ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 33 จาก 149
- ฎีกาที่ 1894/2536
โจทก์ได้อ้างเหตุในฟ้องไว้แล้วว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดหางานได้ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2525 ก่อนหน้านั้นโจทก์ไม่มีรายได้หรือรายรับจากการประกอบธุรกิจดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยไว้ ดังนั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจึงต้องเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวตามฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด หาจำต้องไปวินิจฉัยว่าส่วนใดถูกต้องส่วนใดไม่ถูกต้องเป็นจำนวนเท่าใดไม่ ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีจะตกอยู่แต่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี คดีนี้เมื่อศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการคนหนึ่งแล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำ …
- ฎีกาที่ 19/2536
แม้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยตกลงให้โจทก์เรียกค่าจ้างว่าความตามปริมาณและระยะเวลาการทำงาน แต่โจทก์ก็ได้แนบเอกสารท้ายฟ้องแสดงรายการค่าจ้างว่าความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าป่วยการเป็นเงินรวม 249,440 บาท ให้จำเลยทราบ จึงเพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาตามฟ้อง ถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความประกอบเอกสารที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผล มีน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งกว่าพยานจำเลยซึ่งมีแต่เพียงพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน รูปคดีฟังได้ว่าจำเลยได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความแก้ต่างให้แก่จำเลย ค่าบริการเมื่อไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าเป็นค่าบริการอะไรในส่วนไหนศาลย่อมไม่กำหนดเงินในส่วนนี้ให้ สำหรับค่าสินจ้างว่าความที่โจทก์เรียกมาเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น ปรา …
- ฎีกาที่ 19/2536
แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยตกลงให้โจทก์เรียกค่าจ้างว่าความตามปริมาณและระยะเวลาการทำงาน แต่โจทก์ก็ได้แนบเอกสารท้ายฟ้อง แสดงรายการค่าจ้างว่าความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแบะค่าป่วยการ เป็นเงินรวม 249,440 บาท ให้จำเลยทราบ จึงเพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาตามฟ้อง ถือได้ว่า ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 190/2536
จำเลยที่ 2 บรรยายฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ซื้อที่พิพาทแทนโจทก์ แต่ซื้อในนามของตนเอง ที่พิพาทจึงเป็นของจำเลยทั้งสองได้ให้โจทก์และครอบครัวอยู่อาศัยและทำประโยชน์เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแสดงเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ประสงค์ให้โจทก์และครอบครัวอยู่ในที่พิพาทตลอดไป ขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกไปจากที่พิพาท ดังนี้ คำฟ้องแย้งแม้จะรวมมาในคำให้การ แต่ก็สามารถแยกแยะได้ว่าตอนไหนเป็นคำให้การตอนไหนเป็นคำฟ้องแย้งคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172แล้ว คำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 เป็นบุตรเขยของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่บุพการีของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรสาวโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามีฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ออกจากที่พิ …
- ฎีกาที่ 190/2536
จำเลยที่ 2 เป็นบุตรเขยของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่บุพการีของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรสาวโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามีฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ออกจากที่พิพาทอันเป็นสินสมรสได้ ก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีด้วยเพราะจำเลยที่ 2ฟ้องคดีในนามของตนเอง ไม่ได้ฟ้องแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 จำเลยที่ 2 มีอำนาจฟ้องแย้ง
- ฎีกาที่ 190/2536
จำเลยที่ 2 บรรยายฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้ซื้อที่พิพาทแทนโจทก์ แต่ซื้อในนามของตนเอง ที่พิพาทจึงเป็นของจำเลยทั้งสอง ได้ให้โจทก์และครอบครัวอยู่อาศัยและทำประโยชน์เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแสดงเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ประสงค์ให้โจทก์และครอบครัวอยู่ในที่พิพาทตลอดไป ขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกไปจากที่พิพาท ดังนี้ คำฟ้องแย้งแม้จะรวมมาในคำให้การ แต่ก็สามารถแยกแยะได้ว่าตอนไหนเป็นคำให้การตอนไหนเป็นคำฟ้องแย้งคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 แล้ว คำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 เป็นบุตรเขยของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่บุพการีของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรสาวโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามีฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ออกจากที่พิพาทอันเป็นสินสมรสได้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1902/2536
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีทางที่จะชนะคดี โปรดมีคำสั่ง ให้ระงับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทไว้ก่อน ซึ่งจะไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบหรือเสียหายแต่ประการใด โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 97 แผ่นที่ 2-3) คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลแพ่งออกหมายบังคับคดี และขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีแทน ต่อมาโจทก์ นำเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลชั้นต้นยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5222ตำบลศาลาครุ (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ขายทอดตลาดเอาชำระหนี้โจทก์เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาด มีการเลื่อนการขายทอดตลาดมา 3 ครั้ง จนถึงการขายทอดตลาดครั้งที่ 4เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2534 โจทก์เป็นผู้ประมูลให้ราคาสูงสุด7,500,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานศาลชั้นต้น ผู้แทนจำเลยที่ 2 คัดค้านราคาและจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงต่อ ศาลชั้นต้นว่า ราคายังต่ำกว่าราคาท้องตล …
- ฎีกาที่ 1904/2536
เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรม ที่นาและที่ดินบ้านย่อมตกได้แก่โจทก์และทายาทอื่นรวมทั้ง ว.ด้วยการที่ว. นำที่นาและที่ดินบ้านดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ดังนั้นเมื่อต่อมา ว.ถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นภริยาของ ว. ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ว.เพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกว. ที่ได้มาโดยไม่มีสิทธิดังกล่าว จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกคืนทรัพย์มรดกจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์มรดกได้
- ฎีกาที่ 1909/2536
จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันรถยนต์ที่เช่าซื้อเอาประกันภัยไว้กับบริษัท ท.โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา และรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไป ข้อสัญญาเช่าซื้อระบุว่า หากผิดนัดสองคราวติดต่อกันถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะการไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จนเป็นเหตุให้มีการเลิกสัญญาอันได้แก่ค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1ยังคงครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่จนกระทั่งรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไป อันเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาให้ชดใช้ราคารถยนต์โดยตรงอยู่แล้วส่วนข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อที่ว่า หากเกิดการสูญหายหรือเสียหาย …
- ฎีกาที่ 191/2536
การที่เจ้าพนักงานสรรพากรนำหมายเรียกไปส่งให้โจทก์แล้วไม่พบโจทก์และบุคคลในบ้านไม่ยอมรับหมายเรียก เป็นกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายเรียกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานสรรพากรจึงชอบที่จะส่งโดยวิธีปิดหมายตามมาตรา 8 วรรคสองได้ เมื่อปรากฏว่าการส่งหมายเรียกให้โจทก์ เจ้าพนักงานสรรพากรได้ส่งโดยวิธีปิดหมายไว้ที่บ้านที่โจทก์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับหมายเรียกนั้นแล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม การส่งหมายเรียกโดยวิธีปิดหมายตามประมวลรัษฎากรมาตรา 8 วรรคสอง กฎหมายเพียงแต่บัญญัติให้ปิดหมายไว้ ณ บ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย มิได้บังคับให้ต้องปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของบุคคลนั้นเหมือนเช่นกรณีการส่งหมายตาม มาตรา 8 วรรคแรก และเมื่อการส่งหมายเรียกโดยวิธีปิดหมายได้กระทำโดยถูกต้องตามกฎหมายย่ …
- ฎีกาที่ 191/2536
การส่งหมายเรียกหรือหนังสืออื่น ซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะ2 แห่งประมวลรัษฎากร หากได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 8 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กฎหมายให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้วโดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้รับหมายเรียกหรือหนังสืออื่นนั้นจะได้รับทราบหมายเรียกหรือหนังสืออื่นนั้นแล้วหรือไม่ก็ตาม
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:191/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็น ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น คดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่ถึง200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกา ของจำเลยจึงต้องห้าม จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าศาลล่างทั้งสองฟังพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 111 แผ่นที่ 3) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน81,070 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 13,120 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2530 ของต้นเงิน 34,300 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2530 ของต้นเงิน 13,650 บาท นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2530 และของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่สำหรับ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 20 มีนาคม 2 …
- ฎีกาที่ 1915/2536
ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 136 บัญญัติว่าคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(1) หรือ (2) นั้น ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด แสดงว่ากฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นไว้ว่าหนี้ใดจะต้องหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลายจึงแปลว่าหนี้สินทุกชนิดที่มีอยู่ก่อนฟ้อง แม้ในคดีนี้จะได้ความว่าเจ้าหนี้เคยฟ้องลูกหนี้ในมูลหนี้เดียวกันนี้เป็นคดีล้มละลายต่อศาลชั้นต้นและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เพราะยื่นพ้นกำหนด 2 เดือน ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 91 แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเห็นว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(2) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483แล้ว หนี้ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้เจ้าหนี้มีสิทธินำมาฟ้องร้องบังคับคดีได้ และนำมาขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้
- ฎีกาที่ 1915/2536
พระราชบัญญัติ ญญัติล้มละลายฯ มาตรา 136 บัญญัติว่า คำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135(1) หรือ (2) นั้น ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด กฎหมายดังกล่าวมิได้ยกเว้นว่าหนี้ใดจะต้องหลุดพ้นเพราะคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย จึงแปลได้ว่า หนี้สินทุกชนิดที่ลูกหนี้มีอยู่ก่อนฟ้องอย่างไรก็คงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิมอย่างนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายเคยมีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เพราะยื่นพ้นกำหนด 2 เดือนตามพระราชบัญญัติ ล้มละลายฯ มาตรา 91 แต่เมื่อศาลชั้นต้นยกเลิกการล้มละลายแล้วหนี้ดังกล่าวย่อมกลับสภาพเป็นหนี้ที่สมบูรณ์อันทำให้เจ้าหนี้มีสิทธินำมาฟ้องบังคับคดีได้ รวมถึงการนำมาขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายคดีใหม่ได้ด้วย หาใช่ไม่มีมูลหนี้ที่จะนำมาขอรับชำระหนี้ได้ไม่
- ฎีกาที่ 1917/2536
แม้ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้ผู้คัดค้านที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวอันเป็นการตัดสิทธิทายาทอื่นรวมทั้งผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายด้วยก็ตาม แต่ทรัพย์สินตามที่ระบุในพินัยกรรมดังกล่าวยังคงมีข้อโต้เถียงกันว่าได้รวมเอาทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสในส่วนของผู้ร้องด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 มีชื่อเป็นผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมจึงมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้เช่นกันเมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ต่างมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงสมควรตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1917-1918/2536
ความว่า คดีนี้โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ไม่รับฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยได้ยื่น คำร้องขอให้ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลย เพื่อประโยชน์ในการขอพระราชทานอภัยโทษ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดในส่วนของจำเลยแล้ว ออกหมายจำคุกถึงที่สุดให้ โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดียังไม่ ถึงที่สุด ให้งดการออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด แต่ปรากฏว่า ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งดังกล่าว จำเลยได้เป็นนักโทษเด็ดขาด และได้รับอภัยโทษถูกปล่อยตัวไปแล้ว โจทก์ที่ 2 เห็นว่า การที่จำเลยได้รับผลให้คดีถึงที่สุดเป็นนักโทษเด็ดขาด ตลอดจนได้รับการอภัยโทษเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอศาลฎีกา ได้โปรดมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีถึงที่สุด และมีคำสั่งออกหมายจับตัวจำเลยมาจำคุกให้ครบตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไป หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเน …
- ฎีกาที่ 192/2536
การที่หุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งนำเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดไปฝากไว้กับจำเลย ในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต่อมาเมื่อหุ้นส่วนผู้จัดการคนดังกล่าวถึงแก่กรรม หุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจอีกคนหนึ่งย่อมมีอำนาจรับเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1920/2536
ความว่า โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฎีกาในวันที่ 15 มีนาคม 2536และในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ และสั่งให้โจทก์ทั้งสองนำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยภายใน 15 วันหากไม่ส่งภายในกำหนดให้ถือว่าโจทก์ทั้งสองทิ้งฎีกา จึงถือว่า โจทก์ทั้งสองได้ทราบคำสั่งให้ส่งสำเนาฎีกานับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2536 แล้ว ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งสองมาวางเงินค่านำหมาย และนำส่งหมายและสำเนาฎีกาในวันที่ 5 เมษายน 2536 จึงพ้นกำหนด 15 วันตามคำสั่งศาล จึงเป็นการที่โจทก์ทั้งสองจงใจทิ้งฎีกา ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองจงใจทิ้งฎีกา และให้ จำหน่ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองออกจากสารบบความ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน142,900 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2531เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร …
- ฎีกาที่ 1921/2536
โจทก์และจำเลยซื้อที่ดินมีโฉนดจากเจ้าของกรรมสิทธิ์พร้อมกันแต่ได้เข้าครอบครองที่ดินสลับแปลงกัน แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินของโจทก์โดยความเข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองแต่จำเลยก็ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องว่าเป็นที่ดินของโจทก์แล้วแย่งการครอบครองเกินกว่า 10 ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ เมื่อการเข้าครอบครองนั้นเป็นการครอบครองด้วยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1921/2536
ความว่า ผู้ร้องฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง และปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่ง พิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกา ผู้ร้องเห็นว่า ฎีกาของผู้ร้องข้อ 2.1 และ 2.2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่คดีในชั้นของผู้ร้องเป็นคดี ขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คดีของผู้ร้อง จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนฎีกาข้อ 2.3และ 2.4 นั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยของประชาชนที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์ และเป็นสาระสำคัญแห่งคดีอันควรได้รับการวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้อง คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันรื้อถอนกำแพงคอนกรีต และพื้นคอนกรีตในกำแพงให้พ้นจาก ทางเข้าออกหน้าตึกแถวของโจทก์ และทำทางเข้าออกให้มีพื้นที่ …