ปี พ.ศ.: 2530
3,362 รายการ · หน้า 2 จาก 169
- ฎีกาที่ 1101/2530
การที่จำเลยทำหนังสือส่งไปยังประธานคณะกรรมการตุลาการและกรรมการตุลาการอื่นทุกคนกล่าวหาว่า โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการตุลาการคนหนึ่งผูกใจเจ็บแค้นมารดาจำเลยเพราะมีคดีเรื่องบุกรุกและหาเหตุกลั่นแกล้งจนมารดาจำเลยถึงแก่กรรม แล้วโจทก์ยังมาฟ้องกล่าวหาจำเลยในมูลละเมิดโดยใช้อิทธิพลในฐานะเป็นกรรมการตุลาการทำให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีเกิดความกลัวบีบบังคับให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยในการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว อันทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งที่จำเลยรู้ดีว่าไม่มีมูลความจริง ย่อมแสดงให้เห็นในเบื้องต้นถึงเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ของจำเลย ทั้งจำเลยก็ไม่อาจแก้ตัวได้ว่ากระทำการดังกล่าวเพื่อป้องกันผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนหรือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) เพราะในคดีแพ่งที่โจทก์จำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับมูลละเมิด จำเลยก็มีทนายช่วยแก …
- ฎีกาที่ 1106/2530
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1107/2530
การไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 253 วรรคสองนั้นหมายถึงการไต่สวนถึงเหตุที่ทำให้มีการร้องขอให้โจทก์วางเงินซึ่งมีอยู่ 2 เหตุ คือโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาลเหตุหนึ่ง หรือถ้ามีเหตุอันเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอีกเหตุหนึ่ง เมื่อจำเลยร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันโดยอ้างเหตุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาในประเทศอังกฤษ ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล และโจทก์ยอมรับในคำแถลงคัดค้านแล้วว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนอีก จำนวนเงินที่ศาลจะสั่งให้โจทก์วางประกันนั้น ตามมาตรา253วรรคสองดังกล่าว บัญญัติให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะให้โจทก์วางประกันรวมตลอดทั้งระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรจึงไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนอีกเช่นกัน ศาลชอบที่จะกำหนดจำนวนเงินประกันไปตามที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงความรับผิดในค่า …
- ฎีกาที่ 1107/2530
การไต่สวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 วรรคสอง หมายถึงการไต่สวนถึงเหตุที่ทำให้มีการร้องขอให้โจทก์วางเงินซึ่งมีอยู่ 2 เหตุคือโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาลเหตุหนึ่งหรือถ้า มี เหตุแน่นแฟ้นอันเป็นที่เชื่อ ได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอีกเหตุหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อเหตุที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยกขึ้นอ้างเพื่อร้องขอให้โจทก์วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายนั้นจำเลยอ้างเหตุว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล ซึ่งเหตุนี้โจทก์ยอมรับในคำแถลงคัดค้านของโจทก์แล้วว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษโจทก์จึงไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล นอกจากนั้นจากคำแถลงของโจทก์ที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณา โจทก์ก็แถลงขอวางเงินค่าธรรมเนียมศาลเป็นจำนวน 50,000 บาท จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนอะไรอีก และสำหรับจำนวนเงินที่ศาลจะสั่งให้โจทก์วางประกันนั้น มาตร …
- ฎีกาที่ 1107/2530
การไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 253 วรรคสองนั้นหมายถึงการไต่สวนถึงเหตุที่ทำให้มีการร้องขอให้โจทก์วางเงินซึ่งมีอยู่ 2 เหตุ คือโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาลเหตุหนึ่ง หรือถ้ามีเหตุอันเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอีกเหตุ หนึ่ง เมื่อจำเลยร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันโดยอ้างเหตุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาในประเทศอังกฤษ ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล และโจทก์ยอมรับในคำแถลงคัดค้านแล้วว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนอีก จำนวนเงินที่ศาลจะสั่งให้โจทก์วางประกันนั้น ตามมาตรา 253 วรรคสองดังกล่าว บัญญัติให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะให้โจทก์วางประกันรวมตลอดทั้งระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรจึงไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนอีกเช่นกัน ศาลชอบที่จะกำหนดจำนวนเงินประกันไปตามที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงความรับผิดใน …
- ฎีกาที่ 1109/2530
จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นข้าราชการตำแหน่งทรัพยากรธรณีจังหวัดรับเรื่องราวขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมืองจากโจทก์แล้วมิได้นำเสนออธิบดีกรมทรัพยากรธรณีเพื่อพิจารณาอนุญาตโดยตรง หากแต่เสนอเรื่องราวดังกล่าวไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอความเห็นก่อน ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลหน่วยงานนี้สั่งการไว้ โดยคำสั่งดังกล่าวปฏิบัติตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดและคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมอบหมายให้ปฏิบัติราชการตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 218ข้อ (1)(2) อีกทั้งไม่มีระเบียบทางราชการกำหนดวิธีการปฏิบัติเป็นอย่างอื่น จึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยระเบียบแบบแผนของทางราชการ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 57 มิได้บังคับว่าอธิบดีของจำเลยที่ 1 ต้องอนุญาตให้ผู้ถือประทานบัตรเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเหมืองเสมอไป หากแต่ให้อยู่ในดุลพินิจที่จะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ ดังน …
- ฎีกาที่ 1109/2530
จำเลยใช้ดุลพินิจ สั่งการและปฏิบัติไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ทั้งสองฟ้องเป็นคดีเดียวกัน แต่ความเสียหายของโจทก์แต่ละคนที่ได้รับต่างกันและเป็นคนละจำนวน เป็นสิทธิเรียกร้องที่สามารถแยกต่างหากจากกันได้ โจทก์ทั้งสองต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนค่าเสียหายซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง.
- ฎีกาที่ 1109/2530
จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นข้าราชการตำแหน่งทรัพยากรธรณีจังหวัด รับเรื่องราวขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมืองจากโจทก์แล้วมิได้นำเสนออธิบดีกรมทรัพยากรธรณีเพื่อพิจารณาอนุญาตโดยตรง หากแต่เสนอเรื่องราวดังกล่าวไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอความเห็นก่อน ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลหน่วยงานนี้สั่งการไว้ โดยคำสั่งดังกล่าวปฏิบัติตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดและคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมอบหมายให้ปฏิบัติราชการตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ข้อ (1) (2) อีกทั้งไม่มีระเบียบทางราชการกำหนดวิธีการปฏิบัติเป็นอย่างอื่น จึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยระเบียบแบบแผนของทางราชการ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 57 มิได้บังคับว่าอธิบดีของจำเลยที่ 1 ต้องอนุญาตให้ผู้ถือประทานบัตรเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเหมืองเสมอไป หากแต่ให้อยู่ในดุลพินิจที่จะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ก็ได้ ด …
- ฎีกาที่ 111/2530
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย และสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายในวันที่ 21 มกราคม 2528 หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ พนักงานเดินหมายไปส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้ทนายโจทก์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2528 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2528 จำเลยยื่นคำแถลงว่าได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ทนายโจทก์แล้วแต่ส่งให้ไม่ได้ขอให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ใหม่ ซึ่งแสดงว่าจำเลยได้ทราบผลการส่งสำเนาอุทธรณ์นั้นแล้ว การที่จำเลยไม่แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246กรณีเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์.
- ฎีกาที่ 111/2530
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย และสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน วันที่ 21 มกราคม 2528 หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ พนักงานเดินหมายไปส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้ทนายโจทก์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2528 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2528 จำเลยยื่นคำแถลงว่าได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ทนายโจทก์แล้วแต่ส่งให้ไม่ได้ขอให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ใหม่ ซึ่งแสดงว่าจำเลยได้ทราบผลการส่งสำเนาอุทธรณ์นั้นแล้ว การที่จำเลยไม่แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 กรณีเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์
- ฎีกาที่ 1110/2530
โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ถอนใบอนุญาตของโจทก์และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี เมื่อคณะผู้ชำระบัญชีประชุมมีมติให้ผู้ชำระบัญชี 2 คนมีอำนาจลงชื่อร่วมกันแต่งตั้งทนายความฟ้องคดีได้ ผู้ชำระบัญชี 2 คนจึงมีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องจำเลยได้ โจทก์เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ การที่โจทก์จัดการซื้อหุ้นตลอดจนออกเงินทดรองค่าหุ้นให้แก่จำเลยไปนั้น จำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าที่โจทก์ดำเนินกิจการดังกล่าวไปก็เพื่อประโยชน์ที่จะได้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย หาได้กระทำให้เปล่าโดยไม่มีประโยชน์ตอบแทนไม่จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยสั่งซื้อหุ้นจำนวน 500 หุ้น แต่จำเลยได้สั่งขายหุ้นดังกล่าวไป 300 หุ้น จึงเหลือหุ้นที่จำเลยสั่งซื้อไว้และยังไม่ได้ขายอีก 200 หุ้นจำเลยต้องรับผิดใช้เงินค่าหุ้นที …
- ฎีกาที่ 1111/2530
โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินไปสู่ถนนหลวงโดยสงบเปิดเผยมากว่า 10 ปี จึงได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบด้วย มาตรา 1382 แม้โจทก์สามารถใช้คันเหมืองไปสู่ทางสาธารณะได้ ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของโจทก์ในการใช้ทางพิพาทซึ่งได้มาโดยอายุความเสียไป จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอันมีทางพิพาทเพราะได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 ไปแล้วหลังจากโจทก์ฟ้องคดี แต่จำเลยที่ 1เป็นผู้ปิดทางพิพาทอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ก่อนที่จะโอนขายให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้เปิดทางพิพาทได้.
- ฎีกาที่ 1111/2530
โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินไปสู่ทางสาธารณะ โดยสงบและเปิดเผยมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว จึงได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความตามป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แม้โจทก์สามารถใช้คันลำเหมืองไปสู่ทางสาธารณะได้ ก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ในการใช้ทางพิพาทเสียไปไม่ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอันมีทางพิพาทเพราะได้โอนขายให้จำเลยที่ 3 ไปแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปิดทางพิพาทอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ก่อนที่จะโอนขายให้จำเลยที่ 3 โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 เปิดทางพิพาทได้.
- ฎีกาที่ 1112/2530
จำเลยเพิ่งมาอ้างในชั้นฎีกาว่า การที่จะพิจารณาว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาขนส่งพิพาทให้โจทก์หรือไม่เพียงใด ต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางทะเลของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากคู่สัญญาขนส่งคือผู้ส่งและผู้ขนส่งได้ตกลงไว้เช่นนั้นตามมาตรา 13 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ข้อต่อสู้ดังกล่าวจำเลยหาได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เพราะถือว่ามิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ตามป.วิ.พ. มาตรา 249 ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายว่าด้วย การรับขนทางทะเลและไม่ปรากฏว่า มีจารีตประเพณีว่าด้วยการนี้จึงต้องใช้ ป.พ.พ.บรรพ 3ลักษณะ 8 เรื่องรับขน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรค 3 ข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดที่เขียนไว้ด้านหลังใบตราส่งนั้นหากไม่ปรากฏว่าผู้ส่งได้แสดงความตกล …
- ฎีกาที่ 1113/2530
โจทก์ผลิตขาจักรเย็บผ้าที่ใช้เท้าถีบเป็นชุดซึ่งประกอบด้วยแผงข้าง 2 แผง วงล้อสำหรับใส่สายพาน ที่วางเท้าสำหรับถีบและที่กำบังสายพานและขายให้ตามคำสั่งซื้อของพ่อค้าที่สั่งหัวจักรมาจากต่างประเทศเท่านั้น แล้วพ่อค้าที่ซื้อขาจักรเย็บผ้าจากโจทก์ได้นำไปประกอบกับหัวจักรที่สั่งเข้ามาจากต่างประเทศให้เป็นจักรเย็บที่ใช้การได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แยกขาจักรเย็บผ้าที่โจทก์ผลิตออกขายเป็นชิ้น ๆ ดังนั้น ขาจักรเย็บผ้าที่ใช้เท้าถีบที่โจทก์ผลิตเป็นชุดดังกล่าวจึงไม่อยู่ในลักษณะสิ่งของที่มีไว้ ตระเตรีมไว้เพื่อใช้แทนสิ่งของที่ชำรุดเสียหายหรือเมื่อเวลาจำเป็น จึงมิใช่อะไหล่ของจักรเย็บผ้าใช้เท้าถีบ ไม่เข้าลักษณะเป็นสินค้าตามหมวด 8(5) ของบัญชี 1ท้ายพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นภาษีการค้า(ฉบับที่44) พ.ศ.2517 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 7.(ที่มา-ส่งเสริ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1160/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 58,73,74,74 ทวิ ฯลฯประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งโรงงานจำคุก 1 ปี ฐานมีไม้ประดู่แปรรูปจำคุก 2 เดือนรวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 29,28) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 12) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1161/2530
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 19066/2528 นี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 5135/2528 ซึ่งผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคนเดียวกันในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ กระทงแรกจำคุก 3 เดือนกระทงที่สองจำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 9 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ(อันดับ 28 แผ่นที่ 5,28,28 แผ่นที่ 4) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 50,000 บาท (อันดับ 18) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1162/2530
ความว่า หากบังคับคดีไปก่อนแล้วจะทำให้ผู้ร้องทั้งสองได้รับความเสียหายและเดือดร้อนไร้ที่อยู่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 61) กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยตกลงยินยอมรื้อถอนบ้านเลขที่ 633/2 และ 623/3 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3895 ตำบลมักกะสัน(ประแจจีน)อำเภอดุสิต(พญาไท) กรุงเทพ ฯลฯ และตกลงจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยผิดนัด ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาขอให้ออกหมายบังคับคดี ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการรื้อถอนบ้านเลขที่ 623/2 และ 623/3 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว (อัน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1163/2530
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีเหตุผลซึ่งศาลฎีกาอาจยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น และมีทางชนะคดีโจทก์ได้โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน และหากศาลฎีกาเห็นเป็นการสมควรเพื่อความเสียหายอันอาจจะมีขึ้นผู้ร้องยินดีที่จะวางเงินจำนวน1,200 บาทต่อเดือนซึ่งสูงกว่าจำนวนเงินค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยตามฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 59) กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยตกลงยินยอมรื้อถอนบ้านเลขที่ 623/2 และ 623/3 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3895 ตำบลมักกะสัน(ประแจจีน)อำเภอดุสิต(พญาไท) กรุงเทพ ฯลฯและตกลงจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยผิดนัด ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาขอให้ออกหมายบังค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1164/2530
ความว่า โจทก์ฎีกา โดยเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นหมายนัดแจ้งว่าศาลมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลจำนวน 82,050 บาทมาชำระต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันรับหมายนี้ มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ทิ้งฎีกา โจทก์เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิให้โจทก์ได้เช่าช่วง 20 ปีตามสัญญา เป็นการขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญามิใช่เรียกร้องเอากรรมสิทธิ์ในทรัพย์มาเป็นของตน จึงเป็นคำขอที่ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลชั้นต้น หากโจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา ก็น่าจะเสียตามจำนวนทุนทรัพย์เช่นเดียวกับที่เสียในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ คือ 37,500 บาท จากทุนทรัพย์1,500,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้เสียไว้แล้ว 200 บาท ก็ให้เสียเพิ่มอีกเพียง 37,000 บาท โปรดมีคำสั่งแก้เป็นว่าโจทก์ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามที่ศาลชั้นต้นสั่งไว้ หรือมิฉะนั้นให้โจทก์เสียค่าขึ้ …