ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 26 จาก 216
- ฎีกาที่ 1312/2533
จำเลยกระทำความผิดข่มขืนกระทำชำเรา สำเร็จและหลบหนีไปแล้วเจ้าพนักงานจึงมาที่เกิดเหตุ ต่อมาจับจำเลยได้ ดังนี้ยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยจำนนต่อ พยานหลักฐาน คำรับ สารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1312/2533
ความว่า ตามที่โจทก์ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 31070 แขวงสามเสนนอก (บางซื่อฝั่งใต้) เขตห้วยขวาง(บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื่องจากโจทก์เข้าใจว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ต้องตกอยู่ในกองมรดกของนายสว่าง จารุศร นั้นบัดนี้โจทก์ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวได้มีการจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่ผู้มีชื่อไปก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย การอายัดจึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินนั้นได้จึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งถอนอายัดที่ดินดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องระหว่างพิจารณา นางวลีเทพหัสดินณอยุธยาและนางสุวลัย จันทวนิช ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต(สำนวนตอน 1 อันดับ 45) และศาลชั้นต้นได้มีหมายห้ามชั่วคราวถึง เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยเปลี่ยนแปลงสิทธิทาง ทะเบียนเกี่ยวกับโ …
- ฎีกาที่ 1313/2533
จำเลยบอกผู้เสียหายว่า ป. กับ ย. ต้องการร่วม ประเวณีกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยจึงลุกขึ้นไปนั่งตรงประตูห้องไว้ไม่ให้คนเปิดประตูมาเห็นเพื่อให้ ป. กับ ย.ข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหาย โดย จำเลยมิได้ห้ามปรามคนทั้งสอง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมมือกับ ป.และ ย. เพื่อให้คนทั้งสองข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงดังนี้ จำเลยเป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าวด้วย.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1313/2533
ความว่า เนื่องด้วยผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่286 แขวงประแจจีนเขตพญาไท(ดุสิต) กรุงเทพมหานคร ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำสั่งอายัดชั่วคราวไว้ในคดีนี้ ปรากฏตามหมายห้ามชั่วคราวลงวันที่ 4 มิถุนายน 2528 ผู้ร้องมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ด้วยเลย การที่ศาลออกหมายอายัดที่ดินดังกล่าวทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลภายนอกได้ อนึ่งผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายอายัดดังกล่าวนี้ไว้ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2532 จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว ศาลก็ยังมิได้มีคำสั่งแต่อย่างใดทั้งที่ไม่ปรากฏว่ามีคู่ความคนใดคัดค้าน ฉะนั้นขอศาลได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอนหมายอายัดที่ดินดังกล่าวเสีย หมายเหตุ โจทก์ที่ 2 จำเลย และผู้ร้องสอดทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา นางวลีเทพหัสดินณอยุธยาและนางสุวลัยจันทวนิช ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต( …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1314/2533
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้ค้นพบต้นฉบับใบกำกับสินค้าที่โจทก์ที่ 1 ส่งเพชรมาให้จำเลยได้ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ซึ่งจำเลยก็ได้เสนอต่อศาลอุทธรณ์พร้อมกับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว และในระหว่างนั้นศาลแพ่งได้ส่งใบกำกับสินค้าดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญกรมตำรวจพิสูจน์ลายมือเขียนที่ได้แก้ไขราคาเพชรในคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 17755/2528 ซึ่งจำเลยที่ 2ในคดีดังกล่าวเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีนี้ บัดนี้ผู้เชี่ยวชาญกรมตำรวจได้ตรวจพิสูจน์เสร็จแล้ว ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่204/2532 ว่า ลายมือเขียนตัวเลขอารบิคจำนวนเงินในใบกำกับสินค้าเมื่อเปรียบเทียบกับลายมือของนายอาจิต คูตารี ตัวแทนโจทก์ที่ 1แล้ว ปรากฏว่าเป็นลายมือของบุคคลคนเดียวกัน ดังนั้นจึงแสดงว่านายอาจิต คูตารี ตัวแทนโจทก์ที่ 1 ได้ลดราคาเพชรให้แก่จำเลยจริงฉะนั้น จึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์อีก เพื่อความเป็นธรรมอย่างถ่องแท้ ขอศา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1315/2533
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ เนื่องจากจำเลยได้ประนอมหนี้หลังล้มละลายกับเจ้าหนี้แล้ว และศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หลังล้มละลายและมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว ปรากฏตามประกาศของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ได้แนบมาพร้อมคำร้องแล้ว จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา และยื่นคำร้องดังกล่าวโดยทนายจำเลยผู้มีอำนาจถอนฟ้องลงชื่อท้ายคำร้อง (อันดับ 137,154) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ จำหน่ายคดีของจำเลยออกจากสารบบความศาลฎีกา
- ฎีกาที่ 132/2533
จำเลยได้ชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์งวดแรกเป็นการชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน อันถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 172 ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน 2 ปี คดีจึงไม่ขาดอายุความ.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:132/2533
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่ารับฎีกาของจำเลยที่ 1 สำเนาให้โจทก์แก้สำหรับจำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับจำเลยที่ 2 เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2เป็นเวลา 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกจำเลยที่ 2เป็นเวลา 1 ปี จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 เพราะคำว่า"ไม่เกินหนึ่งปี" ในมาตราดังกล่าวย่อมไม่เท่ากับหนึ่งปี โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 228) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358,360 และ 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 วางโทษจำคุก 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุท …
- ฎีกาที่ 1326/2533
ตาม ข้อบังคับของจำเลยกำหนดให้อำนาจผู้จัดการสาขาเป็นผู้อนุมัติให้พนักงานทำงานล่วงเวลาได้ การที่ผู้ช่วยผู้จัดการสาขามีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานล่วงเวลา ในวันที่ผู้จัดการสาขาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่นั้น ถือ ว่าผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสั่งในฐานะ ผู้จัดการสาขา เมื่อข้อบังคับของจำเลยมิได้กำหนดอำนาจผู้ช่วยผู้จัดการสาขาว่าผู้ช่วยผู้จัดการสาขาทำการแทนผู้จัดการสาขาจะสั่งการเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาไม่ได้หรือจะต้อง ได้ รับมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนจึงจะสั่งได้ ดังนี้ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาทำการแทนผู้จัดการสาขาจึงมีอำนาจสั่งให้โจทก์ไปทำงานล่วงเวลาได้.
- ฎีกาที่ 1327/2533
การที่จำเลยนำรถยนต์บรรทุกของกลาง ซึ่ง มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่ทางราชการกำหนดถึง 5,800 กิโลกรัม มาเดิน บนทางหลวงแผ่นดิน นอกจากจะทำความเสียหายแก่ทางสัญจรไปมาของประชาชน ทำให้ต้อง สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินในการบูรณะซ่อมแซม อันมีผลเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติโดย ส่วนรวมแล้วก็ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อ ผู้ขับขี่ยานพาหนะอื่นอีกด้วย ทั้งจำเลยกระทำความผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึง ความสูญเสียที่จะเกิดตาม มา จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย และไม่มีเหตุที่จะไม่ริบรถยนต์บรรทุกของกลางที่จำเลยใช้ กระทำความผิด.
- ฎีกาที่ 1328/2533
ผู้ประกันยื่นฎีกาภายหลังจาก พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ.(ฉบับที่ 17) ใช้ บังคับแล้ว สิทธิในการฎีกาของผู้ประกันต้อง พิจารณาตาม บทกฎหมายที่ใช้ ในขณะที่ยื่น ฎีกาดังนี้ กรณีของผู้ขอประกันจึงเป็นที่สุด.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:133/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา บริษัทโค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัดผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์บรรทุกพิพาทจำนวน 934,800 บาท แก่โจทก์ร่วม ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 108) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 112,113) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 400,000 บาท(อันดับ 12,65) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาตีราคาค่าประกัน 400,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1330/2533
คดีก่อนพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกและมีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย และโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนั้นได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการด้วย จึงมีความหมายโดยนิตินัยว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในคดีอาญาและมีคำขอให้บังคับจำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยักยอกด้วยแล้ว ฉะนั้นเมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีดังกล่าวและคดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเพื่อเรียกเงินจำนวนเดียวกันนี้คืนจากจำเลยอีก จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31
- ฎีกาที่ 1330/2533
คดีก่อนพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐาน ยักยอกและมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้ เงินแก่ผู้เสียหาย และโจทก์ซึ่ง เป็นผู้เสียหายในคดีนั้นได้ เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการด้วย จึงมีความหมายโดย นิตินัยว่าโจทก์ได้ ฟ้องจำเลยในคดีอาญาและมีคำขอให้บังคับจำเลยคืนหรือใช้ เงินที่ยักยอกด้วย แล้ว ฉะนั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีดังกล่าวและคดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเพื่อเรียกเงินจำนวนเดียว กันนี้คืนจากจำเลยอีก จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง(1) ประกอบด้วยพ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31.
- ฎีกาที่ 1331/2533
การฟังหรือไม่ฟังพยานหลักฐานใด ในคดีอยู่ในดุลพินิจ ของศาลการที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่พิจารณาพยานหลักฐานบางประการของโจทก์เป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นฎีกาโต้เถียง ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 220.
- ฎีกาที่ 1334/2533
สหกรณ์ร้านค้าของโรงเรียน ศ. ตั้ง ขึ้นเพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทชุด นักเรียนให้นักเรียนและผู้ปกครอง แต่ มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ จำเลยที่ 1 ซึ่ง เป็นครูใหญ่ได้ ตั้ง ให้จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 10 เป็นกรรมการซื้อ ขาย โดย ไม่ได้รับความเห็นชอบจากจำเลยที่ 2 ถึง ที่ 10 ก่อน และจำเลยที่ 2ถึง ที่ 10 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันเกิดจากการตั้ง ร้านค้านั้น ดังนี้จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 10 มิได้เข้าหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1012 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าของสหกรณ์ร้านค้าให้แก่โจทก์.
- ฎีกาที่ 1335/2533
จำเลยเป็นภรรยาโจทก์ การที่จำเลยไม่ยอมพูดกับโจทก์ หากมีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกันจำเลยจะเขียนจดหมายแทนการพูดกับโจทก์ก็เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงอื่นและทำร้ายร่างกายจำเลย ทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้บุตรได้ยินการทะเลาะกันระหว่างโจทก์กับจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นเหตุอันสมควรที่จะทำให้จำเลยแสดงอาการดูถูกเกลียดชังโจทก์และไม่พูดคุยกับโจทก์ได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่ว และถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุหย่า มารดาของโจทก์เป็นลมเนื่องจากทะเลาะกับจำเลย เพราะจำเลยต้องการพาบุตรชายไปเที่ยวนอกบ้านแต่มารดาไม่ยอม เหตุดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีโจทก์อย่างร้ายแรง.
- ฎีกาที่ 1335/2533
การที่จำเลยไม่ยอมพูดกับโจทก์ หากมีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกับจำเลยจะเขียนจดหมายแทนการพูดกับโจทก์ก็เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงอื่น และเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้บุตรได้ยินการทะเลาะกันระหว่างโจทก์กับจำเลยและมิให้โจทก์ทำร้ายร่างกายจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นเหตุอันสมควรที่จะทำให้จำเลยแสดงอาการดูถูกเกลียดชังโจทก์และไม่พูดคุยกับโจทก์ได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่ว และถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุหย่า มารดาของโจทก์เป็นลมเนื่องจากทะเลาะกับจำเลย เพราะจำเลยต้องการพาบุตรชายไปเที่ยวนอกบ้านแต่มารดาโจทก์ไม่ยอมเหตุดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพพการีโจทก์อย่างร้ายแรง
- ฎีกาที่ 1335/2533
จำเลยเป็นภรรยาโจทก์ การที่จำเลยไม่ยอมพูดกับโจทก์ หากมีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกันจำเลยจะเขียนจดหมายแทนการพูดกับโจทก์ก็เนื่องจากความผิดของโจทก์ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงอื่นและทำร้ายร่างกายจำเลย ทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้บุตรได้ยินการทะเลาะกันระหว่างโจทก์กับจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นเหตุอันสมควรที่จะทำให้จำเลยแสดงอาการดูถูกเกลียดชังโจทก์และไม่พูดคุยกับโจทก์ได้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่ว และถือไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุหย่า มารดาของโจทก์เป็นลมเนื่องจากทะเลาะกับจำเลย เพราะจำเลยต้องการพาบุตรชายไปเที่ยวนอกบ้านแต่มารดาไม่ยอม เหตุดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีโจทก์อย่างร้ายแรง
- ฎีกาที่ 1337/2533
ฎีกาของจำเลยหน้าแรกมีข้อความซึ่งประทับด้วยตรายางของศาลชั้นต้นว่า "ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 24 ตุลาคม 2532 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยมีทนายจำเลยลงชื่อไว้ ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยผู้ยื่นฎีกาจัดการนำส่งสำเนาฎีกาให้อีกฝ่ายหนึ่งภายใน15 วัน แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งในวันรุ่งขึ้นหลังจากจำเลยยื่นฎีกา(วันที่ 20 ตุลาคม 2532) ก็ตาม แต่การที่ทนายจำเลยลงชื่อทราบวันนัดให้มาฟังคำสั่งศาลดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนายอมรับผูกพันตนเองว่าจะมาฟังคำสั่งในวันดังกล่าว ถ้าไม่มาก็ให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งแล้ว ดังนั้นแม้จำเลยจะมิได้มาฟังคำสั่ง ก็ถือว่าคำสั่งศาลนั้นได้ส่งให้จำเลยโดยชอบ และจำเลยทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2532 เมื่อจำเลยเพิกเฉยมิได้จัดการนำส่งสำเนาฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ศาลสั่ง จึงเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2).