ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 13 จาก 200
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1240/2532
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาโดยอาศัยปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น และฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 65) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352,354,83,90 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 62) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 63) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า อย่างช้าโจทก์ได้ทราบถึงการกระทำของจำเลยทั้งห้า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2530 โจทก์ฎีกาโต้เถียงว่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1241/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 20 ปี ฯลฯจำเลยฎีกา (อันดับ 85) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 87,86) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 79) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 400,000 บาท (อันดับ 43,64 แผ่นที่ 7) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1242/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์แต่ทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาทและอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท แต่ทรัพย์พิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งมีแต่สิทธิครอบครองเท่านั้นจำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า คดีนี้มีข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและการที่จำเลยอ้างสิทธิเหนือที่พิพาทโดยการครอบครองเกินกว่าปีหนึ่ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วโดยวิธีปิดหมาย(อันดับ 91 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1243/2532
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 72) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แต่ให้ขังจำเลยที่ 2 ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 71) จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 72) คำสั่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ไม่มีพยานที่จะแสดงให้เห็นว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1244/2532
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ หากศาลให้จำเลยถอนเงินที่นำมาวางไว้ต่อศาลในการขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์รวมเป็นเงิน 176,000 บาท ไปจากศาลในระหว่างนี้ อาจทำให้โจทก์เสียหายได้ โปรดมีคำสั่งอายัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวของโจทก์ เลขที่ 490/19 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไทที่พิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 4,000 บาทนับแต่วันฟ้อง (4 กรกฎาคม 2528) ไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบห้องพิพาทคืนโจทก์ได้ ระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับ โดยจำเลยได้นำเงินมาวางตามคำสั่งศาลไว้ต่อศาลชั้นต้นรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 176,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบตัวจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีโจทก์ฎีกา และยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 115,120 แผ่นที่ 3) คำส …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1245-1246/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายกล่าวคือ ข้อ 2.1 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ข้อ 2.2 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีโดยฟังพยานจำเลยเพียงปากเดียวในแง่อันเป็นผลร้ายแก่จำเลย โดยไม่พิจารณาถึงพยานเอกสารและพยานบุคคลอื่นของจำเลยอีก เป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายข้อ 2.3 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นเพียงสำเนาเอกสารแล้วนำมาวินิจฉัยลงโทษจำเลยเป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และข้อ 3ฎีกาว่าหากแม้ศาลฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ก็เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวต่อเนื่องกันมิใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกันตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1247/2532
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอวางเงินสดจำนวน 20,000 บาท เป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4,5,6,10,12,15 ฯลฯจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1ฐานเจ้ามือ จำคุก 2 เดือน ฐานเป็นผู้จัดจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก4 เดือน จำเลยนอกนั้นปรับคนละ 700 บาท ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 21) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยตีราคาประกัน 20,000 บาท (อันดับ 3) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจำเป็นต้องฟังฎีกาก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1248-1252/2532
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และไม่เป็นข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ปรากฏในสำนวนจึงเป็นการขัดต่อกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐานและที่ศาลฎีกาย้อนสำนวนมาให้สืบพยานใหม่ แต่ศาลแรงงานกลางกลับไม่สอบถามและหรือเปิดโอกาสให้โจทก์จำเลยนำพยานมาสืบให้ชัดแจ้งเสียก่อนที่จะทำการวินิจฉัย จึงเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 44,45 ประกอบมาตรา 48 อีกทั้งปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนโปรดมีคำสั่งให้รับ อุท …
- ฎีกาที่ 125/2532
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีไม้งิ้วอันยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 ซึ่งไม้งิ้วในท้องที่ที่จำเลยกระทำผิดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2505 แต่ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2505 และบัญญัติให้ไม้บางชนิดตามที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นไม้หวงห้าม ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวมิได้กำหนดให้ไม้งิ้วเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ดังนั้นไม้งิ้วย่อมไม่เป็นไม้หวงห้ามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 อีกต่อไป จำเลยจึงเป็นผู้พ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2
- ฎีกาที่ 125/2532
