ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 27 จาก 200
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1466/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,83 ให้จำคุกไว้มีกำหนดยี่สิบปี ฯลฯ จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบของจำเลยและผู้ขอประกัน (อันดับ 107,106 แผ่นที่ 1,2) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 11,87 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยมีประกัน ตีราคาสี่แสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักทรัพย์และดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1467/2532
ความว่า โจทก์ฎีกา คดีมีทางชนะ หากศาลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์จำเลยในระหว่างฎีกา อาจทำให้โจทก์เสียหายได้โปรดมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการถอนการยึดทรัพย์จำเลยไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 151) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 51,750 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปีของต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างอุทธรณ์โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย 3 รายการ คือ บ้าน โทรทัศน์ และรถจักรยานยนต์ (อันดับ 98,100,105) ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา (อันดับ 140) โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่แจ้งให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมถอนการยึดไปชำระแนบมาพร้อมคำร้อง(อันดับ 144,145) คำสั่ง ตามคำร้องเป็นการขอให้สั่งคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ไว้ในระหว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1468/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีฝิ่นและมีมูลฝิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติฝิ่น พ.ศ. 2472มาตรา 8,53 และมาตรา 11,53 ทวิ ฯลฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91และมีความผิดฐานมีไว้ในความครอบครองซึ่งฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคแรก,69 วรรคแรก พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 10 จำเลยกระทำผิดในขณะพระราชบัญญัติฝิ่น พ.ศ. 2472 ใช้บังคับอยู่ ภายหลังกระทำผิดแล้วได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 ออกใช้บังคับซึ่งมีโทษเบากว่า จึงใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคแรก,69 วรรคแรก พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ( …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1469/2532
ความว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 83,80ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 20 ปี ฯลฯ ไม่ปรากฏในสำเนาสำนวนที่ศาลชั้นต้นส่งไปยังศาลฎีกาว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่ายังไม่มีเหตุสมควรปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง (อันดับ 11) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 13) คำสั่ง พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้วยังไม่มีเหตุที่จะปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์
- ฎีกาที่ 147/2532
การที่จำเลยผู้ให้เช่าซื้อไปยึดรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์โดยโจทก์ผู้เช่าซื้อไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดและสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกันจำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยแล้วโจทก์จำเลยจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทโดยไม่มีตัวถัง โจทก์ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ว่าจ้างให้ต่อตัวถังขึ้น กรณีจึงเป็นการเอาสังหาริมทรัพย์ของบุคคลหลายคนมารวมเข้าด้วยกันจนเป็นส่วนควบหรือแบ่งแยกไม่ได้ ตัวรถยนต์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นทรัพย์ประธาน จำเลยจึงเป็นเจ้าของทรัพย์ประธานที่รวมเข้าด้วยกันแต่ผู้เดียว แต่ต้องใช้ค่าแห่งทรัพย์อื่น ๆ ให้แก่เจ้าของทรัพย์นั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1316 วรรคสอง เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการต่อตัวถังรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทให้จำเลยเพียง 5 งวด แต่โจทก์ใช้รถยนต์พิพาทตั้งแต่ต่อตัวถังเสร็จจน …
- ฎีกาที่ 147/2532
การที่จำเลยผู้ให้เช่าซื้อไปยึดรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์โดยโจทก์ผู้เช่าซื้อไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดและสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยแล้ว โจทก์จำเลยจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทโดยไม่มีตัวถัง โจทก์ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ว่าจ้างให้ต่อตัวถังขึ้น กรณีจึงเป็นการเอาสังหาริมทรัพย์ของบุคคลหลายคนมาร่วมเข้าด้วยกันจนเป็นส่วนควบหรือแบ่งแยกไม่ได้ ตัวรถยนต์ของจำเลยถือได้ว่าเป็นทรัพย์ประธานจำเลยจึงเป็นเจ้าของทรัพย์ประธานที่รวมเข้าด้วยกันแต่เพียงผู้เดียว แต่ต้องใช้ค่าแห่งทรัพย์อื่นๆ ให้แก่เจ้าของทรัพย์นั้นๆตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1316 วรรคสอง เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำเลยจึงต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการต่อตัวถังรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทให้จำเลยเพียง 5 งวด แต่จากบันทึกการตรวจสภาพรถยนต์พิพาทประกอบกั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:147/2532
ความว่า โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ฎีกา ข้อ 2 ของโจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาข้อ 3แม้จะเป็นข้อกฎหมาย แต่ก็ไม่เป็นสาระแก่คดี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับฎีกาโจทก์โจทก์ทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกเหนือที่ปรากฏในสำนวน เป็นการรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนฎีกาข้อ 3 นั้นเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเป็นพยานสำคัญสามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลย และจะมีผลให้คดีเปลี่ยนแปลงได้โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องข …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1470/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343,83 ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด5 ปี ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 88,86) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน300,000 บาท (อันดับ 3 แผ่นที่ 3,69) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างนี้ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1471/2532
การที่ผู้ร้องได้ปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้แจ้งยืนยันหนี้จำนวนดังกล่าวมายังผู้ร้อง ผู้ร้องหามีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลไม่ เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งต้องการให้หนี้สินดังกล่าวได้รับการสอบสวนในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นการแน่นอนเสียชั้นหนึ่งก่อนที่จะนำคดีมาสู่ศาล.
- ฎีกาที่ 1471/2532
ผู้ร้องได้ปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้แจ้งยืนยันหนี้จำนวนนั้นมายังผู้ร้อง ผู้ร้องจึงยังไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาล เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งต้องการให้หนี้สินดังกล่าวได้รับการสอบสวนในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นการแน่นอนเสียชั้นหนึ่งก่อนที่จะนำคดีมาสู่ศาล
- ฎีกาที่ 1471/2532
การที่ผู้ร้องได้ปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้แจ้งยืนยันหนี้จำนวนดังกล่าวมายังผู้ร้อง ผู้ร้องหามีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลไม่ เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งต้องการให้หนี้สินดังกล่าวได้รับการสอบสวนในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นการแน่นอนเสียชั้นหนึ่งก่อนที่จะนำคดีมาสู่ศาล.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1471/2532
การที่ผู้ร้องได้ปฏิเสธหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้แจ้งยืนยันหนี้จำนวนดังกล่าวมายังผู้ร้อง ผู้ร้องหามีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลไม่ เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาข้ามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งต้องการให้หนี้สินดังกล่าวได้รับการสอบสวนในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นการแน่นอนเสียชั้นหนึ่งก่อนที่จะนำคดีมาสู่ศาล.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1471/2532
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 90) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 142,144 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้น130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา(อันดับ 84,83,92) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 85) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์แต่จำเลยไม่นำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 71,73) คำสั่ง ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 130,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีกสองปี มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังค …
- ฎีกาที่ 1472/2532
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไปหลายครั้งและได้ผ่อนชำระให้บางส่วน จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่ค้างชำระให้โจทก์ไว้ การที่โจทก์นำสืบว่าเดิม จำเลยขอยืมเงินจาก ท. โจทก์เป็นผู้สลักหลังเช็ค ที่จำเลยสั่งจ่ายให้ ท. เพื่อชำระหนี้เงินยืมและจำเลยยอมให้โจทก์เก็บเกี่ยวมันสัมปะหลังในไร่ของจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ในเมื่อโจทก์ต้อง ชำระหนี้แก่ ท. แทนจำเลยต่อ มาจำเลยได้ ยืม เงินจาก ท. อีกให้โจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน และโจทก์ได้ ชำระหนี้แทนจำเลยไป จำเลยจึงทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ เป็นการนำสืบถึง ที่มาแห่งมูลหนี้ ไม่ถือว่าเป็นการนำสืบแตกต่าง จากฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ เพราะโจทก์ฟ้องโดย อาศัยหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหลักซึ่ง มีจำนวนหนี้เท่ากัน และไม่มีหนี้จำนวนอื่นอันจะเป็นหนี้คนละรายกัน ถือได้ว่าโจทก์นำสืบถึง มูลหนี้ได้ ตาม ฟ้อง
- ฎีกาที่ 1472/2532
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไปหลายครั้งและได้ผ่อนชำระให้บางส่วน จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่ค้างชำระให้โจทก์ไว้ การที่โจทก์นำสืบว่าเดิมจำเลยขอยืมเงินจาก ท. โจทก์เป็นผู้สลักหลังเช็ค ที่จำเลยสั่งจ่ายให้ ท. เพื่อชำระหนี้เงินยืม และจำเลยยอมให้โจทก์เก็บเกี่ยวมันสัมปะหลังในไร่ของจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้ในเมื่อโจทก์ต้องชำระหนี้แก่ ท. แทนจำเลย ต่อมาจำเลยได้ยืมเงินจาก ท. อีกให้โจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน และโจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยไป จำเลยจึงทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งมูลหนี้ ไม่ถือว่าเป็นการนำสืบแตกต่างจากฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ เพราะโจทก์ฟ้องโดยอาศัยหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหลักซึ่ง มีจำนวนหนี้เท่ากัน และไม่มีหนี้จำนวนอื่นอันจะเป็นหนี้คนละรายกัน ถือได้ว่าโจทก์นำสืบถึงมูลหนี้ได้ตามฟ้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1472/2532
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 2 ของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ส่วนฎีกาข้อ 3เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่มิได้ยกขึ้นว่ากันแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงไม่รับ จำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 ที่ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ให้ลงโทษปรับ 200 บาท แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8),83 ให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ เป็นการแก้ทั้งบทและโทษซึ่งเป็นการแก้ไขมากจึงไม่ต้องห้ามฎีกา สำหรับฎีกาข้อ 3 ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่หยิบยกปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการป้องกันขึ้นวินิจฉัยให้ทั้งที่จำเลยที่ 2 ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำผิด เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1473/2532
ความว่า จำเลยทั้งสองขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้ยื่นไว้เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ไว้ 200 บาท จำเลยที่ 2มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,297(8) ให้เรียงกระทงลงโทษ ข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะฯให้ปรับ 80 บาท ข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสให้จำคุกไว้ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 3 ปี ปรับ 80 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8),83 ให้จำคุกไว้ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาข้อ 2 ของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1474/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,297 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 2,1) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สมควรจะได้พิจารณาฎีกาของจำเลยประกอบเสียก่อน จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกาจึงไม่มีเหตุจะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1475/2532
แม้โจทก์ได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองแต่ ความจริงหนี้สินดังกล่าวได้ ระงับไปแล้วตาม เหตุผลในรายละเอียดที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ชอบที่จะหยิบยกเป็นข้อต่อสู้หากจะถูก จำเลยฟ้องเป็นคดีขึ้นในอนาคต มิใช่ด่วนมายื่นฟ้องจำเลยต่อ ศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์จำเลยมิได้มีหนี้สินใด ๆ ต่อ กัน กรณีของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันจะถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิหรือจำเป็นต้อง ใช้สิทธิในทางศาล ส่วนข้อที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเอกสาร น.ส.3 ก.นั้น โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า จำเลยได้ ยึด น.ส.3 ก. ของโจทก์ไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน ต่อ มาโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว แต่ จำเลยทั้งสองไม่ได้คืน น.ส.3 ก. ให้แก่โจทก์ ดังนี้เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตาม เอา น.ส.3 ก. ของโจทก์คืน โดยอ้างว่าโจทก์ได้ ชำระหนี้เงินกู้เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่มีอำนาจย …
- ฎีกาที่ 1475/2532
แม้โจทก์ได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองแต่ความจริงหนี้สินดังกล่าวได้ระงับไปแล้วตามเหตุผลในรายละเอียดที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ชอบที่จะหยิบยกเป็นข้อต่อสู้หากจะถูกจำเลยฟ้องเป็นคดีขึ้นในอนาคต มิใช่ด่วนมายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์จำเลยมิได้มีหนี้สินใด ๆ ต่อกัน กรณีของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันจะถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิหรือจำเป็นต้องใช้สิทธิในทางศาล ส่วนข้อที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเอกสาร น.ส.3ก. นั้นโจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า จำเลยได้ยึด น.ส.3ก. ของโจทก์ไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน ต่อมาโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสองแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ได้คืน น.ส.3ก. ให้แก่โจทก์ ดังนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอา น.ส.3ก. ของโจทก์คืน โดยอ้างว่าโจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่มีอำนาจยึด น.ส.3ก.ของโจท …