ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 15 จาก 200
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1280/2532
ความว่า ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองเพราะยื่นเกิน10 วัน เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะเหตุที่ผู้ร้องทั้งสองไม่ยื่นอุทธรณ์ภายใน 10 วัน เช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเช่นนี้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ฎีกาของผู้ร้อง ทั้งสองจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ผู้ร้องทั้งสองเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาอุทธรณ์ของผู้ร้อง คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ผู้ร้องจึงฎีกาได้ และขอศาลฎีกาได้โปรดกลับคำสั่งของศาลอุทธรณ์โดยให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 71 แผ่นที่ 4) คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องทั้งสองได้ร้องขัดทรัพย์ไว้ต่อศาลแพ่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1281/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 319 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า จำเลยยื่นฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยและพิจารณาให้รอการลงโทษแก่จำเลย อีกทั้งคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองศาลนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 34) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,157จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 32) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 34) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,157 จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1282/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นเรื่องโต้แย้งการใช้ดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันในเรื่องที่เกี่ยวกับการแสดงหมายค้นก็ดี เกี่ยวกับชั้นวางของและเวลาทำการตรวจค้นก็ดีไม่เป็นข้อแตกต่างกันในพลความ แต่เป็นข้อแตกต่างกันในข้อสำคัญฎีกาของจำเลยไม่มีส่วนใดหรือข้อใดที่โต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เลย จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 44) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ประกอบมาตรา 4,7, …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1283/2532
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นการโต้เถียงเกี่ยวกับการฟังข้อเท็จจริงของศาลเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่โจทก์ต้องการ จึงเป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220ไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลและคู่ความย่อมยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ฎีกาโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายและเป็นข้อกฎหมายที่สมควรได้รับการวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและไม่รับฎีกาโจทก์จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 89แผ่นที่ 2,88,91 แผ่นที่ 2) โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172,173,174,157,83,91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้ …
- ฎีกาที่ 1284/2532
ขณะรถยนต์คันที่เอาประกันภัยค้ำจุนชนรถยนต์ของโจทก์ รถยนต์คันที่เอาประกันภัยค้ำจุนอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1ผู้เช่าซื้อ มิได้อยู่ในความครอบครองของบริษัท ส. ผู้เอาประกันภัยค้ำจุนซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ และเหตุละเมิดก็กระทำโดย ว.ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 บริษัท ส. ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดในผลละเมิดจึงไม่มีค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยที่ 2ผู้รับประกันภัยจะต้องชดใช้แทนบริษัท ส. ผู้เอาประกันภัยดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1284/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,91 ฯลฯ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง ให้จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ1 ปี รวมจำคุกจำเลย 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 16) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาประกัน 50,000 บาท (อันดับ 4) คำสั่ง คดีนี้ ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 และจำเลยยังมิได้ฎีกาขึ้นมาจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวไม่อนุญาต …
- ฎีกาที่ 1285/2532
แม้หนี้ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายกับหนี้ค่าปรับที่โจทก์ต้องชำระให้จำเลยอันเกิดจากการที่โจทก์ผิดสัญญาซื้อขายในคราวก่อนจะมีวัตถุแห่งหนี้เป็นการชำระเงินเหมือนกัน แต่เมื่อโจทก์ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วเช่นนี้ จึงเป็นหนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344
- ฎีกาที่ 1285/2532
แม้หนี้ตามสัญญาซื้อขายฉบับที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดกับหนี้ตามสัญญาซื้อขายฉบับที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยจะมีวัตถุแห่งหนี้เป็นการชำระเงินเหมือนกัน แต่โจทก์ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ดังนี้ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะกันเงินไว้เพื่อนำไปหักกับหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้อง.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1285/2532
แม้หนี้ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายกับหนี้ค่าปรับที่โจทก์ต้องชำระให้จำเลย อันเกิดจากการที่โจทก์ผิดสัญญาซื้อขายในคราวก่อน จะมีวัตถุแห่งหนี้เป็นการชำระเงินเสมือนกัน แต่เมื่อโจทก์ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วเช่นนี้ จึงเป็นหนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 345
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1285/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,265,268 ลงโทษตามมาตรา 268ประกอบมาตรา 265 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการ อันดับ 26) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน60,000 บาท (สำนวนธุรการ อันดับ 1,15 แผ่นที่ 2) คำสั่ง คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรได้พิจารณาคำฟ้องฎีกาของจำเลยประกอบด้วย แต่จำเลยยังมิได้ยื่นมา จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1286/2532
คำว่า"ชื่อ"ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081 และ1082 ย่อมหมายถึง ชื่อสกุลด้วย เมื่อจำเลยที่ 4 ที่ 5 ซึ่ง เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดยอมให้ใช้ ชื่อสกุลของตน ระคนเป็นชื่อ ห้าง จำเลยที่ 4 ที่ 5 จึงต้อง รับผิดต่อ โจทก์ซึ่ง เป็นบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด.
- ฎีกาที่ 1286/2532
คำว่า "ชื่อ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081และ 1082 ย่อมหมายถึงชื่อสกุลด้วย เมื่อจำเลยที่ 4 ที่ 5ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดยอมให้ใช้ชื่อสกุลของตนระคนเป็นชื่อห้าง จำเลยที่ 4 ที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
- ฎีกาที่ 1286/2532
หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดยินยอมให้ใช้ชื่อสกุลของตนเป็นชื่อห้างผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เพราะคำว่า'ชื่อ' ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081 และมาตรา 1082หมายถึงชื่อสกุลด้วย.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1286/2532
คำว่า"ชื่อ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1081 และ1082 ย่อมหมายถึง ชื่อสกุลด้วย เมื่อจำเลยที่ 4 ที่ 5 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดยอมให้ใช้ชื่อสกุลของตนระคนเป็นชื่อห้าง จำเลยที่ 4 ที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1286/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี,371 ฯลฯ พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิ ฯลฯ เรียงกระทงลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯซึ่งมีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 21 ปี จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 6 เดือน ฯลฯ สำหรับจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้องแต่ให้ขังจำเลยที่ 2 ไว้ระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่ …
- ฎีกาที่ 1287/2532
อายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งทางทะเล ต้อง นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ซึ่ง เป็นบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1 ว่าด้วยรับขนของ อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง มาปรับแก่คดีตาม ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสาม จึงมีกำหนด 1 ปีนับแต่วันส่งมอบหรือวันที่ควรจะได้ ส่งมอบ.
- ฎีกาที่ 1287/2532
การที่บริษัท ป. ขนสินค้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มายังท่าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นท่าเรือปลายทางเป็นการรับขนของทางทะเล ป.พ.พ. มาตรา 609 วรรคท้ายบัญญัติว่า รับขนทางทะเลให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการนั้นแต่ปัจจุบันกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการรับขนของทางทะเลของประเทศไทยยังไม่มี ในเรื่องอายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งทางทะเลจึงต้องนำ ป.พ.พ.มาตรา 624 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1 ว่าด้วยรับขนของ อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับคดีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสาม ซึ่งในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่วันส่งมอบของ เมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับตราส่งรับสินค้าไปเมื่อ พ.ศ. 2524 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันภัยรับช่วงสิทธิเรียกร้องมาจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับต …
- ฎีกาที่ 1287/2532
อายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งทางทะเล ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1 ว่าด้วยรับขนของ อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง มาปรับแก่คดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสาม จึงมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันส่งมอบหรือวันที่ควรจะได้ส่งมอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1287/2532
ความว่า จำเลยและผู้ขอประกันยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32,33,91,264,265,268 ฯลฯ ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฯลฯจำเลยอุทธรณ์ (อันดับ 28 แผ่นที่ 3) จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์โดยมีนายโรมรัญทองอินทร์ เป็นผู้ขอประกัน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 27) จำเลยและผู้ขอประกันจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 29) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยตีราคาประกัน60,000 บาท (อันดับ 5) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1288/2532
ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม โจทก์ไม่ได้นำมาชำระภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความวันรุ่งขึ้นโจทก์ยื่นคำร้องอ้างเหตุที่ไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระตาม คำสั่งศาลว่าเนื่องจากฝนตก หนักการจราจรติดขัดมาก ได้ โทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องให้พนักงานรับฟ้องทราบเมื่อเวลา 15 นาฬิกา และเดินทางมาถึง ศาลเมื่อเวลา 17 นาฬิกาพนักงานศาลไม่ยอมรับค่าฤชาธรรมเนียม อ้างว่าศาลปิดทำการแล้วโจทก์มิได้จงใจทิ้งฟ้อง เป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้ศาลไต่สวนอนุญาตให้โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมและดำเนิน กระบวนพิจารณาต่อไป ดังนี้แม้ศาลชั้นต้นจะได้ สั่งจำหน่ายคดีโดย เห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้วก็ตามแต่ เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้อง ของ โจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริง และถ้า เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์พิเศษและเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นก็มี …