ปี พ.ศ.: 2531
3,444 รายการ · หน้า 33 จาก 173
- ฎีกาที่ 168/2531
การที่โจทก์เจ็บป่วยไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การงานได้ตามปกติเป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามสภาพของร่างกายโดยธรรมชาติมิใช่เกิดจากการกระทำของโจทก์ แม้ระเบียบของธนาคารจำเลยจะให้อำนาจจำเลยสั่งให้โจทก์ออกจากงาน หรือสัญญาของผู้เข้าทำงานซึ่งโจทก์ทำกับจำเลยให้อำนาจจำเลยที่จะถอนโจทก์ออกจากงานได้ก็ตาม ก็เป็นเพียงข้อกำหนดให้จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้เท่านั้น ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือสัญญา จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ เงินทุนเลี้ยงชีพประเภทสาม (บำนาญ) ซึ่งจำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นรายเดือนนั้น เป็นเงินที่มีวิธีการจ่ายและจำนวนเงินที่จ่ายแตกต่างไปจากค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 จึงเป็นเงินประเภทอื่น ไม่ใช่เป็นเงินประเภทเดียวกับค่าชดเชย.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:168/2531
ความว่า จำเลยยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2530ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับต่อมาจำเลยยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2530 ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาข้อเท็จจริงทั้งหมด ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2530จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นายแก้วอินทะจักร์กับนายลักขนาพรมลือ ผู้เสียหายเบิกความว่าจำปลัดอำเภอที่ไปติดต่อไม่ได้นั้น เป็นการบิดเบือนความจริงไม่ถูกต้อง เมื่อพยานโจทก์เบิกความว่าจำไม่ได้ คดีย่อมรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ชอบที่ศาลจะปฏิเสธไม่รับฟังพยานทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 86แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ส่วนฎีกาฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2530จำเลยได้ฎีกาข้อกฎหมายตา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1680/2531
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อเท็จจริงฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ไม่รับฎีกาของโจทก์โจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายและฎีกาของโจทก์ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายด้วย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 43แผ่นที่ 2 และที่ 3) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362,365 และ 83 ฯลฯ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 39) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 40) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์โดยอาศัยของข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพ …
- ฎีกาที่ 1681/2531
เจ้าพนักงานประเมินวิเคราะห์แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีของโจทก์แล้ว ปรากฏว่ากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นทุกปีแต่กำไรสุทธิกลับลดลง เพียงเท่านี้ก็พอมีเหตุสมควรที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินเชื่อว่าการยื่นแบบแสดงรายการของโจทก์น่าจะไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจหมายเรียกโจทก์มาทำการตรวจสอบไต่สวนดังที่มาตรา 19 ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ได้ ส่วนโจทก์จะมีรายจ่ายที่จะนำมา หักค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิจริงหรือไม่ เป็นเรื่องในชั้น ไต่สวนตรวจสอบคนละขั้นตอนกับในชั้นหมายเรียกมาทำการไต่สวนตรวจสอบ ตามมาตรา 19 จึงไม่ทำให้อำนาจการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน เสียไปแต่ประการใด และการที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกใน กรณีนี้ แม้เจ้าพนักงานประเมินได้ระบุมาตรา 19,23 มาด้วยกัน ในหมายเรียกก็หาเป็นเรื่องที่ขัดกันไม่ แต่เป็นการอ้างมาตรา 23 เกินเลยมาเท่านั้น ไม่ทำให้หมายเรียกที่มีเหตุที่จะเรียกได้ตาม มาตรา 19 ตาม …
- ฎีกาที่ 1681/2531
เจ้าพนักงานประเมินวิเคราะห์แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีของโจทก์แล้ว ปรากฏว่ากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นทุกปีแต่กำไรสุทธิกลับลดลง เพียงเท่านี้ก็พอมีเหตุสมควรที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินเชื่อว่าการยื่นแบบแสดงรายการของโจทก์น่าจะไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจหมายเรียกโจทก์มาทำการตรวจสอบไต่สวนดังที่มาตรา 19 ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ได้ ส่วนโจทก์จะมีรายจ่ายที่จะนำมาหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิจริงหรือไม่ เป็นเรื่องในชั้นไต่สวนตรวจสอบคนละขั้นตอนกับในขั้นหมายเรียกมาทำการไต่สวนตรวจสอบตามมาตรา 19 จึงไม่ทำให้อำนาจการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเสียไปแต่ประการใดและการที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกในกรณีนี้ แม้เจ้าพนักงานประเมินได้ระบุมาตรา 19, 23 มาด้วยกันในหมายเรียกก็หาเป็นเรื่องที่ขัดกันไม่ แต่เป็นการอ้างมาตรา 23 เกินเลยมาเท่านั้น ไม่ทำให้หมายเรียกที่มีเหตุที่จะเรียกได้ตามมาตรา 19 ตามที่กล่า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1681/2531
ความว่า ผู้ร้องทั้งสองฎีกา เพื่อมิให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทซึ่งผู้ร้องใช้เป็นที่อยู่อาศัยในปัจจุบันระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 47) กรณีเป็นชั้นบังคับคดี คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืม ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 55,845 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันผ่อนชำระให้โจทก์เป็นรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000 บาท เดือนแรกให้ชำระให้โจทก์ภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2529 และต่อไปภายในวันที่ 5ของเดือนถัดไปติดต่อกันจนกว่าจะครบ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที จำเลยผิดนัด โจทก์จึงบังคับคดีโด …
- ฎีกาที่ 1682/2531
การที่ศาลแพ่งได้รับคำร้องของผู้ร้อง ส่งสำเนาให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสามคัดค้าน และได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จนกระทั่งมีการนัดไต่สวนพยานของผู้คัดค้านไว้แล้ว ย่อมถือได้ว่าศาลแพ่งได้ใช้ดุลพินิจยอมรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14(4) ให้อำนาจไว้แล้ว ศาลแพ่งชอบที่จะรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1682/2531
