ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 24 จาก 173
- ฎีกาที่ 1440/2531
จำเลยซื้อหุ้นของบริษัท ป.จากโจทก์ โดยโจทก์รับรองว่าจะช่วยเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ของบริษัทให้การที่จำเลยห้ามธนาคารมิให้ ใช้เงินตามเช็คพิพาทซึ่งจำเลยสั่งจ่ายให้โจทก์เป็นค่าซื้อหุ้นดังกล่าว เพราะจำเลยจะต้องตรวจสอบบัญชีลูกหนี้ซึ่งมี รายละเอียดไม่สมบูรณ์ถึง 158 รายการ ที่โจทก์จะต้องไปเรียกเก็บ เงินให้จำเลยเสียก่อน ถือว่าไม่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต
- ฎีกาที่ 1447/2531
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่ตามฟ้องได้ความว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อของ ก. ลงในแบบฟอร์มแล้วรับเอาสมุดรายงานประจำตัวนักศึกษาและคู่มือสำหรับนักศึกษาแพทย์ปีที่ 4 ที่ ก. มีสิทธิจะรับไปเห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์จะเอาสมุดรายงานประจำตัวและ คู่มือนักศึกษาแพทย์ปีที่ 4 ของโรงพยาบาลศิริราชไปเป็นข้อสำคัญการลงลายมือชื่อของจำเลยเป็นเพียงการใช้กลอุบายแสดงตัวว่าจำเลยเป็น ก. เพื่อเป็นหลักฐานในการเอาทรัพย์ไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
- ฎีกาที่ 1447/2531
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่ตามฟ้องได้ความว่าจำเลยปลอมลายมือชื่อของ ก. ลงในแบบฟอร์มแล้วรับเอาสมุดรายงานประจำตัวนักศึกษาแพทย์และคู่มือสำหรับนักศึกษาแพทย์ปีที่ 4 ที่ ก. มีสิทธิจะรับไป เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนามุ่งประสงค์จะเอาสมุดรายงานประจำตัวและคู่มือนักศึกษาแพทย์ปีที่ 4 ของโรงพยาบาลศิริราชไปเป็นข้อสำคัญ การลงลายมือชื่อของจำเลยเป็นเพียงการใช้กลอุบายแสดงตัวว่าจำเลยเป็น ก. เพื่อเป็นหลักฐานในการเอาทรัพย์ไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
- ฎีกาที่ 1448/2531
ในสัญญาซื้อขายระบุเงื่อนไขว่า 'แม้ว่าสัญญาฉบับนี้จะผ่านการโอนการต่ออายุหรือการเปลี่ยนมืออย่างใด ๆ หรือตัวยานยนต์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาต้องประสบความสูญเสีย เสียหายหรือย่อยยับประการใด ผู้ซื้อก็หาหลุดพ้นจากหน้าที่รับผิดตามสัญญาฉบับนี้แต่อย่างใดไม่ 'ฯลฯ' ข้อความที่ว่ายานยนต์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาต้องประสบความสูญเสียนั้น ย่อมมีความหมายรวมตลอดถึงยานยนต์สูญหายไปเพราะเหตุถูกคนร้ายลักไปด้วย จำเลยที่ 1 ชำระค่าซื้อรถยนต์ตามสัญญายังไม่ครบถ้วน จึงต้องรับผิดชำระราคารถยนต์ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันด้วย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ก็ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขสิ้นสุดลง คู่สัญญาจำต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยที่ 1 ต้องคืนรถยนต์ให้โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งคืนได้เพราะร …
- ฎีกาที่ 1449/2531
คำว่า 'ศาล' ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260(1) มิได้หมายความถึงศาลที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชนะคดีอันเป็นต้นเหตุแห่งการอายัดเงินรายนี้ และไม่ปรากฏว่าคำพิพากษานั้นได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณาแต่อย่างใด คำสั่งอายัดนั้นจึงเป็นอันยกเลิกไปในตัว.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- ฎีกาที่ 1450/2531
โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่จำนองโจทก์ไว้ก่อนเจ้าหนี้อื่นส่วนหนี้ของโจทก์นอกจากหนี้จำนองเป็นหนี้สามัญที่เจ้าหนี้อื่น ๆ มีสิทธิขอเฉลี่ยจากเงินที่เหลือ แต่กรมสรรพากรเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 253(3) ย่อมมีสิทธิ ได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้คนอื่น ๆ จากเงินที่เหลือจากการชำระหนี้ จำนองใช้แก่โจทก์แล้วและจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินอื่นของจำเลย
- ฎีกาที่ 1451/2531
จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาดักยิง ศ.เมื่อส.ขับรถปิคอัพมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็น ศ. เพราะไม่รู้จักมาก่อนจึงจ้องปืนเล็งไปยัง ส. โดยมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองแต่ ส.โบกมือให้ทราบว่าตนมิใช่ศ. จำเลยที่ 1จึงไม่ได้ยิงดังนี้ เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา289(4),80 จำเลยที่ 2 ให้รถจักรยานยนต์และปืนแก่จำเลยที่ 1 ไปใช้ยิง ศ. ดังนี้จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
- ฎีกาที่ 1457/2531
จำเลยกับพวกถูกฟ้องในคดีก่อนว่ากระทำความผิดที่โจทก์ฟ้อง ในคดีนี้ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ดังกล่าวไปแล้วศาลชั้นต้นสั่งให้แยกฟ้องจำเลยซึ่งให้การปฏิเสธและโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ กรณี จึงถือได้ว่าเป็นการพิจารณาและสืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้า จำเลยแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องพยานที่ได้สืบไว้แล้วอีกและให้นำสำนวนคดีเดิมมารวมกับคดีนี้เพื่อจะได้พิจารณาประกอบกับคดีนี้ จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวศาลหยิบยกเอาคำเบิกความของพยานในคดีเดิมขึ้นวินิจฉัย ประกอบพยานหลักฐานอื่น ๆ ของโจทก์ในคดีนี้แล้วฟังลงโทษจำเลยได้
- ฎีกาที่ 1458/2531
แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นจำเลยที่ 2 ร่วมข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายก็ดี แต่โจทก์มีพยานแวดล้อมซึ่งล้วนแต่เห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดกับการตายและการพบศพของผู้ตาย เมื่อฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนแล้ว รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริง ศาลล่างปรับบทลงโทษในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ตรี และมาตรา289 นั้นไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 277 ตรีมิใช่บทความผิด แต่เป็นบทที่ลงโทษให้หนักขึ้นแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 276 วรรคสองความผิดตามมาตรา 276 และมาตรา 289 ก็มีหลายวรรค ทั้งมาตรา 277ตรีก็เป็นบทลงโทษที่มีหลายอนุมาตรา ต้องปรับบทให้ถูกต้องชัดเจนโดยมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วยว่าจำเลยที่ 1,2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรค 2 ให้ลงโทษตามมาตรา 277 ตรี(2) และมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4),(5) และ (7).(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- ฎีกาที่ 1465/2531
เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ โจทก์ร่วมมิใช่ผู้นำเช็คไปเบิกเงินผู้นำเช็คไปเบิกเงินคือ ส. โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมอบให้ ส. ไปเบิกเงินแทนแต่อย่างใด ดังนั้นโจทก์ร่วมมิใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงมิใช่ผู้เสียหาย.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1465/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์โจทก์เห็นว่า โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีแล้วพิพากษายกฟ้องโดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบนั้นน่าจะเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายบางประการกล่าวคือโจทก์ควรจะได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดีได้เพราะมีเหตุอันสมควรและศาลล่างยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงแห่งคดี กรณีจึงเป็นการฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์เพื่อพิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุ …
- ฎีกาที่ 1466/2531
ในวันสืบพยานโจทก์ จำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่จำเลยก็มิได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องดังนี้จะถือว่าจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหาได้ไม่ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้สืบพยาน จึงลงโทษจำเลยไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1466/2531
ความว่า ผู้ร้องทั้งสองฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 213) กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกัน 170,000 บาท(หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน) โดยมีผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้ประกันต่อมาผู้ร้องทั้งสองผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ร้องทั้งสองตามสัญญาประกัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 210,211) ผู้ร้องทั้งสองได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 170) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา
- ฎีกาที่ 1466-1469/2531
ในวันสืบพยานโจทก์ จำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้อง โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่จำเลยก็มิได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ดังนี้จะถือว่าจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหาได้ไม่ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้สืบพยาน จึงลงโทษจำเลยไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1467/2531
ความว่า จำเลยฎีกา มีเหตุผลที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน ฯลฯ (อันดับ 93) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ 113,750บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 93,500 บาทนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2527 จากต้นเงิน20,250 บาท นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2527 จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้(อันดับ 91,90) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยจำเลยได้นำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น(อันดับ 77,81,82) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 93,500 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์2527 จากต้นเงิน 20,250 บาท ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2527จนถึงวันทราบคำสั่งนี้มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1468/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนงาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4,30,82แต่จำเลยกระทำผิดก่อนกฎหมายใหม่ประกาศใช้ ซึ่งแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังจึงให้ใช้พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนงานพ.ศ. 2511มาตรา 7,27 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปีให้นำโทษของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 วัน ตามคดีหมายเลขแดงที่19239/2527 ของศาลแขวงพระนครเหนือ มาบวกกับคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็น 5 ปี15 วัน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อคดีหมายเลขแดงที่ 2639/2528 ของศาลจังหวัดสระบุรี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1469/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่ารับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อ 2.1 และ 2.2 ส่วนอุทธรณ์ข้อ 2.3,2.4 และ 2.5 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ในส่วนนี้จำเลยที่ 1 เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ได้ยกข้อกล่าวอ้างขึ้นอุทธรณ์ในข้อ 2.3 ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการยกข้อกฎหมายขึ้นว่ากล่าว เป็นการแปลข้อความซึ่งศาลชั้นต้นมิได้ยกขึ้นอ้างเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงมิใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับอุทธรณ์ในข้อ 2.4 ก็เช่นเดียวกัน เป็นการอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนอกประเด็นที่คู่ความรับกันซึ่งเป็นข้อกฎหมาย ส่วนอุทธรณ์เรื่องค่าเสียหายตามข้อ 2.5 นั้นก็เป็นการอุทธรณ์ว่าศาลแปลและใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง …
- ฎีกาที่ 147/2531
การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แต่เพียงบันทึกคำแถลงของคู่ความแล้วสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณารวบรัด ฝ่าฝืนมาตรา 31 และ 39 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่นั้น เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งงดสืบพยานของศาลอันเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ตามระเบียบข้อบังคับหมวดการให้ออกและเลิกจ้าง ข้อ 20 ของจำเลยกำหนดว่า 'หากพนักงานคนใดปฏิบัติผิดกฎข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง บริษัท ฯ สงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาโทษให้ออกจากงานและยึดเงินประกัน' และตามระเบียบดังกล่าวได้กำหนดเรื่องการขอรับเงินประกันคืนไว้ว่า 'พนักงานที่ได้ …
- ฎีกาที่ 147/2531
การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แต่เพียงบันทึกคำแถลงของคู่ความแล้วสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณารวบรัด ฝ่าฝืนมาตรา 31 และ 39 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่นั้น เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งงดสืบพยานของศาลอันเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ตามระเบียบข้อบังคับหมวดการให้ออกและเลิกจ้าง ข้อ 20 ของจำเลยกำหนดว่า 'หากพนักงานคนใดปฏิบัติผิดกฎข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง บริษัท ฯ สงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาโทษให้ออกจากงานและยึดเงินประกัน' และตามระเบียบดังกล่าวได้กำหนดเรื่องการขอรับเงินประกันคืนไว้ว่า 'พนักงานที่ได้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1470/2531
ความว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีมีทางชนะโจทก์ได้อย่างแน่นอน โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ (อันดับ 89) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 223,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 ฯลฯ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 82,83) คำสั่ง ศาลฎีกาทำคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้