ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 32 จาก 149
- ฎีกาที่ 1877/2536
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสองการที่จะขอให้ศาลยกเลิกการขายทอดตลาดได้ก็ต่อเมื่อปรากฏ ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อตามคำร้องของจำเลยที่ 4 อ้างเหตุแต่เพียงว่าขายได้ราคาต่ำไปจึงไม่เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่อาจจะขอให้ยกเลิกการขายได้
- ฎีกาที่ 1879/2536
การอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกหาอาจกระทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้ไม่เมื่อหนี้ของผู้ร้องที่จะต้องคืนเป็นค่าหุ้นให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้มีเงื่อนไขว่า ผู้ร้องจะต้องคืนให้ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองพ้นจากการเป็นสมาชิกของผู้ร้องแล้ว แม้ศาลจะออกคำสั่งอายัดให้ได้แต่คำสั่งศาลดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขแห่งหนี้นั้นหาได้ไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:188/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้วจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์คดีมีไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรกไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่า ปัญหาของการวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องหนังสือสัญญาว่าเป็นหนังสือสัญญาตามกฎหมายหรือเป็นเอกสารธรรมดาไม่มีผลตามกฎหมาย เป็นฎีกาในข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4834 ตำบลดอนฉิมพลี(คลองซอยที่17ฝั่งตะวันตก)อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 6 ไร่(เฉพาะส่วนของจำเลย) ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและอื่น ๆ เกี่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1880/2536
ความว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ฎีกา ศาลชั้นต้น สั่งว่า จำเลยที่ 7 ยื่นฎีกาภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยาย ระยะเวลาฎีกา รับฎีกาของจำเลยที่ 7 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4ยื่นฎีกาเกินกำหนด จึงไม่รับ และจำเลยที่ 6 ไม่ได้ลงชื่อ ในฎีกา ด้วยตนเองและไม่ได้แต่งนายเดชณรงค์เทศทอง เป็นทนาย จำเลยที่ 3 ที่ 4 เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 7 จะเป็นผู้ยื่นและลงลายมือชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่กรณีนี้ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาแล้วด้วย เพราะคดีของ จำเลยที่ 3 ที่ 4และจำเลยที่ 7 เป็นคดีเดียวกันและสำนวน เดียวกัน อันเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ซึ่งศาลย่อมวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ดังนั้น เมื่อจำเลย ที่ 7 ได้รับประโยชน์จากการขอขยายระยะเวลา จำเลยที่ 3 ที่ 4 ย่อมได้รับประโยชน์จากกรณีดังกล่าวด้วย โปรดมี …
- ฎีกาที่ 1886/2536
จำเลยทั้งสามได้ไปจดทะเบียนรับโอนมรดกที่พิพาทอันเป็นเวลาภายหลังที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วจำเลยทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยการรับมรดกต้องรับไปทั้งสิทธิและตลอดจนความรับผิดต่าง ๆ จำเลยทั้งสามจึงมิใช่บุคคลภายนอกผู้ได้กรรมสิทธิ์มาโดยเสียค่าตอบแทนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ผู้ได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยครอบครองปรปักษ์ ซึ่งบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนแล้ว จึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยทั้งสาม และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าว ที่ทำให้ตนเสียเปรียบได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1886/2536
ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2536 ว่า เนื่องจากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาอย่างคนอนาถา ดังนั้นจึงขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยกำหนดระยะเวลาให้โจทก์วางต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ไปแล้ว (อันดับ 320)จึงให้ยกคำร้อง โจทก์เห็นว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับคำร้องขอ ให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาใหม่ จึงทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาอย่างคนอนาถาได้อีกต่อไปแล้วแต่โจทก์ก็น่าจะมีสิทธิยื่นฎีกาโดยเสียค่าธรรมเนียมต่อศาลชั้นต้นนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่งของศาลฎีกา คือวันที่25 พฤษภาคม 2536 และศาลชั้นต้นก็น่าจะมีอำนาจในการกำหนด ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมฎีกาของโจทก์ได้ ขอศาลฎีกาได้โปรด กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2536 โดยให้รับคำร้องเพื่อกำหนดระยะเวลาการวางเงินค่าธรรมเนียม ในชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ต่อไป …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1887/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยลักทรัพย์โดยมีเจตนาทุจริต นับเป็นการวินิจฉัย ผิดจากท้องสำนวน ไม่เข้าองค์ประกอบแห่งความผิดเป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย และที่ฎีกาว่าโจทก์นำสืบถึงม้วนวีดีโอเทปพิพาทเป็นการอ้างพยานวัตถุขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 242 จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ มิได้วินิจฉัยถึงจึงเป็นการขัดต่อกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเช่นกัน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยด้วย หมายเหตุ มีการลงชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ข้างคำร้องแล้ว แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์หรือโจทก์ร่วม (อันดับ 40) ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลช …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1888/2536
ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกา ไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และ เมื่อได้พิจารณาฎีกาของจำเลยแล้ว จำเลยยกข้อกล่าวอ้าง การยื่นฎีกาไว้โดยชัดแจ้งเฉพาะในเรื่องคดีขาดอายุความ หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง อันต้องห้ามฎีกา จึงมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาและสั่งคำร้องว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา และคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไปด้วย หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาท ทั้งสองแปลงและบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงที่สองให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ใน 56 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาด ทรัพย์ดังกล่าวเอาเงินแบ่งให …
- ฎีกาที่ 1889/2536
เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนด และโจทก์ไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งการยึดรถยนต์คืน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน นับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน มิใช่เป็นกรณีที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 และมาตรา 574ดังนั้น การที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 จึงหาทำให้โจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1889/2536
ความว่า ผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นฎีกาไว้ เนื่องจาก ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้คัดค้านทั้งสอง ไม่สามารถทราบได้ว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบ เพื่อประโยชน์ของตน และไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมผู้คัดค้านทั้งสองจึงยื่น คำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม ซึ่งได้ยื่นบัญชีพยานมาพร้อมกับ คำร้องฉบับนี้แล้ว โปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง นายชิตสาคร นางละม่อม ขำประสิทธิ์และนายทับ ขำประสิทธิ์ เป็นผู้จัดการมรดกของนางแย้ม สาครร่วมกัน โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผู้ร้อง และผู้คัดค้านทั้งสองต่างฎีกา (อันดับ 137,136) ทนายผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าระยะเวลาที่กำหนดให …
- ฎีกาที่ 189/2536
เมื่อการที่มีรถยนต์เปิดไฟหน้ารถแล่นสวนทางมาหลายคันเป็นเหตุให้คนขับรถยนต์ของฝ่ายโจทก์มองไม่เห็นทางเดินรถด้านหน้าที่อยู่ไกลหลังแสงไฟของรถยนต์ที่แล่นสวนทางมา คนขับรถยนต์ของฝ่ายโจทก์ควรชะลอความเร็วของรถลงเพื่อให้สัมพันธ์กับระยะทางที่ตนสามารถมองเห็นและหยุดรถได้ทัน หากมีสิ่งกีดขวางอยู่บนทางเดินรถ การที่คนขับรถยนต์ของฝ่ายโจทก์ไม่ระมัดระวังดังกล่าว กลับขับรถฝ่าแสงไฟของรถที่แล่นสวนทางมาโดยไม่ชะลอความเร็วลงให้ปลอดภัย จึงเกิดเฉี่ยวชนถูกรถยนต์ของฝ่ายจำเลย ซึ่งจอดกีดขวางทางเดินรถอยู่ เห็นได้ว่าคนขับรถยนต์ของฝ่ายโจทก์ขับรถยนต์ด้วยความประมาทมิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอกับภาวะเช่นนั้น เหตุที่เกิดความเสียหายขึ้นจึงเป็นเพราะความประมาทของคนขับรถยนต์ของฝ่ายโจทก์ด้วย การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจึงตกอยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 223 ที่ว่าฝ่ายผู้ก่อความเสียหายจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายเพียงใดต้องอา …
- ฎีกาที่ 1890/2536
ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยการขาดนัด หากจำเลยไม่มรณะก็ย่อมมีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดตามมาตรา 147 การขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะตามมาตรา 42 และ 43 นั้น หากคู่ความมรณะภายหลังศาลพิพากษาคดีแล้วก็ไม่มีกรณีที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาในระหว่างนี้หากคดียังไม่ถึงที่สุดทายาทของผู้มรณะก็ยังคงมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้มิใช่ว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้วสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะสิ้นไปด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอมีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกับจำเลยหากทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องขอมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว ทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของจำเลย จึงเป็นกรณีสิทธิในทรัพย์สินมิใช่สิทธิเฉพาะตัว ผู้ร้องอ้างว่าเป็นทายาทของจำเลยร้องขอเข้ามาแทนที่จำเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ขอ …
- ฎีกาที่ 1890/2536
ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา เป็นการพิจารณา โดยการขาดนัด หากจำเลยไม่มรณะก็ย่อมมีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดตามมาตรา 147 การขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะตาม มาตรา 42 และ 43 นั้น แม้ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาก็ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ ส่วนที่มาตรา 42 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดีให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะจะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะนั้น เป็นกรณีที่ศาลให้เลื่อนการนั่งพิจารณาไปถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดีหากคู่ความมรณะภายหลังศาลพิพากษาคดีแล้วก็ไม่มีกรณีที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณา ในระหว่างนี้หากคดียังไม่ถึงที่สุดทายาทของผู้ …
- ฎีกาที่ 1890/2536
ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยการขาดนัดหากจำเลยไม่มรณะก็ย่อมมีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดตามมาตรา 147 การขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะตามมาตรา 42 และ 43 นั้น หากคู่ความมรณะภายหลังศาลพิพากษาคดีแล้วก็ไม่มีกรณีที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณา ในระหว่างนี้หากคดียังไม่ถึงที่สุดทายาทของผู้มรณะก็ยังคงมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้มิใช่ว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้วสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะสิ้นไปด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอมีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกับจำเลยหากทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องขอมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว ทรัพย์สินดังกล่าวทั้งหมดย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของจำเลย จึงเป็นกรณีสิทธิในทรัพย์สินมิใช่สิทธิเฉพาะตัว ผู้ร้องอ้างว่าเป็นทายาทของจำเลยร้องขอเข้ามาแทนที่จำเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ขอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1890/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับฎีกา ของจำเลยในส่วนนอกเหนือจากข้อ 2.4 และข้อ 2.5 ซึ่งตามฎีกา ข้อ 2.4 และ 2.5 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องโต้แย้ง ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.4 ในประเด็นที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่จำต้องนำสืบรายละเอียด เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้ปราศจากข้อสงสัยถึงมีข้อสงสัย ก็ไม่ต้องยกเป็นคุณแก่จำเลยนี้ขัดต่อหลักกฎหมายในส่วน ภาระการพิสูจน์ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 หรือไม่ และประเด็นที่ว่าเอกสารหมาย ป.จ.10 นั้นเป็นพยานเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นสำเนาเอกสารและมิได้ปรากฏในชั้นสอบสวน และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนเป็นการรับฟังพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาข้อ 2.5ในประเด็นที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธ …
- ฎีกาที่ 1891/2536
เจ้าของรวมจะมีความผิดฐานลักทรัพย์ไปจากเจ้าของรวมคนอื่นจะต้องได้ความว่าเจ้าของรวมผู้ลักมิได้ครอบครองทรัพย์อยู่ การที่จำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ป. หุ้นส่วนกับชาวมาเลเซีย และจำเลยเป็นผู้ครอบครองหอยแครงร่วมอยู่ด้วยใช้บุคคลอื่นไปตักหอยแครง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของตนเอง ไม่มีความผิดฐานใช้บุคคลอื่นลักทรัพย์
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1891/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้องแต่ประการใดและการที่ศาลล่างทั้งสองศาลฟังข้อเท็จจริงจากคำพยานของจำเลยมาลงโทษจำเลยตามมาตรา 357 นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และแม้จะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่ก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันควรสู่ศาลสูงเพื่อวินิจฉัยขอให้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 39) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 38) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 39) คำสั่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษ จำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิ …
- ฎีกาที่ 1893/2536
ปัญหาว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่นั้น ปัญหาข้อนี้โจทก์มิได้ฎีกาและจำเลยที่ 2ให้การว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันเพื่อต่ออายุสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในคดีนี้ด้วย การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 2 แล้ว จึงต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น จึงเป็นฎีกาที่ขัดแย้งและนอกเหนือคำให้การของตน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
- ฎีกาที่ 1893/2536
ปัญหาว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่นั้น ปัญหาข้อนี้โจทก์มิได้ฎีกาและจำเลยที่ 2 ให้การว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันเพื่อต่ออายุสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในคดีนี้ด้วยการที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 2 แล้ว จึงต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น จึงเป็นฎีกาที่ขัดแย้งและนอกเหนือคำให้การของตน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
- ฎีกาที่ 1894/2536
โจทก์ได้อ้างเหตุในฟ้องไว้แล้วว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดหางานได้ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2525 ก่อนหน้านั้นโจทก์ไม่มีรายได้หรือรายรับจากการประกอบธุรกิจดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยไว้ ดังนั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจึงต้องเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวตามฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด หาจำต้องไปวินิจฉัยว่าส่วนใดถูกต้องส่วนใดไม่ถูกต้องเป็นจำนวนเท่าใดไม่ ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีจะตกอยู่แต่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี คดีนี้เมื่อศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการคนหนึ่งแล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำน …