ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 12 จาก 200
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1226/2532
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เชื่อว่าศาลฎีกาจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ศาลแรงงานกลางได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว (อันดับ 38) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน11,850 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 3,028 บาทจำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับ (อันดับ 27) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 35,34) คำสั่ง จำเลยวางเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 กรณีต้องงดการบังคับคดีตามมาตรา 231 วรรคสาม จึงไม่จำเป็นต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยอีก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1227/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำเลยอายุยังน้อยลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ให้จำคุก 3 ปี ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 3,2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และขณะนี้จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกา ชั้นนี้จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1228/2532
ความว่า จำเลยมีความประสงค์ขอถอนฎีกาของจำเลย โดยขอชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน15,321 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (23 มีนาคม 2527) จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 12,641 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 87) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยทนายจำเลยซึ่งมีอำนาจถอนฟ้องลงชื่อในคำร้อง (อันดับ 100,10) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยโดยหักไว้ 200 บาท จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา
- ฎีกาที่ 1229/2532
ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหลายนัดโดยเจตนาฆ่า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,80 มิได้บรรยายในข้อเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ไม่ทราบว่าใครยิงผู้เสียหาย ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 299 ไม่ได้.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1229/2532
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของจำเลยที่ 1, ที่ 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 ก.ของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ครบองค์ประกอบอันจะเป็นความผิดฐานกรรโชก โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้ พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 88) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก คนละ 1 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 42) จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 88 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1230/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทุกข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ และคุณสมบัติของจำเลยสมควรที่ศาลจะรอการลงโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้หรือไม่ ซึ่งปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้จำเลยได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงไม่ต้องห้ามฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 80) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335,336 ทวิ ฯลฯ ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1231/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2.1,2.2 และ 2.3เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 125) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลจึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3จำคุก 1 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 117) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 120) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน โดยฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อช …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1232-1233/2532
ความว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,339 วรรคสอง,340 ตรี ฯลฯ จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ให้จำคุกกระทงละ 15 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 30 ปี จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 20 ปี จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า พิเคราะห์ข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง (อันดับ 6) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 9) คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1234/2532
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างชั่วคราวเฉพาะโครงการ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ทำงานติดต่อกันมาเกิน 120 วัน มีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างประจำเป็นการอุทธรณ์ข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแต่ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อ โจทก์เห็นว่า ตามคำขอบังคับในฟ้องและประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางกำหนดมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานหรือไม่จึงเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 48) โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมทั้งดอกเบี้ย ฯลฯ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จศาลแรงงานกลางพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1236/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ในระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 2ได้วางหลักทรัพย์ประกันการบังคับคดีตามคำสั่งศาลอุทธรณ์และเป็นที่พอใจของโจทก์แล้ว โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 140แผ่นที่ 3) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ เป็นเงิน110,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินจำนวน 50,000 บาท นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2527ในจำนวนเงิน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2527และจำนวนเงิน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2528เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2ใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในจำนวนเงิน 50,000 บาท นับแต่วันที่10 กุมภาพันธ์ 2527 ในจำนวนเงิน 30,000 บาท นับแต่วันที่20 กุมภาพันธ์ 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายื …
- ฎีกาที่ 1237/2532
ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้วจะยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้ เมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 2 เดือน ตามบทบัญญัติมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หาได้ไม่ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องตามมาตรา 179,180 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาอนุโลมใช้ได้อีก.
- ฎีกาที่ 1237/2532
ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไปแล้ว จะยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้เมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 2 เดือน ตามบทบัญญัติมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น หาอาจทำได้ไม่ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการยื่นฟ้องการแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 179,180 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาอนุโลมใช้ได้อีก.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1237/2532
ความว่า คดีนี้จำเลยกับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ใช้อาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามดักยิงโจทก์ร่วมกับพวกในเวลากลางวันโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะทำให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บสาหัส และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คุ้มกันโจทก์ร่วมบาดเจ็บสาหัสทั้งสองคนจำเลยกับพวกกระทำโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเลย ทั้งที่สถานที่เกิดเหตุก็อยู่ห่างจากด่านตำรวจทางหลวงไม่เกิน1 กิโลเมตร เป็นการกระทำที่สะเทือนขวัญและความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างมากสำหรับผู้ร่วมกระทำผิดซึ่งยังหลบซ่อนตัวอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตำบลที่เกิดเหตุเป็นผู้มีอิทธิพลสูง บรรดาผู้เห็นเหตุการณ์แม้กระทั่งคนขับรถของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ด้วยในที่เกิดเหตุยังไม่กล้าให้การถึงจำเลยโดยเฉพาะคนขับรถของโจทก์ร่วมนั้นทราบและรู้จักคนร้ายดีว่าเป็นใครได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนขณะที่กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลว่าจำคนร้ายได้ แต่เมื่อให้การเพิ่มเติมต่อพนักง …
- ฎีกาที่ 1239/2532
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างใหม่ พ. ผู้ร้องซึ่งซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาของศาล จึงมีสิทธิฎีกา ในการขายทอดตลาดชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายที่พิพาทเพราะเห็นว่าราคาขายสูงกว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้แต่ราคาที่อนุญาตให้ขายนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ดังนี้สมควรขายทอดตลาดที่พิพาทดังกล่าวใหม่
- ฎีกาที่ 1239/2532
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างใหม่ พ. ผู้ร้องซึ่งซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้มีส่วนได้เสียเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาของศาล จึงมีสิทธิฎีกา ในการขายทอดตลาดชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายที่พิพาทเพราะเห็นว่าราคาขายสูง กว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แต่ราคาที่อนุญาตให้ขายนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ดังนี้ สมควรขายทอดตลาดที่พิพาทดังกล่าวใหม่.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1239/2532
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยออกเช็คให้โจทก์เพื่อเป็นประกัน คดีโจทก์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ไม่รับฎีกาโจทก์เห็นว่า ฎีกาโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานโดยมิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 135) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 137) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฎีกาโต้แย้งคัดค้ …
- ฎีกาที่ 124/2532
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยต่อสู้ ขัดขวางเจ้าพนักงานโดย ใช้อาวุธปืน และข้อเท็จจริงฟังได้ดัง ฟ้อง แต่โจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 มิได้อ้างมาตรา 140 จึงลงโทษตามมาตรา 140 ไม่ได้ เพราะโทษตาม มาตรา 140 สูงกว่ามาตรา 138ย่อมเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคแรก.
- ฎีกาที่ 124/2532
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืน แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ดังฟ้อง แต่โจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 โดยมิได้อ้างมาตรา 140 จึงลงโทษตามมาตรา 140 ไม่ได้ เพราะโทษตามมาตรา 140 สูงกว่ามาตรา 138ย่อมเป็นการเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคแรก
- ฎีกาที่ 124/2532
ฟ้อง โจทก์บรรยายว่า จำเลยต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืน และข้อเท็จจริงฟังได้ดังฟ้อง แต่โจทก์ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 138 มิได้อ้างมาตรา 140 จึงลงโทษตามมาตรา 140 ไม่ได้ เพราะโทษตามมาตรา 140 สูงกว่ามาตรา138 ย่อมเป็นการเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192วรรคแรก.
- ฎีกาที่ 124/2532
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยต่อสู้ ขัดขวางเจ้าพนักงานโดย ใช้อาวุธปืน และข้อเท็จจริงฟังได้ดัง ฟ้อง แต่โจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ มิได้อ้างมาตรา ๑๔๐ จึงลงโทษตามมาตรา ๑๔๐ ไม่ได้ เพราะโทษตาม มาตรา ๑๔๐ สูงกว่ามาตรา ๑๓๘ย่อมเป็นการเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคแรก.