ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 1 จาก 241
- ฎีกาที่ 1/2538
โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีและการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นนั้นหามีกฎหมายบัญญัติว่าผู้ครอบครองจำต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ครอบครองนั้นเป็นของผู้อื่นหรือมิใช่ทรัพย์ของตนแต่อย่างใดไม่โจทก์จึงได้กรรมสิทธิในที่พิพาทด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382
- ฎีกาที่ 1/2538
โจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี และการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นนั้นหามีกฎหมายบัญญัติว่าผู้ครอบครองจำต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ครอบครองนั้นเป็นของผู้อื่น หรือมิใช่ทรัพย์ของตนแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิในที่พิพาทด้วยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382
- ฎีกาที่ 100/2538
การที่ผู้เช่านาจะฟ้องคดีขอให้ผู้รับโอนโอนนาที่เช่าให้แก่ผู้เช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524โดยผู้เช่าอ้างว่าผู้ให้เช่าขายนาที่เช่าไปโดยไม่แจ้งให้ผู้เช่าทราบนั้นผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายเสียก่อนกล่าวคือต้องมีการร้องขอต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเพื่อวินิจฉัยเสียก่อนซึ่งเป็นขั้นตอนที่ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตามมาตรา54ของพระราชบัญญัติดังกล่าวหากผู้เช่าไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลก็ต้องอุทธรณ์ต่อไปยังคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดเพื่อวินิจฉัยซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งที่ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตามมาตรา56ของพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดวินิจฉัยแล้วยังไม่เป็นที่พอใจอยู่อีกผู้เช่าจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลหรือฟ้องศาลได้ตามมาตรา57ของพระรา …
- ฎีกาที่ 100/2538
การที่ผู้เช่านาจะฟ้องคดีขอให้ผู้รับโอนโอนนาที่เช่าให้แก่ผู้เช่าตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โดยผู้เช่าอ้างว่าผู้ให้เช่าขายนาที่เช่าไปโดยไม่แจ้งให้ผู้เช่าทราบนั้น ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน กล่าวคือ ต้องมีการร้องขอต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเพื่อวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 54 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว หากผู้เช่าไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล ก็ต้องอุทธรณ์ต่อไปยังคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดเพื่อวินิจฉัย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งที่ผู้เช่าจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อคณะ-กรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดวินิจฉัยแล้วยังไม่เป็นที่พอใจอยู่อีก ผู้เช่าจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลหรือฟ้องศาลได้ตามมาตรา 57 ของ พ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1004/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ย้าย ที่ทำการงานไปยังสำนักงานใหม่เลขที่ 170/7 อาคาร โอเชี่ยนทาวเวอร์1ชั้น3ถนนรัชดาภิเษกตัดใหม่แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2536 และทนายจำเลยที่ 2 ได้ย้ายที่ทำการงานไปยัง สำนักงานใหม่เลขที่ 33/51 หมู่ 13 ถนนสุขาภิบาล 1 ลาดพร้าว แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่29 เมษายน 2536 แต่เจ้าหน้าที่เดินหมายได้นำหมายเรียกและ สำเนาฎีกาไปส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาเดิมตามคำฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงยังไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาฎีกาดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ทราบเรื่องโจทก์ฎีกา เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2538 จำเลยที่ 2 มีความประสงค์จะยื่นคำแก้ฎีกา โปรดมีคำสั่ง ให้โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาฎีกาให้จำเลยที่ 2 หรือ ทนายจำเลยที่ 2 ตามภูมิลำเนาใหม่ด้วย โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีชั้นฎีกาคำสั่งจำหน่ายค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1005/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ไม่รับฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า ฎีกาที่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนและการที่ที่ดินพิพาทจะเป็นที่สาธารณประโยชน์ได้นั้น จะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดินอย่างไร เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ในที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคาจังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 83 ตารางวา ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของคณะกรรมการสภาตำบลวังไก่เถื่อน ครั้งที่ 6/2534 วันที่ 4 มิถุนายน 2534 ห้ามจำเลยทั้งสี่เข้ามา …
- ฎีกาที่ 1006/2538
ในการไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่1ที่ยื่นครั้งแรกศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่1มิใช่เป็นคนยากจนพอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้จำเลยที่1มิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นคงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่1นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนแต่ข้ออ้างที่ขอให้ไต่สวนใหม่ว่าจำเลยที่1เป็นคนยากจนนั้นปรากฏในคำร้องว่าเป็นเหตุอันเดียวกับที่ได้อ้างและศาลชั้นต้นไต่สวนไว้เดิมแล้วไม่มีเหตุที่พอจะหักล้างคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นได้ถึงแม้จำเลยที่1จะมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมอื่นใดก็ไม่พอที่จะแสดงให้เห็นฐานะของจำเลยที่1นอกเหนือไปจากเดิมที่ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่1แล้วมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่1ที่ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค2มีคำสั่งว่าที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องและไม่รับ …
- ฎีกาที่ 1006/2538
ในการไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นครั้งแรก ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 มิใช่เป็นคนยากจน พอมีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจน แต่ข้ออ้างที่ขอให้ไต่สวนใหม่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนยากจนนั้น ปรากฏในคำร้องว่าเป็นเหตุอันเดียวกับที่ได้อ้างและศาลชั้นต้นไต่สวนไว้เดิมแล้ว ไม่มีเหตุที่พอจะหักล้างคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นได้ ถึงแม้จำเลยที่ 1 จะมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมอื่นใดก็ไม่พอที่จะแสดงให้เห็นฐานะของจำเลยที่ 1 นอกเหนือไปจากเดิมที่ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่ …
- ฎีกาที่ 1007/2538
ฟ้องโจทก์คดีนี้กับคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นจำเลยมีประเด็นข้อพิพาทเดียวกันว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าในทางปฏิบัติคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาเป็นสำคัญสัญญาจึงยังไม่เลิกกันพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ภายใน90วันโดยจำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์ในวันโอนกรรมสิทธิ์คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความในคดีนี้มิให้โต้เถียงเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา145และเป็นผลให้ศาลในคดีนี้ต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในภายหลังว่าจำเลยผิดสัญญาและพิพากษาให้ขับไล่จำเลยจึงไม่ชอบส่วนที่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวย่อมขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวได้หาทำให้คำพิพากษาดังกล่าวสิ้นผลไม่
- ฎีกาที่ 1007/2538
ฟ้องโจทก์คดีนี้กับคดีที่จำเลยคดีนี้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยอยู่ในประเด็นเดียวกันในข้อที่ว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วขณะที่คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความคดีนี้ มิให้โต้เถียงเป็นอย่างอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และเป็นผลให้ศาลในคดีนี้ต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในภายหลังว่าจำเลยผิดสัญญาและพิพากษาขับไล่จำเลยจึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากคดีดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีเดิมไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวย่อมขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลย ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวได้ การไม่ชำระค่าที่ดินตามเวลาที่กำหนดในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหาทำให้คำพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1008/2538
ความว่า จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก เพราะจำเลย มีรายได้น้อยไม่พอที่จะเป็นเจ้ามือสลากกินรวบได้ โปรดมีคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่คุมประพฤติทำการสืบเสาะประวัติของจำเลยเพื่อ ประกอบการวินิจฉัยต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2487 มาตรา 4,5,10,12 ที่แก้ไขแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 ปี ริบของกลาง สำหรับคำขอให้จำเลยจ่ายเงิน สินบนแก่ผู้นำจับเมื่อศาลมิได้สั่งปรับจำเลย จึงให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 29,28) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 36) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าตามคำร้ …
- ฎีกาที่ 1009/2538
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การว่าหนังสือมอบอำนาจกระทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 ศาลต้องหยิบยกประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 กระทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีตัวโจทก์ที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่าได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีแทน โดยยืนยันว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 จริงโดยจำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีแทนเช่นนี้ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยให้แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ขับรถยนต์ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารของจำเลย ลูกจ้างของจำเลยรับรถยนต์ ของโจทก์ไปจอดยังที่จำเลยจัดไว้เป็นการบรรยายว่า จำเลยได้รับฝากรถยนต์ของโจทก์ และบรรยายฟ้องต่อไปว่า ลูกจ้างของจำ …
- ฎีกาที่ 1009/2538
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การว่าหนังสือมอบอำนาจกระทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1ศาลต้องหยิบยกประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 กระทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีตัวโจทก์ที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่าได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีแทน โดยยืนยันว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 จริง โดยจำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2ฟ้องคดีแทน เช่นนี้ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยให้แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ขับรถยนต์ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารของจำเลย ลูกจ้างของจำเลยรับรถยนต์ของโจทก์ไปจอดยังที่จำเลยจัดไว้เป็นการบรรยายว่าจำเลยได้รับฝากรถยนต์ของโจทก์ และบรรยายฟ้องต่อไปว่าลูกจ้างของจำเลยได้ย้ายรถยนต์ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:101/2538
ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้อธิบดี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลย ศาลชั้นต้นสั่งว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาปัญหา ข้อเท็จจริง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาล ทั้งหมด จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2(1) ก. ของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์ เคลือบคลุมหรือไม่ และข้อ 2(2) ข. ในประเด็นที่ว่าศาลชั้นต้น อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องภายหลังชี้สองสถานแล้ว โดยไม่ได้ ให้โอกาสจำเลยที่จะยื่นคำให้การแก้ฟ้องเพิ่มเติม ทำให้จำเลย เสียเปรียบ ศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้หรือไม่นั้น เป็นปัญหา ข้อกฎหมาย และฎีกาของจำเลยที่ว่าการตีความบันทึกข้อตกลง ระหว่างโจทก์ จำเลย ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2531 เป็นการ ตีความหมายสัญญาผิด อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเช่นเดียวกัน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 344 แผ่นที่ 2-3) ศาลชั้นต …
- ฎีกาที่ 1010/2538
จำเลยให้การว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและขอเงินมัดจำคืนจำเลยก็ตกลงและได้คืนเงินมัดจำให้แล้วแต่ฎีกาว่าจำเลยเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาไปถึงโจทก์และโจทก์สนองรับแล้วเป็นการอ้างเหตุการเลิกสัญญาไม่ตรงกับคำให้การถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฉะนั้นฎีกาของจำเลยที่ว่าสัญญาเลิกกันโดยโจทก์มิได้สงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายโจทก์จะมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ได้จึงไม่เป็นสาระที่ต้องวินิจฉัย โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเบี้ยปรับได้หาทำให้สิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับตามสัญญาระงับไปไม่
- ฎีกาที่ 1011/2538
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำจากโจทก์ทั้งสองการที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีผลทำให้สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยระงับไปแต่อย่างใดจำเลยยังคงมีความผูกพันกับโจทก์ทั้งสองตามสัญญาโจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้อย่างไรก็ตามแต่เหตุที่ทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสองตามสัญญาได้เกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอกที่มิได้เกี่ยวข้องในระหว่างสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่อยู่นอกเหนือวิสัยและความรับผิดชอบของจำเลยกรณีจะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ได้เช่นเดียวกันจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับและค่าเสียหายตามที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้อง
- ฎีกาที่ 1014/2538
เมื่อจำเลยมีคำขอให้ยกฟ้องโจทก์แล้วต่อจากนั้นจำเลยได้บรรยายคำให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยได้ทวงถามค่าเช่าฉางจากโจทก์แต่โจทก์เพิกเฉยจำเลยมีสิทธิจะได้รับค่าเช่าฉางและดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปีจากโจทก์รวมเป็นเงิน107,774.32บาทและดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน61,585.33บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลยมีความหมายเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยขอให้ศาลบังคับโจทก์ชำระค่าเช่าฉางแก่จำเลยถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยมีคำขอบังคับ
- ฎีกาที่ 1014/2538
จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเช่าฉางจากโจทก์โดยเมื่อจำเลยมีคำขอให้ยกฟ้องโจทก์แล้ว ต่อจากนั้นจำเลยได้บรรยายคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ทวงถามค่าเช่าฉางจากโจทก์ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยมีสิทธิจะได้รับค่าเช่าฉางและดอกเบี้ยจากโจทก์รวมเป็นเงิน 107,774.32 บาท และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 61,585.33 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลยฟ้องแย้งดังกล่าวมึความหมายเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยขอให้ศาลบังคับโจทก์ชำระค่าเช่าฉางแก่จำเลย ถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยมีคำขอบังคับแล้ว
- ฎีกาที่ 1015/2538
จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้หมายเรียกบริษัท อ.เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา57(3)(ก)เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตบริษัท อ.จึงเข้ามาในคดีโดยเป็นคู่ความฝ่ายที่สามซึ่งตามมาตรา58วรรคหนึ่งบัญญัติให้ผู้ร้องสอดที่เข้ามาตามมาตราดังกล่าวมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่บริษัท อ.จำเลยร่วมจึงให้การต่อสู้คดีได้ทั้งโจทก์และจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา177วรรคท้ายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังนั้นจำเลยร่วมจึงมีสิทธิที่จะให้การต่อสู้ในเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้
- ฎีกาที่ 1015/2538
จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้หมายเรียกบริษัท อ.เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาต บริษัท อ.จึงเข้ามาในคดีโดยเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ซึ่งตามมาตรา58 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ร้องสอดที่เข้ามาตามมาตราดังกล่าวมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ บริษัท อ.จำเลยร่วมจึงให้การต่อสู้คดีได้ทั้งโจทก์และจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 177 วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น จำเลยร่วมจึงมีสิทธิที่จะให้การต่อสู้ในเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้