ส.ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าต่อไปตามพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1175/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(4) กระทงหนึ่ง ให้จำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี และตามมาตรา 371 อีกกระทงหนึ่ง ปรับ 90 บาท รวมสองกระทง จำคุก 3 ปีและปรับ 90 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี และปรับ 60 บาท ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่าจำเลยจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 101,100) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 103,000 บาท (อันดับ 75) คำสั่ง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกายกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1176/2530
สัญญากู้ระบุว่าเมื่อครบ 6 เดือนนับแต่วันกู้เงิน หากผู้กู้ไม่นำเงินมาชำระ ผู้กู้ยอมให้ที่นา ส.ค. 1 ตกเป็นของผู้ให้กู้ โดยเหตุนี้เมื่อสัญญากู้ครบกำหนดตามที่ระบุไว้ในสัญญา โดยเหตุนี้เมื่อสัญญากู้ครบกำหนดตามที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้กู้ไม่นำเงินกู้มาชำระ การครอบครองที่นาของผู้ให้กู้จึงเป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ โดยถือว่าผู้กู้เจ้าของเดิมสละการครอบครองแล้ว ผู้ให้กู้ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่นาดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองครอบครองที่นานั้นต่อมาจากผู้ให้กู้ซึ่งถึงแก่กรรม โจทก์ทั้งสองย่อมได้สิทธิครอบครองในที่นาด้วย.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1176/2530
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2530 เพื่อขออนุญาตยื่นฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะอนุญาตตามกฎหมาย ยกคำร้อง จำเลยเห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาจะไม่ยื่นฎีกาต่อสู้คดีนี้แต่อย่างใด แต่เนื่องจากคดีนี้เดิมนายบุญรอด อ่อนดีกุล เป็นทนายจำเลยและในระหว่างอุทธรณ์นายบุญรอด อ่อนดีกุล ถูกต้องโทษจำคุกนายบุญรอด อ่อนดีกุล จึงได้ฝากการยื่นอุทธรณ์ไว้กับนายมนตรีคงสุพรรณซึ่งเป็นทนายผึกหัดในสำนักงานทำการยื่นอุทธรณ์แทนจนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้มีหมายนัดไปยังนายมนตรี คงสุพรรณ เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่านายมนตรี คงสุพรรณ หาได้แจ้งวันนัดและผลของคำพิพากษาให้จำเลยทราบไม่ จำเลยเพิ่งมาทราบผลคดีเมื่อได้รับคำบังคับ นอกจากนี้จำเลยยังได้ต่อสู้คดีไว้ในคดีหมายเลขดำที่ 25/2529 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี โดยอ้างข้อเท็จจริงในคดีนี้และคดีดังกล่าวรอฟังผลคดีนี้อยู่ จึงไม่มีเหต …