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 123) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยออกไปจากที่พิพาท ห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่พิพาทต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 2 ปีเป็นเงิน4,000 บาท แก่โจทก์และค่าเสียหายในปีต่อ ๆ ไป ปีละ 2,000บาท นับแต่ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่พิพาท จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 116,115) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 98) แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้วางหลักประกันไว้ต่อศาลหรือไม่ คำสั่ง ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินค่าเสียหายปีละ2,000 บาทเป็นเวลา 7 ปี มาให้เป็นที่พอใจศาลชั้นต้นและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกาโดยมีเงื่อนไขห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่พิพาทหากปฏิบัติผิดเงื่อนไขเมื่อใด ก็ไม่อนุญาตให้ทุเลากา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1683/2531
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ (น่าจะเป็นฎีกา) มีเหตุผลที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 42) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยนำโฉนดที่ดินโฉนดเลขที่ 65543ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ)กรุงเทพมหานครไปยังสำนักงานที่ดินสาขาบางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อให้โจทก์ ดำเนินการจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้บุคคลภายนอกในกำหนด 30 วัน นับแต่วันพิพากษา จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 38,37) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับระหว่างฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1684/2531
ความว่า โจทก์เห็นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนดอกเบี้ยที่ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 80,000 บาทนั้นยังผิดพลาดเล็กน้อย ที่ถูกต้องคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 88,000 บาท โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่ผิดพลาดดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์2527 ต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน และศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับในส่วนดอกเบี้ย โดยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำบังคับดังกล่าวจึงผิดพลาดเล็กน้อย จึงขอศาลฎีกาได้โปรดแก้ไขคำพิพากษาเฉพาะในส่วนดอกเบี้ยเป็นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 88,000 บาทและขอให้ออกคำบังคับใหม่ตามคำพิพากษาที่แก้ไขใหม่ด้วย หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระเงิน 88,825 บาทพร้อมดอกเบี้ …
- ฎีกาที่ 1685/2531
ผู้เสียหายยอมให้จำเลยพักนอนที่นอกชานเท่านั้น การที่จำเลยเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก.
- ฎีกาที่ 1685/2531
ผู้เสียหายยอมให้จำเลยพักนอนที่นอกชานเท่านั้น การที่จำเลย เข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานบุกรุก.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1685/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า ฯลฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ฐานรับของโจร จำคุก 1 ปีจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 6 เดือน ฯลฯ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 38,37) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาประกัน 150,000 บาท (อันดับ 23) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดี ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1686/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 82) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันใช้เงินจำนวน 212,231.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน210,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 80,79) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่วางหลักประกันภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 61,66) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 2 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับจนถึงวันทราบคำสั่งนี้และดอกเบี้ยต่อไปอีก 2 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกามิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1687/2531
ความว่า คดีนี้ บัดนี้โจทก์จำเลยตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องโปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 97,95) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ (อันดับ 64) จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา (อันดับ 66) ศาลฎีกาสั่งคำร้องเสร็จและส่งไปศาลชั้นต้นเพื่อนัดคู่ความฟังแล้ว ก่อนอ่านคำสั่งศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 83)ศาลชั้นต้นจึงให้งดอ่านคำสั่งศาลฎีกา และส่งสำนวนพร้อมคำสั่งคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป (อันดับ 97) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ถอนฟ้องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1688/2531
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้ยื่นบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43,157 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลย จึงเห็นควรปรานีกำหนดโทษให้น้อยลงกว่ากรณีทั่วไปให้จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปีฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 12) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 100,000 บาท (อันดับ 5 แผ่นที่ 4) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และขณะนี้จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา จึงไม่มีเหต …
- ฎีกาที่ 1689/2531
เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้เสียหาย แม้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะและจำเลยไม่ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185.
- ฎีกาที่ 1689/2531
เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้เสียหายแม้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะและจำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185
- ฎีกาที่ 1689/2531
เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้เสียหาย แม้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะและจำเลยไม่ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพาอาวุธติดตัวไปในทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1689-1690/2531
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา คดีมีโอกาสจะชนะโจทก์เป็นอย่างมากโปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 499) คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 5 ส่วนจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นคู่ความรายเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์สำนวนแรก เป็นเงิน 152,300 บาท แก่โจทก์สำนวนหลังเป็นเงิน 159,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ให้ยกเสีย ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรมนายสุชาติลอยวิรัช ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหม …