ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 16 จาก 200
- ฎีกาที่ 1288/2532
ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม โจทก์ไม่ได้นำมาชำระภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ วันรุ่งขึ้นโจทก์ยื่นคำร้องอ้างเหตุที่ไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระตามคำสั่งศาลว่า เนื่องจากฝนตกหนัก การจราจรติดขัดมาก ได้โทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องให้พนักงานรับฟ้องทราบเมื่อเวลา 15 นาฬิกา และเดินทางมาถึงศาลเมื่อเวลา17 นาฬิกา พนักงานศาลไม่ยอมรับค่าฤชาธรรมเนียม อ้างว่าศาลปิดทำการแล้ว โจทก์มิได้จงใจทิ้งฟ้อง เป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้ศาลไต่สวนอนุญาตให้โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควรศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริง และถ้าเห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์พิเศษและเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจท …
- ฎีกาที่ 1288/2532
ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้ว เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นมีอำนาจไต่สวนคำร้องของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริงและถ้าเห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์พิเศษและเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 และขยายเวลาให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1288/2532
ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม โจทก์ไม่ได้นำมาชำระภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความวันรุ่งขึ้นโจทก์ยื่นคำร้องอ้างเหตุที่ไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระตามคำสั่งศาลว่าเนื่องจากฝนตกหนัก การจราจรติดขัดมาก ได้โทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องให้พนักงานรับฟ้องทราบเมื่อเวลา 15 นาฬิกา และเดินทางมาถึงศาลเมื่อเวลา 17 นาฬิกา พนักงานศาลไม่ยอมรับค่าฤชาธรรมเนียม อ้างว่าศาลปิดทำการแล้ว โจทก์มิได้จงใจทิ้งฟ้อง เป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้ศาลไต่สวนอนุญาตให้โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริง และถ้าเห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์พิเศษและเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1288/2532
ความว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2530 ปรากฏตามใบมรณบัตรท้ายคำร้อง ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ มีความประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ เพื่อดำเนินคดีต่อไปโปรดอนุญาต หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดการแก้ไขเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 24 หน้า 24เล่ม 1 ก. ตำบลทับช้าง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ในส่วนที่นำรังวัดล้ำที่ดินของโจทก์ภายในเส้นสีแดงตามแผนที่กลางให้ถูกต้องหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์นำเอาคำพิพากษาไปจัดการแก้ไขด้วยตนเอง แต่โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา (อันดับ 83) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา …
- ฎีกาที่ 1289/2532
ทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดชี้สองสถานแล้ว แต่ ไม่มีฝ่ายจำเลยมาศาลในวันนัด ศาลชั้นต้นจึงได้ ชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ไป ถือได้ว่าทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสอง และถือว่าจำเลยทั้งสองทราบนัดด้วย การที่จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์โดย ไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง จึงเป็นการจงใจไม่มาศาลแม้ทนายจำเลยทิ้งคดีตั้งแต่ วัน ชี้สองสถานโดย ไม่แจ้งนัดให้จำเลยทั้งสองทราบ จนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองเสียหาย จำเลยทั้งสองก็จะอ้างเป็นเหตุขอให้พิจารณาใหม่หาได้ไม่.
- ฎีกาที่ 1289/2532
ทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดชี้สองสถานแล้ว แต่ไม่มีฝ่ายจำเลยทั้งสองมาศาลในวันนัด ศาลชั้นต้นจึงได้ชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ไป ถือได้ว่าทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสองและถือว่าจำเลยทั้งสองทราบนัดด้วย การที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง จึงเป็นการจงใจไม่มาศาล แม้ทนายจำเลยทั้งสองทิ้งคดีตั้งแต่วันชี้สองสถานโดยไม่แจ้งนัดให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยทั้งสองก็จะอ้างเป็นเหตุขอให้พิจารณาใหม่หาได้ไม่
- ฎีกาที่ 1289/2532
ทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดชี้สองสถานแล้ว แต่ไม่มีฝ่ายจำเลยมาศาลในวันนัด ศาลชั้นต้นจึงได้ ชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ไป ถือได้ว่าทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสอง และถือว่าจำเลยทั้งสองทราบนัดด้วย การที่จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง จึงเป็นการจงใจไม่มาศาลแม้ทนายจำเลยทิ้งคดีตั้งแต่วันชี้สองสถานโดยไม่แจ้งนัดให้จำเลยทั้งสองทราบ จนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองเสียหาย จำเลยทั้งสองก็จะอ้างเป็นเหตุขอให้พิจารณาใหม่หาได้ไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1289/2532
ความว่า เนื่องจากโจทก์ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม2530บัดนี้ได้ล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมายที่ทายาทของโจทก์จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์แล้ว ขอศาลฎีกาได้โปรดจำหน่ายคดีโจทก์ออกเสียจากสารบบความ หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดการแก้ไขเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 24 หน้า 24เล่ม 1 ก. ตำบลทับช้าง อำเภอ นาทวี จังหวัดสงขลา ในส่วนที่นำรังวัดล้ำที่ดินของโจทก์ภายในเส้นสีแดงตามแผนที่กลางให้ถูกต้องหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์นำเอาคำพิพากษาไปจัดการแก้ไขด้วยตนเอง แต่โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา (อันดับ 83) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกานายจรัสวิศพันธุ์ ทายาทของโจทก์ …
- ฎีกาที่ 129/2532
สาเหตุน้ำท่วมนาของโจทก์เนื่องมาจากฝนตกเร็วกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปีก่อน ๆ ซึ่งจำเลยไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ การที่จำเลยก่อสร้างซ่อมแซมทำนบที่กั้นลำห้วยสาธารณะเพื่อกักน้ำไว้เลี้ยงสัตว์น้ำให้ราษฎรจับเป็นอาหารในฤดูแล้ง จำเลยไม่มีเจตนาทำให้เกิดอุทกภัยหรือทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 228 และ 359
- ฎีกาที่ 129/2532
