ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 26 จาก 200
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1456/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไว้บัดนี้จำเลยที่ 2 ไม่ติดใจที่จะฎีกาต่อไปจึงขอถอนฎีกา (น่าจะเป็นขอถอนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา) โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4,5,6,7,11,47,48,69,73,74,74 ทวิ,74 จัตวา,75 ฯลฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83,91 ฯลฯ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4,5,6,14,31 ฯลฯ เรียงกระทงลงโทษฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง จำคุกคนละ 4 ปี ปรับคนละ 60,000 บาท ฐานมีไม้ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 4 ปี ปรับคนละ 40,000 บาท ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปี ปรับคนละ 40,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปี ปรับคน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1457/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวเพื่อหาเงินมาผ่อนชำระค่าปรับโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4,5,6,7,11,47,48,69,73,74,74 ทวิ,74 จัตวา,75 ฯลฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83,91 ฯลฯ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4,5,6,14,31 ฯลฯ เรียงกระทงลงโทษฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคสอง จำคุกคนละ 4 ปี ปรับคนละ 60,000 บาท ฐานมีไม้ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 4 ปี ปรับคนละ 40,000 บาท ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปี ปรับคนละ 40,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปีปรับคนละ 40,000 บาท รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 16 ปี ปรับคนละ180,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพลดโทษให้ก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1458/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมกับคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ฯลฯ ลงโทษจำคุก 10 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 11,115 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ตีราคาค่าประกัน300,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและหลักประกันเพิ่มแล้วดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1459/2532
เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 กับพวกปล้นทรัพย์ของผู้ตาย และผู้ถูกใช้ ได้ กระทำตาม คำสั่งของจำเลยที่ 1แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมต้อง รับผลของการกระทำของผู้ถูกใช้ ในการปล้นทรัพย์นั้นทั้งสิ้น เมื่อการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340วรรคท้าย จำเลยที่ 1 ในฐานะ ผู้ใช้ ย่อมต้อง รับผิดในผลการกระทำของผู้ถูกใช้ อันเนื่องจากการปล้นทรัพย์เสมือนเป็นตัวการเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ด้วย.
- ฎีกาที่ 1459/2532
เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 กับพวกปล้นทรัพย์ของผู้ตาย และผู้ถูกใช้ได้กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับผลของการกระทำของผู้ถูกใช้ในการปล้นทรัพย์นั้นทั้งสิ้น เมื่อการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้ายจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ใช้ย่อมต้องรับผิดในผลการกระทำของผู้ถูกใช้อันเนื่องจากการปล้นทรัพย์เสมือนเป็นตัวการเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2ที่ 3 ด้วย
- ฎีกาที่ 1459/2532
เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 กับพวกปล้นทรัพย์ของผู้ตาย และผู้ถูกใช้ได้กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับผลของการกระทำของผู้ถูกใช้ในการปล้นทรัพย์นั้นทั้งสิ้น เมื่อการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ใช้ย่อมต้องรับผิดในผลการกระทำของผู้ถูกใช้อันเนื่องจากการปล้นทรัพย์เสมือนเป็นตัวการเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1459/2532
ความว่า คดีนี้โจทก์ได้อ้างส่งโฉนดเลขที่ 2041 แขวงลำปลาทิวเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เป็นพยานต่อศาลในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เพื่อประกอบการพิจารณาว่า การที่จำเลยฆ่าผู้ตายก็เนื่องจากการซื้อขายที่ดินโฉนดดังกล่าวเท่านั้น หาใช่เป็นของกลางในคดีแต่อย่างใดไม่ และคดีนี้จำเลยรับสารภาพ ประเด็นที่ขึ้นมาศาลฎีกาก็มีเพียงว่าจะปราณีโทษแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 หรือไม่เท่านั้นโฉนดดังกล่าวจึงไม่มีความจำเป็นต่อการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องซึ่งถูกโจทก์ร่วมฟ้องต่อศาลจังหวัดมีนบุรีขอให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2041 ให้แก่โจทก์ร่วม และคดีถึงที่สุดแล้วโดยตกลงประนีประนอมยอมความกัน ดังปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความท้ายคำร้องนี้ มีความประสงค์ขอให้ศาลสั่งคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องเพื่อจะได้นำไปโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ร่วมต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นายโกสิทธิ์ยงเกียรติพานิชขอเข้าเป็นโจทก์ร …
- ฎีกาที่ 146/2532
แม้ข้อตกลงระหว่าง ส. กับจำเลยตามรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันมีใจความว่า ส.ได้เรียกร้องค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลตัวเองและของภรรยาเป็นเงินรวม 27,500 บาท และไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดอีกต่อไปทั้งทางแพ่งและอาญาก็ตามแต่ยังมีข้อความอีกว่า สำหรับรถยนต์ของ ส. นั้น คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะไปทำการเจรจากันในภายหลังต่อไปแสดงว่าคู่กรณีเจตนาแยกการเรียกค่าเสียหายจากการซ่อมแซมรถยนต์ออกจากค่าเสียหายจำนวน 27,500 บาทส.จึงไม่สูญสิทธิที่จะเรียกร้องค่าซ่อมแซมรถยนต์ในภายหลังเมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ส. ได้นำรถยนต์ดังกล่าวไปซ่อมแซมและชำระค่าซ่อมแซมแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ส.ในอันที่จะเรียกร้องเงินค่าซ่อมแซมรถยนต์จากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880
- ฎีกาที่ 146/2532
แม้ข้อตกลงระหว่างพันจ่าอากาศเอก ส. กับจำเลยตามรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันจะมีใจความว่า พันจ่าอากาศเอก ส. ได้เรียกร้องค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลตัวเองและของภรรยาเป็นเงินรวม 27,500 บาทและไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดอีกต่อไปทั้งทางแพ่งและอาญาก็ตาม แต่ก็ยังมีข้อความอีกว่า สำหรับรถยนต์ของพันจ่าอากาศเอก ส. นั้นคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะไปทำการเจรจากันในภายหลังต่อไป แสดงว่าคู่กรณีเจตนาแยกการเรียกค่าเสียหายจากการซ่อมแซมรถยนต์ออกจากค่าเสียหายจำนวน 27,500 บาท พันจ่าอากาศเอกส. จึงไม่สูญสิทธิที่จะเรียกร้องค่าซ่อมแซมรถยนต์ในภายหลังเมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของพันจ่าอากาศเอก ส. ได้นำรถยนต์ดังกล่าวไปซ่อมแซมและชำระค่าซ่อมแซมแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของพันจ่าอากาศเอก ส. ในอันทีจะเรียกร้องเงินค่าซ่อมแซมรถยนต์จากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:146/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา เนื่องจากฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาในระหว่างการพิจารณาหากคดีที่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีการพิจารณาคดีไปก็อาจต้องย้อนสำนวนเริ่มต้นพิจารณาใหม่เป็นการเปล่าประโยชน์โปรดมีคำสั่งให้ศาลจังหวัดขอนแก่นงดการพิจารณาคดีไว้จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาคดีตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 60) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน1,622,129.26 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงิน 1,566,002.64 บาท นับถัดจากวันยื่นฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ครบกำหนดยื่นคำให้การแล้วจำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2530 จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลไม่ได้อนุญาตให้ยื่นคำให้การ จึงไม่รับคำให้การนี้ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับคำให้การจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1460/2532
ความว่า ผู้ขอประกันยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นขอให้ศาลอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 ระหว่างพิจารณา นางสมจิตต์ น้อยแสง ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291,300,39,390,91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 6,43,78,148,157,160 ฯลฯ การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ลงโทษจำคุก 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังในระหว่างอุทธรณ์ เว้นแต่จะมีประกันตัวออกไป ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78,160 วรรคสองอีกกระทงหนึ่งใ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1461/2532
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้โจทก์จำเลยตกลงกันได้แล้วจำเลยไม่ประสงค์จะดำเนินคดีชั้นฎีกาต่อไป จึงขอถอนฎีกา ขอได้โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงข้างคำร้องว่าไม่คัดค้าน (อันดับ 66) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 79,880 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 74,684 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงินจำนวน 58,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 58,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2527(ตามคำขอ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกา (อันดับ 47 แผ่นที่ 2) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 66) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้วศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 65 แผ่นที่ 3) คำสั่ง อนุญาตให้จำเลยถอน …
- ฎีกาที่ 1462/2532
แม้จำเลยจะนำรถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคลมาประกอบการขนส่งไม่ประจำทางเรียกเก็บเงินเพื่อสินจ้าง แต่ โจทก์มิได้นำสืบว่ารถคันดังกล่าวมีน้ำหนักรถเท่าใด จึงฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ส่วนบุคคลคันที่จำเลยขับเป็นรถที่มีน้ำหนักเกินกว่าหนึ่งพัน หกร้อยกิโลกรัมรถคันดังกล่าวจึงเป็นรถที่ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 126.
