ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 24 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1288/2533
ความว่า ผู้ร้องฎีกา คดีมีทางจะชนะโจทก์ได้ ถ้าคดีต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีนี้แล้วจะเกิดความเสียหายกับผู้ร้องอย่างยิ่ง จึงขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างฎีกา โปรดมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 60) คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องว่าการที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์สินคือ บ้านไม้ชั้นเดียวเลขที่ 18 หมู่ที่ 13 ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 1 หลัง ราคา 10,000 บาท อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลย เพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องได้สร้างบ้านหลังดังกล่าวเมื่อต้นปี พ.ศ. 2509 และอยู่กินเป็นสามีภรรยากับนายสำราญ ตรีแจ่มในบ้านดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน มีบุตรด้วยกัน 3 คน ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 ขอให้ศาลมีคำส …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1289/2533
ความว่า โจทก์ร่วมยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีของโจทก์ร่วมต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อที่ 3 กล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงผิดกฎหมายหรือไม่ ส่วนฎีกาข้อที่ 4มีปัญหาว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ และเป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือไม่ และฎีกาข้อที่ 5 โต้แย้งว่าข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยมีความผิดตามกฎหมายแล้ว ทุกข้อดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 104) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(8)ระหว่างการพิจารณา นางสาวขวัญใจ นามจันทร์ ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:129-131/2533
ความว่า เนื่องจากโจทก์พึ่งค้นพบเอกสารเกี่ยวกับประวัติวัดหนองคำ เอกสารการแต่งตั้งเจ้าอาวาสและการมอบวัดหนองคำ ดังนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและประกอบการพิจารณา อำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในคดี โจทก์จึงขอยื่น บัญชีพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาซึ่งเสนอมาพร้อมคำร้องแล้ว โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสามแถลงคัดค้าน (อันดับ 85) คดีสามสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องเป็นทำนองเดียวกันขอให้ขับไล่ จำเลยทั้งสามสำนวนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าอยู่และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือนนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไป ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาคดีทั้งสามสำนวนเข้าด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 81,80) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาต ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1290/2533
ความว่า เนื่องจากทรัพย์ที่ขายทอดตลาดในคดีนี้เป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาก็ไม่เคยมอบอำนาจและไม่เคยแต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นทนายความของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่เคยปรากฏตัวหรือมาคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เลย โจทก์จึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะมอบอำนาจให้นางรุ่งศรีเทพสง่าหรือจะแต่งตั้งให้นายเสรีสุวรรณภานนท์เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 หลายครั้งจนสำนวนแยกเป็น 2 สำนวน กล่าวคือ สำนวนหนึ่งนั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่15 กันยายน 2530 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งขอให้ศาลชั้นต้นขายที่ดิน ทีละแปลง เพราะคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องนั้นยังมิได้ชี้ขาด ในเรื่องให้ขายที่ดินรวมพร้อมกัน หรือให้แยกขายทีละแปลง จึงไม่ชอบ ด้วยประมวลกฎหมาย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1291/2533
ความว่า โจทก์ทั้งห้ายื่นฎีกา คดีจะชนะในที่สุด โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 256 แผ่นที่ 2)ระหว่างฎีกาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม นายทองโปรด กลิ่นนิลบุตรของโจทก์ที่ 4 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 4 ผู้มรณะ ศาลชั้นต้นอนุญาต (อันดับ 251,263) โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัด สมุทรสาคร เนื้อที่ 40 ไร่เศษ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ทำให้ที่ดินคืนสู่สภาพเดิมเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายในส่วนรายได้สุทธิจากการทำนาเกลือในอัตราไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ หากเพิกเฉยขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ห้ามโจทก์ทั้งห้าและบริวา …
