ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 28 จาก 200
- ฎีกาที่ 1475/2532
แม้โจทก์ได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากจำเลยทั้งสอง แต่ความจริงหนี้สินดังกล่าวได้ระงับไปแล้วตามเหตุผลในรายละเอียดที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ชอบที่จะหยิบยกเป็นข้อต่อสู้หากจะถูกจำเลยฟ้องเป็นคดีขึ้นในอนาคต มิใช่ด่วนมายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์จำเลยมิได้มีหนี้สินใด ๆ ต่อกัน กรณีของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันจะถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิหรือจำเป็นต้องใช้สิทธิในทางศาล ส่วนข้อที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเอกสาร น.ส.3 ก. นั้น โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า จำเลยได้ ยึด น.ส.3 ก. ของโจทก์ไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน ต่อมาโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้คืน น.ส.3 ก. ให้แก่โจทก์ ดังนี้เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอา น.ส.3 ก. ของโจทก์คืน โดยอ้างว่าโจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่มีอำนาจยึด น.ส.3 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1475/2532
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 63) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 37,281 บาท และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 35,212 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 60,59) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก2 ปี มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1476/2532
ความว่า เนื่องจากโจทก์ได้ถึงแก่กรรมไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน2532 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายใบมรณบัตรท้ายคำร้องผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้านท้ายคำร้องมีความประสงค์ขอเข้ารับมรดกความแทนโจทก์ตามกฎหมายต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วโดยวิธีปิดหมาย(อันดับ 177 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับการไถ่ถอนการขายฝากจากโจทก์ในจำนวนเงิน 600,000 บาท โดยให้โจทก์นำเงินมาวางศาลภายใน 30 วันมิฉะนั้นให้ถือว่าโจทก์สละสิทธิการไถ่ และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากให้โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับการไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทจากโจทก์ในจำนวนเงิน 600,000 บาทโดยโจทก์ไม่ต้องนำเงินมาวางศาล ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1477/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่บิดผันให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัยต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,157 ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 จำคุก 1 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 88) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 89,90) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างจากคำฟ้อง แต่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณามิได้แตกต่างจากฟ้องตามที่จำเลยฎีกา จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกา ศาลชั้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1478/2532
ความว่า จำเลยฎีกา มีเหตุผลที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 114) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,059,137 บาทพร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 624,337 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 111,110) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยผู้มีชื่อได้นำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันและได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 89,101) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว หากจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปีมาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1479/2532
ความว่า โจทก์อุทธรณ์และขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งอุทธรณ์โจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ ข้อ 2.2 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายให้รับไว้ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นเป็นอุทธรณ์ดุลยพินิจในการที่ศาลรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับและสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ว่า เป็นกรณีขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ให้ยกคำร้อง โจทก์เห็นว่า โจทก์ได้อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมาย กล่าวคือข้อ 2.1 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางใช้ดุลยพินิจรับฟังข้อเท็จจริงต่างไปจากที่ศาลรับฟังไว้ในคดีส่วนอาญา จึงเป็นการไม่ชอบ ข้อ 2.3และ 2.4 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นต่างจากที่โจทก์จำเลยแถลงยอมรับกัน ส่วนข้อ 3 อุทธรณ์ว่าคำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานไม่ชอบด้วยระเบียบว่าด้วยการพน …
- ฎีกาที่ 148/2532
ศาลชั้นต้นสั่งคำฟ้องของโจทก์ในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นคำฟ้องว่าให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้อง ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน7 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นให้ถือว่าทิ้งฟ้อง ทั้งคำขอท้ายฟ้องมีข้อความด้วยว่า โจทก์รอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ดังนี้ ถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลดังกล่าวในวันยื่นคำฟ้องแล้วไม่จำเป็นที่ศาลต้องส่งคำสั่งศาลให้โจทก์ทราบอีก และไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องแจ้งผลการส่งหมายให้โจทก์ทราบด้วย เมื่อโจทก์ไม่แถลงให้ศาลทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งหมายไม่ได้ จึงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง
- ฎีกาที่ 148/2532
ศาลชั้นต้นสั่งคำฟ้องของโจทก์ในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นคำฟ้องว่า ให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้อง ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นให้ถือว่าทิ้งฟ้อง ทั้งในคำขอท้ายฟ้องแพ่งมีข้อความด้วยว่า โจทก์รอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ดังนี้ ถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลดังกล่าวตั้งแต่วันยื่นคำฟ้องแล้ว ไม่จำเป็นที่ศาลต้องส่งคำสั่งศาลให้โจทก์ทราบอีก และไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องแจ้งผลการส่งหมายให้โจทก์ทราบด้วย เมื่อโจทก์ไม่แถลงให้ศาลทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปภายในกำหนด 7 วันนับแต่วันส่งหมายไม่ได้ จึงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:148/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฯลฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87,357 จำคุก 4 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฯลฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก,83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 95) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราว ตีราคาประกัน 100,000 บาท (อันดับ 74 แผ่นที่ 14) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 และขณะนี้จำเลยที่ 2 ยังมิได้ยื่นฎีกา ชั้นนี้จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1480/2532
ฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดต่อสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์ของลูกค้าให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ปฏิบัติผิดต่อหน้าที่นั้น ย่อมเป็นกรณีที่จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดต่อสัญญาจ้างแรงงานเช่นเดียวกัน ถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์จำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งได้ การที่ศาลชั้นต้นยกเอาข้อเท็จจริงในส่วนที่ว่าจำเลยไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าในสภาพเรียบร้อยเพราะโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิได้ระมัดระวังเป็นเหตุให้ผูใต้บังคับบัญชาของโจทก์นำรถยนต์ไปใช้ส่วนตัวจนเกิดอุบัติเหตุเสียหายขึ้นวินิจฉัยนั้นปรากฏว่าจำเลยหาได้ถือเหตุดังกล่าวเรียกร้องให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าเสียหายไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยไม่ชอบเพราะไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี.(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1480/2532
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 114 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน54,750 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 110,112) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา
- ฎีกาที่ 1481/2532
เดิม จำเลยที่ 1 จ้างเหมาบริษัทเอกชนดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดและรักษาความปลอดภัยในบริเวณเคหะชุมชนคลองจั่นต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2526 จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 ซึ่ง เป็นคณะกรรมการอาคารชุดเคหะชุมชนคลองจั่น รับงานดังกล่าวมาดำเนินการเอง จำเลยที่ 1 เพียงแต่ ให้เงินอุดหนุนเท่านั้น ส่วนการบริหารงานจำเลยที่ 2ถึง ที่ 61 มีอำนาจอิสระอย่างเด็ดขาดไม่จำต้องฟังคำสั่งของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการบริหารงานกรณีไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบห้าซึ่ง จำเลยที่ 2ถึง ที่ 61 จ้าง เข้ามาทำงานดังกล่าว และแม้กิจการของจำเลยที่ 1เป็นกิจการที่แสวงกำไรในทางเศรษฐกิจก็หาทำให้กิจการของจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 กลายเป็นกิจการที่แสวงกำไรในทางเศรษฐกิจไปด้วยไม่ การจ้างงานของจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 จึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย …
- ฎีกาที่ 1481/2532
เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดและรักษาความปลอดภัยในบริเวณเคหะชุมชนคลองจั่น ต่อมาจำเลยที่ 1ได้อนุมัติให้คณะกรรมการอาคารชุดเคหะชุมชนคลองจั่นซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 61 เป็นกรรมการไปดำเนินการและรับผิดชอบในการบริหารงานจำเลยที่ 2 ถึงที่ 61 มีอำนาจอิสระอย่างเด็ดขาดไม่จำต้องฟังคำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องเพียงแต่ให้เงินอุดหนุนเท่านั้น จึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2ถึงที่ 61 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการดังกล่าว การจ้างงานระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 61 กับโจทก์เพื่อทำงานรักษาความสะอาด และรักษาความปลอดภัยในบริเวณเคหะชุมชน เป็นการจ้างงานที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงกำไรในทางเศรษฐกิจ
- ฎีกาที่ 1481/2532
เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดและรักษาความปลอดภัยในบริเวณเคหะชุมชนคลองจั่น ต่อมาได้อนุมัติให้คณะกรรมการการอาคารชุดเคหะชุมชนคลองจั่นซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 61 เป็นกรรมการไปดำเนินการและรับผิดชอบในการบริหารงาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 61 มีอำนาจอิสระอย่างเด็ดขาดไม่จำต้องฟังคำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้อง เพียงแต่ให้เงินอุดหนุนเท่านั้น จึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 61 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการดังกล่าว.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 1481/2532
เดิมจำเลยที่ 1 จ้างเหมาบริษัทเอกชนดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดและรักษาความปลอดภัยในบริเวณเคหะชุมชนคลองจั่น ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2526 จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 ซึ่งเป็นคณะกรรมการอาคารชุดเคหะชุมชนคลองจั่นรับงานดังกล่าวมาดำเนินการเอง จำเลยที่ 1 เพียงแต่ให้เงินอุดหนุนเท่านั้น ส่วนการบริหารงานจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 มีอำนาจอิสระอย่างเด็ดขาดไม่จำต้องฟังคำสั่งของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในการบริหารงาน กรณีไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบห้าซึ่งจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 จ้างเข้ามาทำงานดังกล่าว และแม้กิจการของจำเลยที่ 1 เป็นกิจการที่แสวงกำไรในทางเศรษฐกิจก็หาทำให้กิจการของจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 กลายเป็นกิจการที่แสวงกำไรในทางเศรษฐกิจไปด้วยไม่ การจ้างงานของจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 61 จึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1481/2532
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 107) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 607,273 บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน600,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 85,84) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยนำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกัน และได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 60,64) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปีมาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1482/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษหนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก,83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2และที่ 3 คนละสองปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 116,115) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 80,000 บาท (อันดับ 34,97) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 จำเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1483/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7,8 ทวิ,72 วรรคแรกและวรรคสอง,72 ทวิ วรรคสอง ฯลฯ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ลงโทษฐานมีอาวุธปืนซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวจำคุก 6 เดือน เรียงกระทงลงโทษ รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ของกลางริบ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 55,54) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 100,000 บาท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1484/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 34,41,81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,264,265,267,268,91,83,33 ฯลฯ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม จึงลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ใบแจ้งย้ายที่อยู่ ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมหนังสือของสำนักงานเขตพญาไท ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมหนังสือฯ จำคุก 1 ปี ฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน จำคุก 6 เดือน จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมใบแจ้งที่อยู่ ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำคุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1485/2532
ความว่า จำเลยขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(7),339 วรรคสุดท้าย,80 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289(7)ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษประหารชีวิต ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างฎีกา จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 73) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยตีราคาประกัน 250,000 บาท (สำนวนประกัน (ฝากขัง)อันดับ 15 แผ่นที่ 9) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง