ปี พ.ศ.: 2568
356 รายการ · หน้า 4 จาก 18
- ฎีกาที่ 2240/2568
ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุว่า สามารถตกลงกันได้จึงประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่การปลดหนี้ให้จำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำ …
- ฎีกาที่ 2240/2568
ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุว่า สามารถตกลงกันได้จึงประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่การปลดหนี้ให้จำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ที่ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันระงับสิ้นไปด้วย
- ฎีกาที่ 2274/2568
โจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศโจทก์ ซึ่งประกาศโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี หากชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้ากว่า 7 วัน แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3 เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยโดยชอบ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องบังคับให้จำเลยชำระ …
- ฎีกาที่ 2276/2568
การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้
- ฎีกาที่ 2276/2568
การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โจทก์คิดขณะทำสัญญาเช่าซื้อจำนวน 193,067.66 บาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระในแต่ละงวด และเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้อันเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้
- ฎีกาที่ 2289/2568
โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวน 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้ง และแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหา …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:23/2568
คดีนี้ นางสาว พ. โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลจันอัด จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ซึ่งเดิมนาง ต. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อประมาณปี 2542 กรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลจันอัดซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยได้ติดต่อขอเช่าพื้นที่บางส่วนบนที่ดินจากนาง ต. เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาโดยทำสัญญาเช่าด้วยวาจาและไม่มีกำหนดระยะเวลาให้เช่า ต่อมานาง ต. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่มารดาของโจทก์ และมารดาโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการยกให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามค่าเช่าค้างจ่ายจากจำเลยแต่จำเลยบ่ายเบี่ยง จากนั้นจำเลยนำแผ่นป้ายระบุข้อความทำนองว่า "พื้นที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามมิให้ผู้ใดขัดขวาง ผู้ใดฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย" ไปปิดบริเวณทางเข้าโรงผลิตน้ำประปาดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ นอกจากนี้การตั้งแท็งก์น้ำประปาดั …
- ฎีกาที่ 238/2568
คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ภาค 4 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง มีผลเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้มา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีและดุลพินิจในการ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:24/2568
คดีนี้ บริษัท ช ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องการเคหะแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเรียกบริษัท อ เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากนาย ก ผู้เอาประกันภัย โดยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา ขณะนาย ก จอดรถยนต์ดังกล่าวไว้ที่บริเวณอาคารจอดรถชั้นใต้ดินตลาดสดห้วยขวางได้มีท่อน้ำประปาเหล็กที่ติดตั้งอยู่ใต้คานลานจอดรถหล่นลงมาใส่กระจกหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ โดยอาคารดังกล่าวมีผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลรับผิดชอบ และมีหน้าที่ดูแลรักษาทำนุบำรุง ปรับปรุงและพัฒนาบรรดาเคหะไม่ให้เสื่อมโทรม ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีสามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลและบำรุงรักษาท่อประปาเหล็กดังกล่าวให้ดี เป็นเหตุให้ท่อประปาเหล็กหล่นลงมาใส่กระจกหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีในฐ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:25/2568
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกองทัพบก จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยการกล่าวและไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ด้วยการใส่ความและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ต่อสาธารณชน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเสื่อมเสียเกียรติคุณ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกค …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:26/2568
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลทัพหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยรับการให้จากนาง ป. เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ท. โดยนาย ท. ได้จดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิมและจดทะเบียนที่ดินส่วนที่เหลือเป็นภาระจำยอม และนาย ท. ได้นำหินกรวดมาถมในที่ดินเป็นถนนกว้างประมาณ 3 เมตร เพื่อใช้เป็นทางสัญจรโดยเฉพาะสำหรับที่ดินที่จดทะเบียนภาระจำยอม รวมทั้งที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ซึ่งนาย ท. นาง ป. ผู้ฟ้องคดีและเจ้าของที่ดินทั้งเจ็ดแปลงดังกล่าวได้ใช้เป็นทางสัญจรเรื่อยมา เมื่อประมาณปี 2558 ผู้ถูกฟ้องคดีได้นำคอนกรีตมาเททับที่ดินเป็นแนวยาวจากถนนสาธารณประโยชน์เข้ามาด้านในทางสัญจรของที่ดินดังกล่าว โดยไม่ได้รับความยินยอมหรืออนุญาตเป็นหนังสือยกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ ทั้งไม่เคยแจ้งให้นาง ป. ทราบ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทแล้ว ผู้ฟ้อง …
- ฎีกาที่ 2614/2568
จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่สมคบกันก็ตาม จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ แต่เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในภายหลังที่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวสำเร็จไปแล้ว มิใช่กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวได้ จึงเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง
- ฎีกาที่ 2624/2568
ปัญหาว่ามีผู้ลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยไปทำบัตรเครดิตปลอมแล้วนำไปชำระค่าสินค้าหรือบริการหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาเสียก่อนว่าบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้จำเลยมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลเพื่อนำไปปลอมแปลงบัตรได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใด ๆ ซึ่งอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 แม้โจทก์จะมีพนักงานโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลยเป็นบัตรประเภทชิพการ์ดมีความปลอดภัยต่อการถูกคัดลอกข้อมูลบนบัตรและการปลอมแปลงบัตร แต่เมื่อไม่มีเอกสารทางวิชาการมาอ้างอิงประกอบ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในคุณสมบัติหรือเทคโนโลยีของบัตรเครดิตประเภทชิพการ์ด หรือได้ …
- ฎีกาที่ 2651/2568
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เนื่องจากสัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้คู่สัญญาระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เมื่อคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรให้เพิกถอนการพิจา …
- ฎีกาที่ 2658-2663/2568
ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นรายเดือน และไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง ซึ่งการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้งานสำเร็จไปตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กำหนดไว้ กรณีจึงไม่ใช่สัญญาที่กำหนดให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น ทั้งการให้คำปรึกษาก็มิได้ผูกพันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องปฏิบัติตามอันจะมีผลให้เกิดผลงานตามที่โจทก์ทั้งห้าให้คำปรึกษาเสมอไป สัญญาว่าจ้างหรือสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมิใช่สัญญาจ้างทำของ แต่เป็นสัญญาจ้างบริการอย่างอื่นอันมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งที่มิได้กำหน …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:27/2568
คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส จำเลยที่ 3 อ้างว่า โจทก์นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส ในวันรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนด จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำชี้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 ก่อนถึงวันนัดสอบสวนเปรียบเทียบ จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาให้ถ้อยคำ ในวันสอบสวนเปรียบเทียบ จำเลยที่ 2 คัดค้านการรังวัดของโจทก์ จำเลยที่ 3 มีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำ …
- ฎีกาที่ 2710/2568
แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:28/2568
คดีนี้ นาย ว. โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาว ช. ที่ 1 นาย ค. ที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 3 จำเลย อ้างว่า โจทก์สมัครรับเลือกตั้งและได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วง ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านว่าการเลือกตั้งดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือมีการกระทำเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งมอบสิ่งของแก่บุคคล เป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 3 ทำการไต่สวน และจำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้าน (โจทก์) หยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วงใหม่แทนผู้คัดค้านกับเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลาสิบปี และให้ผู้คัดค้านรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วง แต่ภาย …
- ฎีกาที่ 2813/2568
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83
- ฎีกาที่ 2813/2568
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณีกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลง …