ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 24 จาก 149
- ฎีกาที่ 1626/2536
แม้การนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาซื้อขายว่า น. ซื้อบ้านพิพาทแทน ก. จะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลฎีกาไม่เห็นสมควร ศาลฎีกาก็ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1627/2536
ความว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่ารับอุทธรณ์เฉพาะข้อที่ว่าเงินกองทุนสงเคราะห์ใช่เงินเดือนหรือค่าจ้างหรือไม่ และข้อโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากฟ้องหรือไม่ อุทธรณ์ข้ออื่นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับ จำเลยที่ 2 เห็นว่า อุทธรณ์ในข้อ 6 ย่อหน้าที่ 1,2,3,4 และ 6 นั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องที่อุทธรณ์ว่า ความจริงข้อตกลงกันเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือสัญญาจ้าง ระหว่างโจทก์กับนายชนินทร์จุทิน เป็นประการใดไม่ใช่อย่างที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย และนายชนินทร์ ได้ทำตามข้อตกลงตามสภาพการจ้างที่ถูกต้องแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และปัญหาดังกล่าวก็ต่อเนื่องกับ ข้อกฎหมายที่ว่าโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากฟ้องหรือไม่ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่ได้จากข้อเท็จจริงเดียวกัน โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ดังกล่าวไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 108) …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1628/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาประเด็นข้อ 1.แม้ผู้ฎีกาจะโต้แย้งเรื่องระยะเวลาเอาคืนซึ่งการครอบครองก็ตาม แต่ต้องวินิจฉัยถึงวันที่มีการรบกวนหรือแย่งการครอบครองเสียก่อน จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับฎีกาข้อ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยจึงเป็นการฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขแล้ว ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อ 1. เป็นเรื่องว่าด้วย อายุความฟ้องร้อง จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาในประเด็นข้อ 2. เป็นเรื่องว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการรับฟังพยานหลักฐานผิดประเด็น ไม่ใช่เป็นการที่จำเลย โต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลแต่ประการใด ฎีกาของจำเลย จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฎหลักฐานใ …
- ฎีกาที่ 1629/2536
โจทก์บรรยายฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นทางเดินบนคันคลองสาธารณะผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสามโจทก์ทั้งสามและบริวารได้ใช้ทางพิพาทนี้เดินไปมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงได้ภารจำยอมโดยอายุความ หรือมิฉะนั้นทางพิพาทก็เป็นทางสาธารณประโยชน์ที่บุคคลทั่วไปมีสิทธิใช้สอยได้ ถือได้ว่าสภาพของทางพิพาทตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นอาจเป็นได้ทั้งสองกรณี กล่าวคือ หากทางพิพาทเป็นที่ดินของจำเลยก็อาจตกเป็นภารจำยอม หากไม่เป็นที่ดินของจำเลยก็อาจเป็นทางสาธารณะได้ คำบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ไม่ขัดแย้งกันไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1629/2536
ความว่า ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้คืนบัญชีเงินฝากแก่จำเลย ดังนั้นจำเลยจึงขอรับโฉนดที่ดินเลขที่ 43568ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาคืนจากศาล เนื่องจากโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยได้ยื่นต่อศาลเพื่อขอเปลี่ยนหลักประกันเดิม มิใช่ยื่นเพื่อเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากชั้นอุทธรณ์ จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ โดยจำเลยได้วางบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 301-2-32681-2 จำนวนเงิน 400,000 บาท ของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขานครราชสีมา เป็นหลักประกันกับได้ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่า …
- ฎีกาที่ 1630/2536
สัญญาโอนสิทธิการเช่าตึกพิพาทซึ่งระบุว่า จำเลยซึ่งเช่าตึกพิพาทจากโจทก์ร่วมได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์เป็นผู้เช่าต่อไปเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306ซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ เมื่อสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเรื่องค่าตอบแทนไว้ ดังนั้น การที่จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่ามีค่าตอบแทนและโจทก์ยังค้างชำระค่าตอบแทนดังกล่าวบางส่วน และถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
- ฎีกาที่ 1630/2536
สัญญาโอนสิทธิการเช่าตึกพิพาทซึ่งระบุว่าจำเลยซึ่งเช่าตึกพิพาทจากโจทก์ร่วมได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์เป็นผู้เช่าต่อไปเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306ซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ เมื่อสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเรื่องค่าตอบแทนไว้ ดังนั้น การที่จำเลยจะนำพยานบุคคลมาสืบว่ามีค่าตอบแทนและโจทก์ยังค้างชำระค่าตอบแทนดังกล่าวบางส่วนและถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1630/2536
ความว่า เนื่องจากจำเลยทั้งสองในคดีนี้ และจำเลยทั้งสาม ในคดีอาญาเลขแดงที่ 54/2532 ของศาลคดีเด็กและเยาวชน จังหวัดนครสวรรค์ ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานหลักทรัพย์ ซึ่งคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอคืน ศาลมีคำสั่งให้คืน ต่อมา พนักงานสอบสวนได้ไปยึดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวอีกโดยแจ้งว่า ศาลมีคำสั่งให้ริบตามคดีนี้ การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ให้ริบจึงเป็นการริบซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2532 ขอศาลฎีกาได้โปรดแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา โดยไม่ริบรถจักรยานยนต์ของผู้ร้องทั้งสองด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสาม,336 ทวิ ให้จำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 4 ปี ฯลฯริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ข้อหารับของโจรให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ …
- ฎีกาที่ 1632/2536
จำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารมีหน้าที่จัดระเบียบการเดิน รถยนต์โดยสารขนาดเล็กในเขตกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 อนุญาตให้รถยนต์โดยสารขนาดเล็กคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ร่วมเดินรถกับจำเลยที่ 3ในเส้นทางสาย 1014 จากปากซอยอุดมสุขถึงปลายซอยดังกล่าวจำเลยที่ 3 ได้ประโยชน์ตอบแทนคือค่าทำสัญญาปีละ 500 บาทเมื่อรถยนต์โดยสารขนาดเล็กได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเดินรถกับจำเลยที่ 3 แล้ว จะมีการประทับตราจำเลยที่ 3 ไว้ที่ตัวรถนอกจากนั้นจำเลยที่ 3 ยังสงวนสิทธิในการหาประโยชน์จากการโฆษณาทั้งภายในและภายนอกตัวรถยนต์โดยสารขนาดเล็กที่เข้าร่วมเดินรถกับจำเลยที่ 3 อีกทั้งลูกจ้างของจำเลยที่ 2ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบวินัย และคำสั่งของจำเลยที่ 3ทุกประการด้วย ถือได้ว่ากิจการเดินรถของรถยนต์โดยสารขนาดเล็กคันเกิดเหตุเป็นกิจการร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3จำเลยที่ 2 จ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจึงถือว่าจ …
- ฎีกาที่ 1632/2536
จำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารมีหน้าที่จัดระเบียบการเดินรถยนต์โดยสารขนาดเล็กในเขตกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 3 อนุญาตให้รถยนต์โดยสารขนาดเล็กคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 2 ร่วมเดินรถกับจำเลยที่ 3 ในเส้นทางสาย 1014 จากปากซอยอุดมสุขถึงปลายซอยดังกล่าว จำเลยที่ 3 ได้ประโยชน์ตอบแทนคือค่าทำสัญญาปีละ 500 บาท เมื่อรถยนต์โดยสารขนาดเล็กได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเดินรถกับจำเลยที่ 3 แล้ว จะมีการประทับตราจำเลยที่ 3 ไว้ที่ตัวรถ นอกจากนั้นจำเลยที่ 3 ยังสงวนสิทธิในการหาประโยชน์จากการโฆษณาทั้งภายในและภายนอกตัวรถยนต์โดยสารขนาดเล็กที่เข้าร่วมเดินรถกับจำเลยที่ 3 อีกทั้งลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบวินัย และคำสั่งของจำเลยที่ 3 ทุกประการด้วย ถือได้ว่ากิจการเดินรถของรถยนต์โดยสารขนาดเล็กคันเกิดเหตุเป็นกิจการร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 จ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจึงถื …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1636/2536
ความว่า จำเลยฎีกาและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับศาลฎีกาให้ทุเลาการบังคับตามคำร้องของ จำเลย ขณะนี้โจทก์จะเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนี้ และจำเลยเอง ก็จะเข้าทำประโยชน์เช่นกัน จึงเกิดการแบ่งการทำประโยชน์กันขึ้นขอศาลโปรดออกหมายเรียกตัวจำเลยมาตกลงกันว่า หากจำเลย หรือโจทก์จะเข้าทำประโยชน์ที่พิพาท จำต้องมีค่าเช่าหรือวิธีอื่น ตามที่ศาลเห็นควรกำหนดให้โจทก์หรือจำเลยปฏิบัติ โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 72 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่จังหวัดเพชรบูรณ์ คืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์(อันดับ 84,85) ศาลฎีกามีคำสั่งว่า กรณีเป็นเรื่องขอทุเลาการบังคับ พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ แต่ห้ามจำเลยนำนิติกรรมใด ๆ …
- ฎีกาที่ 1637/2536
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยแต่ละคนรวม 47 สำนวน ออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ที่ดินที่จำเลยแต่ละสำนวนบุกรุกนั้นให้เช่าได้ไม่เกิน เดือนละ 5,000 บาท จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลในกรณีอื่นออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในขณะยื่นคำฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ และมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิอยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีทั้ง 47 สำนวน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฎีกาที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและได้ครอบครองตลอดมา โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่า …
- ฎีกาที่ 164/2536
หนี้ค่าซื้อสินค้าเชื่อของลูกหนี้ขาดอายุความแล้ว แต่ต่อมาลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไว้จึงเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 เดิม ลูกหนี้ไม่อาจยกเหตุการขาดอายุความขึ้นอ้างเพื่อบอกปัดการชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 188 วรรคแรก เดิม เมื่อลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แม้อำนาจการจัดการหรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้จะตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 22 แต่การจัดการหรือกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเป็นการกระทำแทนลูกหนี้ตามสิทธิของลูกหนี้ที่มีอยู่ เมื่อลูกหนี้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวแล้ว ย่อมทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจยกเหตุแห่งการขาดอายุความขึ้นบอกปัดการชำระหนี้แก่เจ้าหนี …
- ฎีกาที่ 164/2536
หนี้ที่ลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เป็นหนี้ที่ฟ้องร้องให้บังคับคดีได้เจ้าหนี้จึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:164/2536
ความว่า จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 คดีจึงไม่ถึงที่สุด โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารตึกแถวพิพาท และให้ส่งมอบตึกแถวที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่23 พฤศจิกายน 2533 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สิน ออกจากตึกแถวที่เช่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีต้องห้าม อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลย ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งว่าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1640/2536
ความว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลย ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินแปลงพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุด บัดนี้ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ศาลอาศัยเป็นหลักในการ มีคำสั่งดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไป และจำเลยมีความจำเป็น ต้องนำที่ดินพิพาทไปจัดการชำระหนี้ ขอศาลฎีกาได้โปรด มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอน นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นกองมรดกของ นายเผด็จจิราภรณ์ และให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเนื้อที่ 327.28 ตารางวา โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายในการโอน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือ เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบ โฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้อง ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1641/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แม้จะเป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย ก็ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่รับฎีกา โจทก์เห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้หยิบยกคำฟ้องเพิ่มเติมของโจทก์มาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีจึงเป็นการมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มีสาระสำคัญ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,148,162(1)(2)(3)(4),172, 173,174 วรรคสอง,175,177,180,201,267,326,338 พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 28 ข้อ 7,8, 83,86,91 ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้วมีคำสั่งใ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1642-1643/2536
ความว่า โจทก์ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของ โจทก์ที่ 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกา โจทก์ที่ 2 เห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาก โจทก์ที่ 2 จึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ที่ 2ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ที่ 1 และจำเลย ต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 135,133) คดีทั้งสองสำนวนนี้ จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกัน เหตุคดี ทั้งสองสำนวนเป็นเหตุเดียวกัน ซึ่งพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันตามสำนวนแรก ศาลชั้นต้นจึงพิจารณา พิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1644/2536
ความว่า ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา มีทางชนะคดี หากให้เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์โอนที่พิพาทให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปก่อนแล้ว หากภายหลังผู้ร้องที่ 1 ชนะคดีก็จะเป็นการยากที่จะทำการ ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทใหม่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โปรดระงับการโอนที่ดินพิพาทไว้ก่อน จนกว่าศาลฎีกา จะมีคำพิพากษา โปรดอนุญาต หมายเหตุ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้คัดค้านที่ 2 แถลงคัดค้านส่วนโจทก์และจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 102,106,101 แผ่นที่ 4, ที่ 6) คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3446,3448,7088 และ 8660 ตำบลท่าทรายอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยที่ 2 และ ได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2532 ต่อมาผู้ร้องทั้งสามต่างยื่นคำร้องว่า เนื่องจากเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้แจ้งการขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ และ ในการขายทอดตลาดได้เคาะไม้ขา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1645/2536
ความว่า เนื่องจากโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 50) คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค (พ.ศ. 2497) มาตรา 3 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท 4 กระทง เป็นเงิน 40,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน 4 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน ข้อนำสืบของจำเลยที่รับว่า เป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นสมควร ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 26,666 บาท และจำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา(อันดับ 45) จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยทั้งสองย …