- ฎีกาที่ 1292/2533
ผู้ตายมีอาการเมาสุรา เข้าไปก่อ เหตุ ด่า ว่าจำเลยถึง ในบ้านจำเลยด้วย ถ้อยคำหยาบคายและใช้ อาวุธปืนลูกซองยาวยิงจำเลยก่อน1 นัด แล้วต่าง ยื้อแย่งอาวุธปืนสั้น จำเลยใช้ อาวุธปืนที่แย่งได้ ยิงผู้ตายซึ่ง ไม่มีอาวุธใด อยู่ในมือ ขณะนั้นแม้ไม่มีภยันตรายซึ่ง เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อ กฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงต่อ จำเลยอันจะทำให้จำเลยอ้างเหตุป้องกันตน โดย ชอบ ด้วยกฎหมายได้ แต่ จำเลยยิงผู้ตายเพราะเหตุผู้ตายกระทำการอันถือ ได้ว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วย เหตุอันไม่ เป็นธรรมและจำเลยยิงผู้ตายในเวลาต่อเนื่องกัน ดังนี้ เป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1294/2533
ความว่า โจทก์ได้ยื่นฎีกาไว้ แต่เนื่องจากฎีกาของโจทก์ยังมีข้อบกพร่องบางประการจึงขอเพิ่มเติมฎีกา รายละเอียดปรากฏในคำร้องโปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และจำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินต้นตามเช็คพิพาทจำนวน 421,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดิน7 แปลงของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2530 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวมพร้อมกัน 7 แปลงจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจคัดค้านขอให้แยกขายทีละแปลง โดยอ้างว่าขายที่ดินบางแปลงก็พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้จำเล …
- ฎีกาที่ 1295/2533
โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่ง เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดและจำเลยที่2 ซึ่ง เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 ในฐานะ ผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท รับผิดใช้ เงินตาม เช็ค ต่อมา ส. ในฐานะ หุ้นส่วนซึ่ง เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 คนใหม่ได้ ทำหนังสือถึง โจทก์มีใจความว่า "เรียนคุณหมอ สุชาติ ที่นับถือ ตาม ที่คุณหมอให้ผมติดต่อ กับคุณพ่อผม (จำเลยที่ 2) นั้น ผมได้ ถาม แล้ว แก บอกให้ผมเรียนคุณหมอ ว่าแก ไม่มีเจตนาจะคิดโกงแต่ อย่างใด แต่เป็นเพราะว่าในปีนี้ทั้งปีชักหน้าไม่ถึงหลังตลอด เวลา อยากจะขอความกรุณาคุณ หมอ ช่วย ผ่อนผันให้จนกว่าจะส่งงาน เพราะในขณะนี้ แก ไม่มีเงินจริง ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดผมขอยืนยันว่าเป็นความจริง หวังว่าคงจะได้ รับความกรุณาจากคุณหมอ เช่นเคย" ท้ายข้อความเป็น คำลงท้ายของหนังสือและลงลายมือชื่อของ ส. ส่วนตอนต้น ข้อความลงวันเดือน ปีที่ทำหนังสือไว้ด้วย ดังนี้ เอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1295/2533
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้นำเงินไปชำระให้โจทก์แล้ว และตกลงประนีประนอมยอมความกับโจทก์ได้ โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้ต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 48) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทนายโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยใบแต่งทนายมีอำนาจถอนฟ้องได้ (อันดับ 98,2) ค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1296/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ให้จำคุก 2 ปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(อันดับ 79) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 150,000บาท (อันดับ 4,66) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1297/2533
โจทก์และสามีโจทก์ซื้อ ที่ พิพาทซึ่ง มี น.ส. 3 จาก ก. โดยมิได้ ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะแต่ ที่ พิพาทเป็นที่ดินยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ก.ผู้ขายมีแต่ สิทธิครอบครอง เมื่อได้ ส่งมอบที่พิพาทให้โจทก์และสามีโจทก์แล้ว ก. ก็สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไป โจทก์และสามีโจทก์ย่อมได้ สิทธิครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1371378 มิใช่ได้ ตาม สัญญาซื้อขายดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้ จำเลยซึ่ง เป็นทายาทของ ก. ไปจดทะเบียนการโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตาม สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับ ก. .
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1297/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นางอาภรณ์ นิสาลักษณ์ ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายธนูนิสาลักษณ์ และมารดาของนางสาวเมตติยานิสาลักษณ์ ผู้ตาย ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291,300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 33,43(4)(6),151,157 พระราชบัญญัติขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา92,93,151 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ทุกข้อหา เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมาย หลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักให้จำคุก 3 ปี ความผิดตามพระราชบัญญัติขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 92,93,151 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประ …
- ฎีกาที่ 1298/2533
เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างตึกพร้อมทั้งกันสาดในที่ดินของตนเอง ต่อมาได้แบ่งแยกที่ดินเป็นแปลง ๆ ทำให้กันสาดของตึกที่สร้างในที่ดินแปลงหนึ่งรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่แบ่งแยกอีกแปลงหนึ่ง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1312เพราะการรุกล้ำมิได้เกิดจากจำเลยเป็นผู้สร้าง มาตรา 1312 เป็นบทยกเว้นเรื่องส่วนควบและแดนกรรมสิทธิ์ โดยบุคคลผู้สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต มีสิทธิใช้ที่ดินของผู้อื่นในส่วนที่รุกล้ำนั้นได้ แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดิน และจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอม คดีนี้จำเลยมิได้เป็นผู้สร้าง หากแต่เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างในที่ดินของตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องนำป.พ.พ. มาตรา 4 มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ได้แก่มาตรา 1312 วรรคแรก คือจำเลยมีสิทธิใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของ …
- ฎีกาที่ 1298/2533
เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างตึกพร้อม กันสาด แล้วได้แบ่งแยกเป็นแปลง ๆ ขาย ทำให้กันสาดที่สร้างในที่ดินแปลงหนึ่งรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่แบ่งแยกอีกแปลงหนึ่ง จำเลยซื้อตึกซึ่งมีกันสาดอยู่แล้วส่วนโจทก์ซื้อที่ดินในสภาพที่มีกันสาดดังกล่าวรุกล้ำ ดังนี้กันสาดที่รุกล้ำมิได้เกิดจากจำเลยเป็นผู้สร้าง จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ซึ่งเป็นบทยกเว้นเรื่องส่วนควบและแดนกรรมสิทธิ์ โดยบุคคลผู้สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตมีสิทธิใช้ที่ดินของผู้อื่นในส่วนที่รุกล้ำนั้น แต่ต้องเสียค่าใช้ที่ดินแก่เจ้าของที่ดินเมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้สร้าง จึงไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับคืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งซึ่งได้แก่มาตรา1312 วรรคแรก ฉะนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์เฉพาะกันสาดท …
- ฎีกาที่ 1298/2533
เจ้าของที่ดินเดิม เป็นผู้สร้างตึก พร้อม กันสาด แล้วได้ แบ่งแยกเป็นแปลง ๆ ขาย ทำให้กันสาดที่สร้างในที่ดินแปลงหนึ่งรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่แบ่งแยกอีกแปลงหนึ่ง จำเลยซื้อ ตึก ซึ่ง มีกันสาดอยู่แล้ว ส่วนโจทก์ซื้อ ที่ดินในสภาพที่มีกันสาดดังกล่าวรุกล้ำดังนี้กันสาดที่รุกล้ำมิได้เกิดจากจำเลยเป็นผู้สร้าง จึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1312 ซึ่ง เป็นบทยกเว้นเรื่องส่วนควบและแดนกรรมสิทธิ์โดย บุคคลผู้สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดย สุจริตมีสิทธิใช้ ที่ดินของผู้อื่นในส่วนที่รุกล้ำนั้นแต่ ต้อง เสียค่าใช้ ที่ดินแก่เจ้าของที่ดิน เมื่อจำเลยมิได้เป็นผู้สร้าง จึงไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ ต้อง นำ ป.พ.พ.มาตรา 4 มาใช้ บังคับคืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งซึ่ง ได้แก่มาตรา 1312 วรรคแรก ฉะนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิใช้ ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิที่ดินของโจทก์เฉพาะ ที่กันสาดรุกล้ำเข้าไปได้ส่ว …
- ฎีกาที่ 1298/2533
เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างตึกพร้อมทั้งกันสาดในที่ดินของตนเอง ต่อมาได้แบ่งแยกที่ดินเป็นแปลง ๆ ทำให้กันสาดของตึกที่สร้างในที่ดินแปลงหนึ่งรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่แบ่งแยกอีกแปลงหนึ่ง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1312 เพราะการรุกล้ำมิได้เกิดจากจำเลยเป็นผู้สร้าง มาตรา 1312 เป็นบทยกเว้นเรื่องส่วนควบและแดนกรรมสิทธิ์ โดยบุคคลผู้สร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต มีสิทธิใช้ที่ดินของผู้อื่นในส่วนที่รุกล้ำนั้นได้ แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดิน และจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอม คดีนี้จำเลยมิได้เป็นผู้สร้าง หากแต่เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างในที่ดินของตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องนำป.พ.พ. มาตรา 4 มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ได้แก่มาตรา 1312 วรรคแรก คือจำเลยมีสิทธิใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินขอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1298/2533
ความว่า โจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาโจทก์เห็นว่า โจทก์ฎีกาในปัญหาที่ว่าศาลล่างฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากที่ปรากฏในสำนวนหรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายมิใช่ปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 113แผ่นที่ 3) โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 107 แผ่นที่ 2) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 109) คำสั่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ …
- ฎีกาที่ 1299/2533
ข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้กับกรมตำรวจกำหนดให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจยึดพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดไว้ แต่มิได้ระบุว่าพนักงานสอนสวนจะต้องเป็นผู้เก็บรักษาไว้เอง ทั้งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการเก็บรักษาของกลางกำหนดให้พนักงานสอบสวนจัดสถานที่สำหรับรักษาพาหนะของกลาง หรือมอบให้ผู้ที่สมควรรักษาไว้แทนก็ได้ การที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนมอบรถยนต์ของกลางให้ ท. ผู้เช่าซื้อนำไปเก็บรักษาไว้เนื่องจากจำเลยไม่มีสถานที่เก็บรักษา และสถานีตำรวจที่จำเลยปฏิบัติงานอยู่ในเขตผู้ก่อการร้าย จึงมีเหตุผลอันสมควร เป็นการใช้ดุลพินิจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ และไม่ขัดต่อข้อตกลงดังกล่าว การที่ ท. ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ของกลางไปใช้ และโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อได้ยึดคืนแล้วนำไปขายต่อให้แก่ผู้อื่นเนื่องจาก ท.ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ซึ่งต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางผู้ซื้อได้รับความเสียหายและฟ้องโจทก์ให้รับผิดนั้นเป …
- ฎีกาที่ 1299/2533
ท.เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วนำไปใช้ในการกระทำผิดจนถูกยึดเป็นของกลาง แม้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการเก็บรักษาของกลาง พ.ศ. 2480 และข้อตกลงร่วมมือในการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป่าไม้ระหว่างกรมป่าไม้กับกรมตำรวจ จะกำหนดให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจยึดพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนคดีถึงที่สุดก็ตาม แต่มิได้ระบุว่าพนักงานสอบสวนจะต้องเก็บรักษาไว้เอง ทั้งระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวก็ให้อำนาจพนักงานสอบสวนจัดสถานที่สำหรับรักษาพาหนะของกลางหรือมอบให้ผู้ที่สมควรรักษาไว้แทนก็ได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนมอบรถยนต์ของกลางในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ให้ ท.นำไปเก็บรักษาเป็นการใช้ดุลพินิจปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย และไม่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้กับกรมตำรวจ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระ …
- ฎีกาที่ 1299/2533
จำเลยที่ 1 ยึดรถยนต์ ของโจทก์ซึ่ง ได้ ให้ ท. เช่าซื้อ ไปแล้วถูก บ. กับพวกนำไปใช้ กระทำความผิดไว้เป็นของกลาง เพื่อจะทำการสอบสวนดำเนิน คดีระหว่างสอบสวน ท. กับพวกอ้างว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ ขอคืน จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ ให้ ท. ไปโดย มีประกันต่อมา ท. ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ พิพาทให้โจทก์โจทก์บอกเลิกสัญญา และติดตาม ยึดรถยนต์ คันดังกล่าวคืน นำไปขายต่อให้แก่ผู้อื่น ต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบรถยนต์ พิพาทจำเลยที่ 1 ยึดเอารถยนต์ พิพาทนั้นมาเป็นเหตุให้โจทก์ถูกห้างหุ้นส่วนจำกัด บญ. ผู้ซื้อรถยนต์ ฟ้อง โจทก์และโจทก์ต้อง ชำระค่าเสียหายให้เพราะเหตุรอนสิทธิ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1ยังห่างไกลต่อ ผลที่เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ 1ไม่อาจคาดหมายล่วงหน้าได้ ว่า ท. จะนำรถยนต์ ดังกล่าวไปใช้ไม่เก็บรักษาไว้แล้ว โจทก์จะพบและยึดคืนนำไปขายต่อ ให้แก่ผู้อื่นเนื่องจาก ท. ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ทำให …