ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 11 จาก 173
- ฎีกาที่ 1195/2531
โจทก์บรรยายฟ้องว่าเจาะจงตัวจำเลยที่ 2 ว่าเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัท ส.จำกัด ไม่ต้องระบุว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 2 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์นั่งรถยนต์รับจ้างสามล้อที่ ก.เป็นผู้ขับขี่แล่นมาถึงบริเวณใกล้ที่พักผู้โดยสารประจำทางใกล้สะพานสท้านนภา โฉมหน้าจากสถานีขนส่งสายใต้ไปทางสามแยกท่าพระถูกรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 81 คันหมายเลขทะเบียน กท. จ.3991 พุ่งเข้าชนนั้นย่อมชัดแจ้งเข้าใจได้แล้วว่ารถชนกันที่ใด ส่วนค่าเสียหายโจทก์ก็บรรยายฟ้องแยกชนิดประเภทความเสียหายว่าเป็นเงินส่วนละเท่าใด ความเสียหายที่ทำให้โจทก์เสียฆานประสาทก็บรรยายว่าไม่อาจรับความรู้สึกในการดมกลิ่นอีกฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด ไม่ได้ฟ้องเกี่ยวกับสินสมรถเป็นการฟ้องตามสิทธิที่มีอยู่เป็นการเฉพาะตัว จึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากสามี โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1195/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง คดีต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาโจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงที่มิได้ปรากฏในสำนวน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ ทนายจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 196) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,289(4),83 ฯลฯ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 194) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 196) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังข้อเท็จจริงที่มิได้ปรากฏในสำนวนอย่างใด ฎีก …
- ฎีกาที่ 1196/2531
จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถของจำเลยที่ 2 มีที่พักอยู่ในบริเวณบริษัทซึ่งใช้เป็นโรงรถด้วย เมื่อเลิกงานจำเลยที่ 1 รวมทั้งพนักงานขับรถคนอื่น ๆ จะนำรถเข้าจอดในโรงรถเอากุญแจรถแขวนไว้ข้างฝาผนังโรงรถ พนักงานขับรถสามารถหยิบกุญแจไปได้ ตอนเช้าพนักงานขับรถแต่ละคนก็ขับรถคันที่ตนขับประจำออกไปปฏิบัติงาน เท่ากับว่าจำเลยที่ 2 มอบรถให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บหลังเลิกงานเพื่อนำรถออกปฏิบัติงานในวันต่อไป แม้จะให้เอากุญแจรถแขวนไว้ข้างฝาก็มิได้เก็บมิดชิดรัดกุม ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้พนักงานขับนำรถออกไปใช้เมื่อหมดเวลาทำงานหรือในวันหยุดได้ด้วย ดังนั้นแม้วันเกิดเหตุจะเป็นวันหยุดงานและเกิดเหตุนอกเวลาทำงานและจำเลยที่ 1 เอารถคันเกิดเหตุออกไปส่งญาติ ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถออกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดในการละเมิดของจำเลยที่ 1.
- ฎีกาที่ 1196/2531
จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถของจำเลยที่ 2 มีที่พักอยู่ ในบริเวณบริษัทซึ่งใช้เป็นโรงรถด้วย เมื่อเลิกงานจำเลยที่ 1 รวมทั้งพนักงานขับรถคนอื่น ๆ จะนำรถเข้าจอดในโรงรถ เอากุญแจรถ แขวนไว้ข้างฝาผนังโรงรถพนักงานขับรถสามารถหยิบกุญแจไปได้ ตอนเช้า พนักงานขับรถแต่ละคนก็ขับรถคันที่ตนขับประจำออกไปปฏิบัติงาน เท่ากับว่าจำเลยที่ 2 มอบรถให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บหลังเลิกงาน เพื่อนำรถออกปฏิบัติงานในวันต่อไป แม้จะให้เอากุญแจรถแขวนไว้ ข้างฝาก็มิได้เก็บมิดชิดรัดกุม ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้ พนักงานขับนำรถออกไปใช้เมื่อหมดเวลาทำงานหรือในวันหยุดได้ด้วย ดังนั้นแม้วันเกิดเหตุจะเป็นวันหยุดงานและเกิดเหตุนอกเวลาทำงาน และจำเลยที่ 1 เอารถคันเกิดเหตุออกไปส่งญาติ ก็ถือได้ว่าจำเลย ที่ 1 ขับรถออกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ซึ่ง เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดในการละเมิดของจำเลยที่ 1
- ฎีกาที่ 1196/2531
จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถของจำเลยที่ 2 มีที่พักอยู่ในบริเวณบริษัทซึ่งใช้เป็นโรงรถด้วย เมื่อเลิกงานจำเลยที่ 1 รวมทั้งพนักงานขับรถคนอื่น ๆ จะนำรถเข้าจอดในโรงรถ เอากุญแจรถแขวนไว้ข้างฝาผนังโรงรถ พนักงานขับรถสามารถหยิบกุญแจไปได้ ตอนเช้าพนักงานขับรถแต่ละคนก็ขับรถคันที่ตนขับประจำออกไปปฏิบัติงาน เท่ากับว่าจำเลยที่ 2 มอบรถให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บหลังเลิกงานเพื่อนำรถออกปฏิบัติงานในวันต่อไป แม้จะให้เอากุญแจรถแขวนไว้ข้างฝาก็มิได้เก็บมิดชิดรัดกุม ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้พนักงานขับนำรถออกไปใช้เมื่อหมดเวลาทำงานหรือในวันหยุดได้ด้วย ดังนั้นแม้วันเกิดเหตุจะเป็นวันหยุดงานและเกิดเหตุนอกเวลาทำงานและจำเลยที่ 1 เอารถคันเกิดเหตุออกไปส่งญาติ ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถออกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดในการละเมิดของจำเลยที่ 1
- ฎีกาที่ 1197/2531
เมื่อการก่อสร้างอาคารในต่างจังหวัดเสร็จลง โจทก์ต้องเดินทางกลับมาประจำบริษัทจำเลยเพื่อรอฟังคำสั่งให้ไปควบคุมงานในโครงการ อื่นต่อไประหว่างรองานที่บริษัทจำเลย โจทก์คงได้รับเงินเดือนเพียง อย่างเดียวไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง เบี้ยเลี้ยงจึงเป็นเงินตอบแทน ในการทำงานเฉพาะในเวลาที่โจทก์ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัด เท่านั้น มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงาน ปกติของวันทำงานอันจะถือเป็นค่าจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ ระหว่างรองานอยู่ที่บริษัทจำเลย จึงไม่ต้องนำเบี้ยเลี้ยงมารวม ค่าชดเชยด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1197/2531
ความว่า จำเลยที่ 13 ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาไว้ บัดนี้ จำเลยที่ 13 ไม่ติดใจจะอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาอีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องดังกล่าว โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหมดผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4,4 ทวิ,5,10,12,15 ซึ่งแก้ไขใหม่แล้ว และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 3 เดือนเนื่องจากเป็นการร่วมกันเล่นการพนันเป็นจำนวนรายใหญ่ จึงเห็นควรไม่รอการลงโทษ ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 13 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ (อันดับ 281) ทนายจำเลยที่ 13 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา(อันดับ 283) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 13 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 294) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยที่ 13 ถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกานับแต่วั …
- ฎีกาที่ 1197-1206/2531
เมื่อการก่อสร้างอาคารในต่างจังหวัดเสร็จลง โจทก์ต้องเดินทางกลับมาประจำบริษัทจำเลยเพื่อรอฟังคำสั่งให้ไปควบคุมงานในโครงการอื่นต่อไประหว่างรองานที่บริษัทจำเลย โจทก์คงได้รับเงินเดือนเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงเบี้ยเลี้ยงจึงเป็นเงินตอบแทนในการทำงานเฉพาะในเวลาที่โจทก์ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัดเท่านั้น มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันจะถือเป็นค่าจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ระหว่างรองานอยู่ที่บริษัทจำเลย จึงไม่ต้องนำเบี้ยเลี้ยงมารวมคำนวณค่าชดเชยด้วย.
- ฎีกาที่ 1197-1206/2531
เมื่อการก่อสร้างอาคารในต่างจังหวัดเสร็จลง โจทก์ต้องเดินทางกลับมาประจำบริษัทจำเลยเพื่อรอฟังคำสั่งให้ไปควบคุมงานในโครงการอื่นต่อไประหว่างรองานที่บริษัทจำเลย โจทก์คงได้รับเงินเดือนเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง เบี้ยเลี้ยงจึงเป็นเงินตอบแทนในการทำงานเฉพาะในเวลาที่โจทก์ออกไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัดเท่านั้น มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันจะถือเป็นค่าจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ระหว่างรองานอยู่ที่บริษัทจำเลย จึงไม่ต้องนำเบี้ยเลี้ยงมารวมคำนวณค่าชดเชยด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1198/2531
ความว่า จำเลยที่ 2,3,7-10,12 และ 14-17 ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาไว้ บัดนี้ จำเลยที่ 2,3,7-10,12 และ 14-17 ไม่ติดใจที่จะอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาอีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องดังกล่าว โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหมดผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4,4 ทวิ,5,10,12,15 ซึ่งแก้ไขใหม่แล้ว และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ6 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ3 เดือน เนื่องจากเป็นการร่วมกันเล่นการพนันเป็นจำนวนรายใหญ่ จึงเห็นควรไม่รอการลงโทษ ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2,3,7-10,12 และ 14-17 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ (อันดับ 222) ทนายจำเลยที่ 2,3,7-10,12 และ 14-17 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา (อันดับ 223) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 2,3,7-10,12 และ 14-17 ยื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1199/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 ฯลฯ ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 12,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษและไม่ปรับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 78,74) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกัน50,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:120/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 163) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่พิพาทออกไปทั้งหมด ห้ามมิให้จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์อีกต่อไปให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารทำที่ดินของโจทก์ให้เรียบร้อยดังเดิมหากจำเลยที่ 2 ที่ 3 และบริวารไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ในอัตราเดือนละ 920 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทและทำสภาพที่ดินให้เรียบร้อยดังเดิมแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้(อันดับ 158,157) จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1200/2531
ความว่า โจทก์ยื่นฎีกาฉบับแรกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2531ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนั้นว่าฎีกาของโจทก์ทำไม่เรียบร้อยไม่พิมพ์ด้านหลังของทุกแผ่น ให้โจทก์ไปทำมายื่นใหม่ภายในวันที่ 8 เมษายน 2531 มิฉะนั้นไม่รับฎีกา ในวันดังกล่าวนั้นเจ้าหน้าที่ศาลได้เสนอรายงานต่อศาลว่าได้มีหญิงไทยอายุประมาณ 40 ปี นำฎีกามายื่น ได้ตรวจแล้วปรากฏว่าไม่มีใบมอบฉันทะของโจทก์หรือทนายโจทก์แต่อย่างใด รุ่งขึ้นวันที่ 5 เมษายน 2531 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในฎีกาของโจทก์ฉบับดังกล่าวว่า ทนายโจทก์ไม่ได้มายื่นฎีกาด้วยตนเองและไม่ได้มอบฉันทะให้ผู้อื่นมายื่นฎีกาแทน จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ให้เพิกถอนคำสั่งเดิม ครั้นวันที่ 5 เมษายน 2531 เวลา 14.00 นาฬิกา โจทก์ได้นำฎีกาที่แก้ไขแล้วมายื่นใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งว่าศาลสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์แล้ว ฎีกาฉบับนี้ยื่นเกินกำหนด จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า การยื่นฎีกาโดยภรรยาโจทก์ยื่นแทนนั้น ภรรยาโจทก์ได้แจ้งต่อเจ้าหน้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1201/2531
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยมีความประสงค์ขอถอนฎีกา และขอให้ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยโดยด่วนด้วย ขอได้โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,8,15,66,102 ฯลฯลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา (อันดับ 52 แผ่นที่ 2) คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 56) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยนับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2531 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องขอถอนฎีกาต่อศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1202/2531
ความว่า จำเลยฎีกา แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ประสงค์จะฎีกาอีกต่อไป จึงขอถอนฎีกาและโปรดมีคำสั่งให้คดีมีผลเสร็จเด็ดขาดด้วย โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510มาตรา 108,110,148,154 ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 108,148 ฯลฯ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ1,505,764.19 บาท ฯลฯ จำเลยทั้งสองฎีกา (อันดับ 94) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 100) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถอนฎีกาได้ นับแต่วันที่23 มิถุนายน 2531 จำหน่ายคดีจากสารบบความ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1203/2531
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 197) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ได้รับมรดกของนายกรุ่น2 ใน 3 ส่วนจำเลยได้รับ 1 ใน 3 ส่วน ให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินและบ้านตั้งอยู่ตำบลท่าช้างอำเภอวิเศษชัยชาญจังหวัดอ่างทอง ดังนี้1. โฉนดเลขที่ 1620 โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วนจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน2. โฉนดเลขที่ 1624 โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วนจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน3. โฉนดเลขที่ 2026 โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วนจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน4. โฉนดเลขที่ 1812 โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วนจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน5.โฉนดเลขที่ 1747 โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วนจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน6. โฉนดเลขที่ 1706 โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วนจำเลยถือกรรมส …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1204/2531
ความว่า จำเลยที่ 5 ฎีกา มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลฎีกาจะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยลดค่าเสียหายลงให้เหลือเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้แล้วได้ ประกอบกับจำเลยที่ 5 มีฐานะมั่นคงถ้าหากแพ้คดีในที่สุด ก็สามารถชำระหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการบังคับคดีแต่อย่างใด โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 268) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 90,275 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 228,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 264,263) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1205/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลอาญาธนบุรีโดยอาศัยข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จหรือน่าจะเบิกความเท็จ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ห้ามอุทธรณ์ฎีกา จึงไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า โจทก์ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จนั้น จะถือว่าโจทก์ได้นำสืบถึงเหตุผลตามความแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 165 แล้วหรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 70) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1206/2531
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้ จำเลยไม่ประสงค์ฎีกาอีกต่อไป จึงขอถอนฎีกาโปรดอนุญาต และขอได้โปรดออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องนี้ด้วยเพื่อจำเลยจะได้รับพระราชทานอภัยโทษต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 69) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295,297 แต่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 3 ปี ริบมีดของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปีนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 61) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 69) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2531 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา จำหน่ายคดีจากสารบบความของ …
- ฎีกาที่ 1207/2531
สัญญาใดจะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนหรือไม่ต้องพิจารณาจากเจตนาของนายจ้างและลูกจ้างขณะทำสัญญาประกอบข้อความในสัญญานั้นเป็นประการสำคัญ ส่วนการที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะดำเนินกิจการชั่วคราวอันอาจเลิกกิจการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งได้หรือไม่หาใช่ข้อสำคัญในการนำมาวินิจฉัยไม่ เมื่อปรากฏว่าข้อความในสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดเวลาแน่นอน และสัญญาจ้างสิ้นสุดลงตามกำหนดเวลานั้นแล้ว เช่นนี้ต้องถือว่าไม่ใช่กรณีที่จำเลยเลิกจ้างอันจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาทำสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นข้อเท็จจริงอันต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 วรรคแรก.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)