ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 6 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1051/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การ ของจำเลยชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา (อันดับ 96) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 106,105) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 104) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน180,000 บาท (อันดับ 5,66) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1052/2533
ความว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายเพ็งจันทร์พยัพ กับจำเลยร่วมในคดีนี้ เนื่องจากจำเลยร่วมถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์2532 ผู้ร้องในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของจำเลยร่วม มีความประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยร่วมผู้มรณะเพื่อ ดำเนินคดีต่อไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 88,77 แผ่นที่ 3) ระหว่างพิจารณา นางวิงจันทร์พยัพ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลย จำเลยร่วม และบริวารขนย้าย บ้านเรือนและทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 20 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายบ้านเรือนออกไปจากที่ดิน ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาและแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา (อันดับ 63,67) ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่าให้ส่งถ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1053/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ยื่นฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอเลื่อนระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและค่าธรรมเนียมใช้แทนบัดนี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีในชั้นศาลฎีกาอีกต่อไป จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,111,527.02บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละห้าต่อปีของต้นเงิน 1,083,441บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา (อันดับ 125) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 127) คำสั่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลเป็นการไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้รับฎีกาจำเลย และเมื่อมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1053/2533
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยโดยจำเลยยังมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาเป็นการไม่ชอบที่ศาลฎีกาจะเพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฎีกาจำเลยเสีย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1054/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 จึงมีคำสั่งไม่รับ โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยลงชื่อเป็นพยานและรับรองว่านางคำแดงฯ มีสติสัมปชัญญะดีในพินัยกรรมเอกสาร จ.1 แต่เวลาเบิกความที่ศาลกลับเบิกความว่า นางคำแดงฯ นอนหลับตา สติไม่ดี คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นเท็จ การที่ศาลไปวินิจฉัยว่าจำเลยเบิกความไปตามความจริงนั้น ไม่ชอบด้วยเหตุผล โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ร …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1055/2533
ความว่า จำเลยฎีกา มีเหตุผลเพียงพอที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 105) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 35,266 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งในต้นเงิน 34,975 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน38,011 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน37,350 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อีกด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 99,100) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 37,350 บาท นับถัดจากวันฟ้องถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 2 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1056/2533
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับโจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 51) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328,84 ศาลชั้นต้นสั่งงดการไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 42) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 44) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีของโจทก์เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่แก้ไขใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาโจทก์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1057/2533
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 181แผ่นที่ 3 และแผ่นที่ 4) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่1087,1099,1100 และ 1101 ตำบลคลองขุด อำเภอเมืองสตูลจังหวัดสตูล ให้แก่โจทก์ทั้งสองแปลงละ 1 ใน 3 ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองจำนวน1 ใน 3 ส่วน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 400 บาท แก่โจทก์ทั้งสองนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งเสร็จ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 173,172) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยนำค่าเสียหายที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นับจากวันฟ้องถึงวันทราบคำสั่งนี้มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกาได้ สำหรับค่าเสียหายเดือนต่อๆ ไปให้จำเลยนำมาวางต่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1058/2533
ความว่า จำเลยที่ 4 ฎีกา มีโอกาสที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 62แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน360,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินในเช็ค 10,000 บาท นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2528 และในต้นเงิน350,000 บาท นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ชำระเงินให้แก่โจทก์ จำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดทวงถาม (วันที่ 3เมษายน 2529) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 4 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 61,60)จำเลยที่ 4 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 4 ได้วางหลักประกันและทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1059/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) จำคุก 15 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบว่าประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 96,95) และมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(อันดับ 94) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน400,000 บาท (อันดับ 5,84 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 106/2533
จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาในวันที่ 5 เมษายน 2532 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 7 เมษายน 2532 และให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกาแม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ลงชื่อรับทราบคำสั่งของศาลในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก็ตาม แต่เมื่อในคำฟ้องฎีกามีข้อความบันทึกให้ผู้ฎีกามาทราบคำสั่งของศาลในวันที่ 10 เมษายน 2532 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และทนายจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อรับทราบไว้ตอนท้ายข้อความดังกล่าว กรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งของศาลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2532 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 มิได้นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกา.
- ฎีกาที่ 106/2533
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยและให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา แม้จำเลยยื่นฎีกาในวันที่ 5 เมษายน 2532 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 7 เมษายน2532 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยลงชื่อทราบคำสั่งของศาลในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก็ตาม แต่ในคำฟ้องฎีกาดังกล่าวมีข้อความให้ผู้ฎีกามาทราบคำสั่งของศาลในวันที่ 10 เมษายน 2532 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และทนายจำเลยได้ลงชื่อรับทราบไว้ตอนท้ายข้อความ จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2532 แล้ว การที่จำเลยมิได้นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกา.
- ฎีกาที่ 106/2533
จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาในวันที่ 5 เมษายน 2532 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 7 เมษายน 2532 และให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกาแม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ลงชื่อรับทราบคำสั่งของศาลในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก็ตาม แต่เมื่อในคำฟ้องฎีกามีข้อความบันทึกให้ผู้ฎีกามาทราบคำสั่งของศาลในวันที่ 10 เมษายน 2532 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และทนายจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อรับทราบไว้ตอนท้ายข้อความดังกล่าว กรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งของศาลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2532 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 มิได้นำส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1060/2533
ความว่า จำเลยฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 165 แผ่นที่ 2)คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาให้จำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17419ตำบลพระปฐมเจดีย์ บางส่วน เนื้อที่ 300 ตารางวา ในราคาตารางวาละ350 บาท ตามแผนที่ท้ายฟ้องแก่โจทก์ จำเลยยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่27 ตุลาคม 2530 ว่าไม่สามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้ เพราะคำพิพากษาบังคับให้จำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ตำบลพระปฐมเจดีย์ ทั้ง ๆ ที่ที่ดินดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลยจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดในตำบลสนามจันทร์ และคำพิพากษาให้จำเลยโอนขายที่ดินตามรูปแผนที่ท้ายฟ้องเป็นจำนวน 300 ตารางวาแต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 17419 ตำบลสนามจันทร์ มีเนื้อที่ประมาณ92 ตารางวาเท่านั้น หากโจทก์ยอมรับจำเลยก็ยินดีโอนขายให้ แต่ถ้าโจทก์ต้องการที่ดินเนื้อที่ 30 …
- ฎีกาที่ 1061/2533
ขณะที่ลูกหนี้กู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ ลูกหนี้มีสัญญารับเหมาก่อสร้างซึ่ง ทำกับ ก. และกำลังจะได้ เงินอยู่แล้ว แสดงว่าลูกหนี้มีงานมีสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างและยังมีเงินหมุนเวียนสำหรับชำระหนี้ได้ ต่อไป แม้ลูกหนี้จะเอาเงินที่กู้ยืมจากเจ้าหนี้ไปใช้ หนี้ตาม เช็ค ซึ่ง กำลังถูก ดำเนิน คดีเนื่องจากเช็ค เบิกเงินไม่ได้ ยังถือ ไม่ได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวดังนี้ฟังไม่ได้ว่าเจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กู้ไปโดย รู้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เจ้าหนี้จึงขอรับชำระหนี้ได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1061/2533
ความว่าจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงทั้งหมด ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตและชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนส่วนฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายนั้นจำเลยได้ฎีกาว่าการที่ศาลเอาคำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยมาลงโทษจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 70) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ,72,72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,91 เรียงกระทงลงโทษ ข้อหามีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1062/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา มีทางชนะคดี โปรดมีคำสั่งให้ทุเลาการ บังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 117 แผ่นที่ 4) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 606,190 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินดังกล่าวนับจากวันทำละเมิด (วันที่ 21 เมษายน 2527) เป็นต้นไปจนกว่า จำเลยที่ 1 ชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 408,127 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 21เมษายน 2527) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ชำระเสร็จโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างฎีกา เฉพาะจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 112,114,113) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยได้นำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันและได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 100 แผ่นที่ 2, อันดับ 105) …
- ฎีกาที่ 1063/2533
จำเลยเป็นหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 50,000 บาท และกำหนดจำนวนได้แน่นอน แม้จำเลยและสามีจะเป็นข้าราชการมีเงินเดือนรวมกันเดือนละ8,590 บาท แต่เงินเดือนข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2)โจทก์ไม่สามารถบังคับในคดีแพ่งให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินเดือนได้จำเลยอ้างว่ามีเงินเหลือเดือนละ 4,000 บาท แต่จำเลยก็ไม่ชำระซึ่งแสดงว่าจำเลยไม่มีความสุจริตในการชำระหนี้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นใดอีก ถือได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังนั้นแม้จำเลยจะเป็นข้าราชการแต่ไม่ชำระหนี้อีกทั้งไม่แสดงว่าพยายามจะชำระหนี้หรือขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์โดยสุจริต จึงสมควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยเพิ่งมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยมีเงินฝากในธนาคารจำนวน60,000 บาท ซึ่งเป็นการอ้างภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงล่วงพ้นเวลาที่จำเลยจะพิ …
- ฎีกาที่ 1063/2533
จำเลยและสามีต่าง รับราชการมีเงินเดือนซึ่ง ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286(2) โจทก์ย่อมไม่ สามารถบังคับในคดีแพ่งให้จำเลยชำระหนี้ด้วย เงินเดือนได้ จำเลยจึงมีทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นใด อีกถือ ได้ ว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว.
- ฎีกาที่ 1063/2533
จำเลยเป็นหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 50,000 บาท และกำหนดจำนวนได้แน่นอน แม้จำเลยและสามีจะเป็นข้าราชการมีเงินเดือนรวมกันเดือนละ 8,590 บาท แต่เงินเดือนข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) โจทก์ไม่สามารถบังคับในคดีแพ่งให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินเดือนได้จำเลยอ้างว่ามีเงินเหลือเดือนละ 4,000 บาท แต่จำเลยก็ไม่ชำระซึ่งแสดงว่าจำเลยไม่มีความสุจริตในการชำระหนี้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นใดอีก ถือได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังนั้นแม้จำเลยจะเป็นข้าราชการแต่ไม่ชำระหนี้อีกทั้งไม่แสดงว่าพยายามจะชำระหนี้หรือขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์โดยสุจริต จึงสมควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยเพิ่งมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยมีเงินฝากในธนาคารจำนวน 60,000 บาท ซึ่งเป็นการอ้างภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงล่วงพ้นเวลาที่จำเลย …