จำเลยมีไม้งิ้วอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกามีพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฉบับเดิม และตามพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้มิได้กำหนดให้ไม้งิ้วเป็นไม้หวงห้ามการกระทำของจำเลยแม้จะเป็นความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยก็พ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1253/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมกับคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33,83,91,264,265,268 ฯลฯการปลอมเอกสารราชการและเอกสารสิทธิตามฟ้อง ข้อ 1.(1.1) และ (1.2)เป็นกรรมเดียว จำเลยใช้เอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับด้วย จึงให้ลงโทษจำเลยฐานใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 265กระทงเดียว จำเลยใช้เอกสารดังกล่าว 2 ครั้ง ต่างวาระตามฟ้องข้อ 1.(1.3) และ (1.4) เป็นความผิด 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 ปีการปลอมเอกสารราชการและเอกสารสิทธิตามฟ้องข้อ 1.(1.5)(1.6)และ (1.7) เป็นกรรมเดียว จำเลยใช้เอกสารปลอมทั้งสามฉบับตามฟ้องข้อ (1.8) ด้วย จึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 265 กระทงเดียวให้จำคุก 1 ปี รวมเป็นจำคุก 3 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1254/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ปี ฎีกาของจำเลยโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลอุทธรณ์ฟังคำแถลงของผู้เสียหายฝ่ายเดียวเกี่ยวกับบันทึกยอมความคดีนี้ และไม่ตรงกับข้อความในบันทึกซึ่งผู้เสียหายทำให้ไว้แก่จำเลยตามบันทึกเอกสารหมาย ล.1 นั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากพยานหลักฐานในคดี เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 68) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278 จำคุกมีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1256/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและมีคำพิพากษาโดยอาศัยปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น และฎีกาของจำเลยก็เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 56) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 จำคุก 3 ปี จำเลยรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ข้อหาลักทรัพย์ให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1258/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยผู้ขอประกันแถลงในคำร้องประกอบว่า จำเลยมีความประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 23,22) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ โดยตีราคาประกัน 50,000 บาท (อันดับ 5) คำสั่ง คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรจะได้พิจารณาฎีกาของจำเลยประกอบเสียก่อน แต่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา จึงไม่มีเหตุจะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1259/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายและถึงแม้คดีจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ก็ตาม แต่ก็ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา 219 เพราะศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างลงโทษจำคุกเกิน1 ปี จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 83) ส่วนโจทก์ร่วมไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ผู้เสียหาย ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1260/2532
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาโจทก์เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 จึงไม่รับ โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 อันจะเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 43) โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365(1)(2) และมาตรา 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีของโจทก์มีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 42) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 40) คำสั่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1มีมูลตามฟ้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1261/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิให้จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 ปี 6 เดือน ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการ อันดับ 17) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 70,000 บาท (อันดับ 2,4) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรจะได้พิจารณาคำฟ้องฎีกาของจำเลยประกอบด้วย แต่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกามา จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1262/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 4,6,7,55,56,72,78 ฯลฯ ลงโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งจำคุก 1 ปี ฯลฯ จำเลยฎีกา (อันดับ 36) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 41) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 39) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน80,000 บาท (อันดับ 7,15) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1263/2532
กรุงเทพมหานคร ได้ มีคำสั่งแต่งตั้ง ให้เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ระดับ 3 ขึ้นไป และเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ ระดับ 4 ขึ้นไปเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตาม พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จำเลยเป็นข้าราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ 3 งานรายได้ โดย มีหน้าที่ รับแบบตรวจสอบรายการ สถานที่ กำหนดค่ารายปี เสนอหัวหน้างานพิจารณาสั่งการตาม คำสั่งหัวหน้าเขตจำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดำเนินการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ ตาม คำสั่งกรุงเทพมหานครหรือไม่ มิใช่สาระสำคัญ การที่จำเลยเรียกเงินจากผู้เสียหายเพื่อจะทำให้ผู้เสียหายเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินน้อยกว่าที่ควรจะต้อง เสียจึงเป็นการกระทำเพื่อกระทำการหรือไม่ กระทำการอย่างใดในตำแหน่งอันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149.
- ฎีกาที่ 1263/2532
กรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ระดับ 3 ขึ้นไป และเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ ระดับ 4 ขึ้นไปเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จำเลยเป็นข้าราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ 3 งานรายได้ โดยมีหน้าที่ รับแบบตรวจสอบรายการ สถานที่ กำหนดค่ารายปี เสนอหัวหน้างานพิจารณาสั่งการตามคำสั่งหัวหน้าเขต จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดำเนินการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ ตามคำสั่งกรุงเทพมหานครหรือไม่ มิใช่สาระสำคัญ การที่จำเลยเรียกเงินจากผู้เสียหายเพื่อจะทำให้ผู้เสียหายเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินน้อยกว่าที่ควรจะต้องเสีย จึงเป็นการกระทำเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149