ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 31 จาก 149
- ฎีกาที่ 1841/2536
การที่จำเลยใช้มีดพกสั้นไล่แทงผู้เสียหายและพูดว่าจะฆ่าผู้เสียหาย แล้วชักอาวุธปืนจ้องยิงไปทางผู้เสียหายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายและจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปแล้ว เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายเพราะกระสุนปืนที่จำเลยยิงไปไม่ถูกผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์มิได้สืบให้เห็นว่าจำเลยมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน และพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่รับอนุญาต แม้จะฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย และในชั้นสืบพยานจำเลยจำเลยจะตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยและจำเลยได้ลงชื่อไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งปรากฏตามบันทึกดังกล่าวว่า จำเลยได้ให้การว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนมาก่อนก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานมีอาวุธป …
- ฎีกาที่ 1841/2536
การที่จำเลยใช้มีดพกสั้นวิ่งไล่แทงผู้เสียหายและพูดว่าจะฆ่าผู้เสียหาย แล้วชักอาวุธปืนจ้องยิงไปทางผู้เสียหาย 1 นัด เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปแล้ว เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยไม่รับอนุญาต แม้จะฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและในชั้นสืบพยานจำเลย จำเลยจะตอบคำถามค้านของโจทก์ว่าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าพยายามฆ่า มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และพาอาวุธปืนไปโดยไม่รับอนุญาต และจำเลยได้ลงชื่อไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาซึ่งปรากฏตามบันทึกดังกล่าวว่า จำเลยได้ให้การว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนมาก่อนก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1841/2536
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลา การบังคับ โดยงดการขายทรัพย์พิพาทไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 65) คดีสืบเนื่องจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดบ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านพิพาทเป็นของผู้ร้อง โดย นางทองดี สุริวรรณ มารดาจำเลย ได้ขายบ้านพิพาทให้กับผู้ร้องและผู้ร้องได้ชำระเงินครบถ้วนแล้ว บ้านพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของผู้ร้อง โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด ขอให้ปล่อยบ้านพิพาท ให้แก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 57,56) ชั้นอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คำร้องของ ผู้ร้องพอแปลได้ว่าผู้ร้อง ขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 เห็นสมควรให้งดการข …
- ฎีกาที่ 1843/2536
เจ้าหน้าที่ศาลได้ไปส่งหมายให้ผู้ประกันที่บ้านเลขที่ 370ถนนธรรมนูญวิถี ตำบลหาดใหญ่ ตามที่ผู้ประกันอ้างว่าได้ย้ายไปอยู่แล้วมิได้ไปส่งที่บ้านเลขที่ 37 ถนนประชารักษ์ ตำบลหาดใหญ่ ดังที่ผู้ประกันกล่าวอ้าง แต่ถึงแม้จะฟังว่าไปส่งที่บ้านเลขที่ 37 ถนนประชารักษ์ บ้านเลขที่ดังกล่าวก็ตรงกับที่อยู่ของผู้ประกันตามคำร้องขอปล่อยชั่วคราว จำเลยที่ 2 ในระหว่างอุทธรณ์ การส่งหมายนัดให้ผู้ประกันจึงชอบแล้ว
- ฎีกาที่ 1844/2536
จำเลยกับพวกมีปากกาติดตัวเป็นอาวุธ ร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายโดยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนผู้เสียหายยอมให้เงินแก่จำเลยกับพวกจำนวน 20 บาท การกระทำดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้จำเลยได้รับประโยชน์เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น จึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดฐานชิงทรัพย์
- ฎีกาที่ 1844/2536
การที่จำเลยกับพวกมีปากกาติดตัวเป็นอาวุธได้ร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหาย โดยการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนผู้เสียหายให้เงินแก่จำเลยกับพวกจำนวน 20 บาท เป็นการข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้จำเลยได้รับประโยชน์เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น จึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1846/2536
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีหลักฐานที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 19) กรณีเป็นชั้นคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาปรากฏว่า นายประสิทธิ์ จงอัศญากุล เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์พิพาท ในราคาต่ำเกินไป ทั้งการขายทอดตลาดดำเนินการไปโดยมิชอบ ขอให้เพิกถอนการขาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ระหว่างคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายประสิทธิ์ จงอัศญากุล ได้ขายทรัพย์พิพาทให้ผู้ร้องต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยเห็นว่า ราคาที่ขายทรัพย์พิพาทนั้นต่ำไป จึงให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คดีถึงที่สุด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1849-1850/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสามแถลงคัดค้าน (อันดับ 128) คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณา โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนแรก และ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังซึ่งเป็นบุคคลเดียวกัน ว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้นางธนวรรณหรือทวี หวังดี จำเลยในสำนวนแรกไปทำนิติกรรมและจดทะเบียนขายที่พิพาทโฉนดเลขที่ 10265 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งแปลงเนื้อที่ 30 ไร่ ตามฟ้องแก่โจทก์ ทั้งสามในสำนวนแรกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน จังหวัดสุพรรณบุรี ในราคา 360,000 บาท โดยให้หักเงินมัดจำ ที่ชำระแล้ว 108,000 บาท ออกเสียก่อน ให้โจทก์ทั้งสาม ชำระราคาส่วนที่เหลือเป็นเงิน 252,000 บาท ให้จำเลยออกเงิน ค่ …
- ฎีกาที่ 185/2536
จำเลยได้รับยกให้ที่ดินภายหลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 เมื่อหนังสือยกให้ไม่ได้ระบุว่าให้เป็นสินสมรสจึงต้องถือว่าที่ดินของจำเลยเป็นสินส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3) จำเลยจึงมีอำนาจจัดการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้มีทางภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ในที่ดินดังกล่าวโดยมิได้รับความยินยอมจากภริยา จึงมีผลผูกพันจำเลย สัญญาประนีประนอมยอมความ มีข้อตกลงว่าจำเลยจะจดทะเบียนที่ดินเป็นภารจำยอมให้โจทก์เป็นสัญญาก่อตั้งภารจำยอมในที่พิพาท เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1861/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่แก้ไขจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาโจทก์ โจทก์เห็นว่า ฎีกาในประเด็นที่ว่าการที่ศาลทั้งสองศาลได้วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบของกฎหมายนั้นข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เป็นการบรรยายฟ้องและสืบพยานครบถ้วนองค์ประกอบของกฎหมายแล้วนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาของโจทก์ หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 74 แผ่นที่ 2) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 180,352,354,90,91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 65) โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 70) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน …
- ฎีกาที่ 1864/2536
คดีต้องห้ามโจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลย อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษและเป็นปัญหาข้อเท็จจริงการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่รอการลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จำเลยเบิกถอนเงินจากบัญชีของมารดารวม 5 ครั้ง โดยมีเจตนาเบียดบังเงินส่วนที่เหลือจากการนำไปใช้จ่ายตามคำสั่งมารดาก่อนตายเป็นเจตนาเดียวการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว
- ฎีกาที่ 1864/2536
จำเลยเบิกถอนเงินจากบัญชีของ ผ.5 ครั้ง โดยมีเจตนาถอนเงินทยอยออกมาเป็นคราว ๆ นำไปใช้จ่ายระคนปนกันไป เป็นเจตนาเบียดบังเงินส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายดังกล่าว ไม่ว่าจำเลยจะเบิกถอนเงินจากบัญชีกี่ครั้งก็ตามจำเลยก็มีเพียงเจตนาเดียวเพื่อที่จะเบียดบังเงินส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายเท่านั้นหาได้มีเจตนาเบียดบังเงินทุกครั้งที่เบิกถอนเงินจึงเป็นความผิดกรรมเดียว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1866/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับเป็นฎีกาจำเลย เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายส่วนปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกานั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายรวมกันเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยและพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน ขอได้โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 139) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4,21,40,65,67,70ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานปลูกสร้างอาคาร เพื่อพาณิชยกรรม ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4,21,65 ประกอบมาตรา 70 จำคุก 1 ปี ปรับ 50,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 40,67 ประกอบด้วยมาตรา 70จำคุก 1 ปี ปรับวันละ 500 บา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1868/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับฎีกา ของจำเลยเฉพาะข้อ 2.1 ในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าฟ้องโจทก์ เคลือบคลุมหรือไม่ ส่วนข้ออื่นที่เหลือเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ หยิบยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงินที่เบิกจากบัญชีออมทรัพย์ ในวันที่ 30 มีนาคม 2530 ขึ้นวินิจฉัย และพิพากษาให้จำเลย ต้องรับผิดในเงินดังกล่าว ซึ่งจำเลยมิได้เถียงในประเด็นนี้ เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และนอกประเด็นที่ได้โต้เถียงกัน ในชั้นอุทธรณ์นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง รับฎีกาข้อ 2.3 ของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 175 แผ่นที่ 4) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 162,072 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาย …
- ฎีกาที่ 1869/2536
จำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงินจำนวน 350,000 บาท แก่จำเลยกับพวก โดยขู่เข็ญว่าถ้าไม่ให้จะนำวีดีโอเทปการร่วมประเวณีระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยไปฉายให้ประชาชนดู จะฟ้องต่อเจ้าคณะจังหวัดกรมการศาสนา และจะลงหนังสือพิมพ์แต่โจทก์ร่วมไม่ได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยกับพวกการกระทำของจำเลยกับพวกเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ประกอบมาตรา 80
- ฎีกาที่ 187/2536
จำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าที่ดินและตึกแถวจากโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมออกจากตึกแถวพิพาท จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์ส่วนจำเลยที่ 3เป็นเพียงคู่สัญญาเช่าช่วงกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2ไม่มีสิทธิให้เช่าช่วง จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในตึกแถวพิพาท และจำเลยที่ 3 มิได้เป็นคู่สัญญาเช่ากับโจทก์แต่เป็นเพียงบริวารของผู้เช่า จึงไม่ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์
- ฎีกาที่ 187/2536
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมออกจากตึกแถวที่เช่าจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เท่ากับค่าเช่าเดือนละ 16,000 บาท จนกว่าจะออกจากตึกแถวแต่จำเลยที่ 3 เป็นคู่สัญญาเช่าช่วงกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิให้เช่าช่วง จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในตึกแถวตามสัญญาเช่าช่วง เมื่อค่าเสียหายดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาเช่ากับโจทก์ จำเลยที่ 3 มิได้เป็นสัญญาเช่ากับโจทก์แต่เป็นเพียงบริวารของผู้เช่า จึงไม่ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้โจทก์
- ฎีกาที่ 187/2536
จำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าที่ดินและตึกแถวจากโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมออกจากตึกแถวพิพาท จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพียงคู่สัญญาเช่าช่วงกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิให้เช่าช่วง จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในตึกแถวพิพาท และจำเลยที่ 3มิได้เป็นคู่สัญญาเช่ากับโจทก์แต่เป็นเพียงบริวารของผู้เช่า จึงไม่ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์
- ฎีกาที่ 1875/2536
ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 4,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี แต่มีผู้พิพากษาลงนามเพียงคนเดียวเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 15 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 22(5)ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องก่อน
- ฎีกาที่ 1875/2536
คำพิพากษาของศาลแขวงที่ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปีแต่มีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวลงชื่อ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 15 วรรคท้ายศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจพิจารณาและพิพากษาไปในทันทีเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี แต่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการดังกล่าวให้ถูกต้องเสียก่อน