- ฎีกาที่ 1462/2532
แม้จำเลยจะนำรถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคลมาประกอบการขนส่งไม่ประจำทางเรียกเก็บเงินเพื่อสินจ้าง แต่โจทก์มิได้นำสืบว่ารถคันดังกล่าวมีน้ำหนักรถเท่าใด จึงฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ส่วนบุคคลคันที่จำเลยขับเป็นรถที่มีน้ำหนักเกินกว่าหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัมรถคันดังกล่าวจึงเป็นรถที่ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 126
- ฎีกาที่ 1462/2532
แม้จำเลยจะนำรถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคลมาประกอบการขนส่งไม่ประจำทางเรียกเก็บเงินเพื่อสินจ้าง แต่โจทก์มิได้นำสืบว่ารถคันดังกล่าวมีน้ำหนักรถเท่าใดจึงฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ส่วนบุคคลคันที่จำเลยขับเป็นรถที่มีน้ำหนักเกินกว่าหนึ่งพัน หกร้อยกิโลกรัม รถคันดังกล่าวจึงเป็นรถที่ไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. การขนส่งทางบก ฯ การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 23 ประกอบมาตรา126 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว.
- ฎีกาที่ 1462/2532
แม้จำเลยจะนำรถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคลมาประกอบการขนส่งไม่ประจำทางเรียกเก็บเงินเพื่อสินจ้าง แต่โจทก์มิได้นำสืบว่ารถคันดังกล่าวมีน้ำหนักรถเท่าใด จึงฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ส่วนบุคคลคันที่จำเลยขับเป็นรถที่มีน้ำหนักเกินกว่าหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัมรถคันดังกล่าวจึงเป็นรถที่ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 126.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1462/2532
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ที่ 2 แถลงคัดค้าน (อันดับ 41) คดีนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีหมายเลขแดงที่ 1783/2532 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 2 ถ้อยคำสำนวนรวมอยู่ในคดีหมายเลขแดงที่ 1783/2532 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 13,140 บาท จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 35,36) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลแรงงานกลางกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างอุทธรณ์มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1463/2532
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า รับอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะอุทธรณ์ข้อ 4 ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้าม จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ข้อ 3 เป็นอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านการตีความข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางตีความข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยคลาดเคลื่อนไป จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ที่ 2 แถลงคัดค้าน (อันดับ 42) คดีนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีหมายเลขแดงที่ 1783/2532 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 2 ถ้อยคำสำนวนรวมอยู่ในคดีหมายเลขแดงที่ 1783/2532 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 13,140 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งรับอุทธรณ์บางข้อและไม่รับบางข้อดังกล่าว (อันดับ 35) …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1464/2532
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 138) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือ ส.ค.1 เลขที่ 649/2498 หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก)เลขที่1492ตำบลนาประดู่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองในสภาพที่เรียบร้อย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 131,130) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 113) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกาตามคำร้องขอของจำเลยที่ 1
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1465/2532
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์แนบท้ายคำร้องนี้ หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฯลฯ ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับ (อันดับ 57) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 58,56) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 50) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 200,000 บาท (อันดับ 8,27) คำสั่ง …