สาเหตุน้ำท่วมนาของโจทก์เนื่องมาจากฝนตกเร็วกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปีก่อนๆ การที่จำเลยก่อสร้างซ่อมแซมทำนบที่กั้นลำห้วยสาธารณะ เพื่อกักน้ำไว้เลี้ยงสัตว์น้ำให้ราษฎรจับเป็นอาหารในฤดูแล้ง ไม่มีเจตนาทำให้เกิดอุทกภัยหรือทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย ดังนี้ จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 228 และ 359.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1290/2532
ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2530ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2530 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 30 วัน อ้างว่าจำเลยเพิ่งตามตัวทนายความที่ต้องการพบและทนายความคนใหม่ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทัน แม้จำเลยจะเปลี่ยนทนายความใหม่และอยู่ในกรุงเทพมหานครก็สามารถยื่นฎีกาได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เหตุล่าช้าของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นเพราะมีพฤติการณ์พิเศษอันศาลจะพึงขยายเวลายื่นฎีกาให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23
- ฎีกาที่ 1290/2532
ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2530ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2530 จำเลยได้มอบฉันทะให้ อ. มายื่นคำร้องขอคัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้จำเลยจะเปลี่ยนทนายใหม่และอยู่ในกรุงเทพมหานครก็สามารถยื่นฎีกาได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เหตุล่าช้าของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นเพราะมีพฤติการณ์พิเศษอันศาลจะพึงขยายเวลายื่นฎีกาให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1290-1291/2532
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 139แผ่นที่ 2,140 แผ่นที่ 2) คดีทั้งสองสำนวนนี้ จำเลยเป็นบุคคลเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกพนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามเป็นโจทก์ที่ 1 นางละออแซ่ตัง เป็นโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี จำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 13 ปี4 เดือน ฯลฯ โจทก์ที่ 2 และจำเลยต่างอุทธรณ์ (อันดับ 126,134) จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 123 แผ่นที่ 3) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 132) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยตีราคาประกัน300,000 บาท (อันดับ 49) คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบา …
- ฎีกาที่ 1291/2532
ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย โดย วินิจฉัยว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องที่มีเงื่อนไขและยังไม่มีข้อโต้แย้งตาม กฎหมาย จำเลยอุทธรณ์ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ มิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบอย่างไรหรือเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ชอบที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย.
- ฎีกาที่ 1291/2532
ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย โดยวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องที่มีเงื่อนไขและยังไม่มีข้อโต้แย้งตามกฎหมายจำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ มิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบอย่างไรหรือเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ชอบที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 1291/2532
ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย โดยวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องที่มีเงื่อนไขและยังไม่มีข้อโต้แย้งตามกฎหมาย จำเลยอุทธรณ์ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ มิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบอย่างไรหรือเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ชอบที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย.
- ฎีกาที่ 1291/2532
ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย โดยวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องที่มีเงื่อนไขและยังไม่มีข้อโต้แย้งตามกฎหมาย จำเลยอุทธรณ์ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ มิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบอย่างไรหรือเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ชอบที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1292/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 จำคุก 10 ปี จำเลยเบิกความรับว่าฟันผู้เสียหายจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประกอบว่าประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 78,80) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 18,64) คำสั่ง คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกาจึงไม่มีเหตุที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1293/2532
ความว่า โจทก์ที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2531ปรากฏตามสำเนามรณบัตรท้ายคำร้อง ก่อนโจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรมได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทในคดีนี้ตามโฉนดเลขที่ 7396 ให้แก่ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว และหากถึงแก่กรรมก่อนคดีถึงที่สุดก็ให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนจนคดีถึงที่สุด ปรากฏตามสำเนาพินัยกรรมท้ายคำร้อง ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 1 ผู้มรณะต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 97) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3296 ตำบลวัดโคกอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยฎีกา (อันดับ 82) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 95) โดยศาลชั้นต้นได้นัดพิจารณาคำร้องแล้ว ปรากฏว่าจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1294/2532
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์ (น่าจะเป็นศาลฎีกา) ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 ลงโทษตามมาตรา 76 จำคุก 10 ปี6 เดือน คำรับในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี ฯลฯ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์สั่งว่า พิเคราะห์ตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่จะปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 ในระหว่างอุทธรณ์ ไม่อนุญาต ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 11) คำสั่ง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ …