มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 195
2,192 รายการ · หน้า 1 จาก 110
- ฎีกาที่ 1672/2569
พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรงติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกับพวกมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการต …
- ฎีกาที่ 506/2569
ขณะโจทก์ฟ้องคดีการกระทำของจำเลยเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. ฉบับที่ 27 พ.ศ. 2562) แต่ในขณะกระทำความผิดการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (18) ของมาตรา 1 ตาม ป.อ. แล้วให้ใช้ความต่อไปนี้แทน (18) "กระทำชำเรา" หมายความว่ากระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำ หรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิก ป.อ. มาตรา 279 วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด ดังนั้นบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นย …
- ฎีกาที่ 630/2569
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิ …
- ฎีกาที่ 1327/2568
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น หมายความว่า เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงก …
- ฎีกาที่ 1750/2568
ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมเป็นผ …
- ฎีกาที่ 1750/2568
ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และกา …
- ฎีกาที่ 2966/2568
ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา และฎีกาของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหาเหมือนกับในคำร้อง เมื่อการขอแก้คำให้การของจำเลยจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา เป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งไม่อาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านพักไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญในทันใดว่า …
- ฎีกาที่ 324/2568
เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาจึงใช้สิทธิยื่นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนคดีอาญาของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิได้เพราะไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศา …
- ฎีกาที่ 434/2568
กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าเช่นเดียวกันซึ่งโทษตาม ป.ยาเสพติด เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติให้ การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 10 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยเฉพาะ …
- ฎีกาที่ 4695/2568
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทัน ย่อมสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาต่อไปอีกได้ แต่ต้องเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและต้องยื่นคำร้องขอมาก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด ล้วนเป็นความ …
- ฎีกาที่ 4992/2568
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 528 เดือน ซึ่งความผิดที่จำเลยกระทำแต่ละกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมทุกกระทงให้จำคุก 240 เดือน นั้น ไม่ชอบ โดยต้องกำหนดให้เป็นจำคุก 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงไม่อาจลงโทษจำคุก 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225
- ฎีกาที่ 7201/2568
ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง อย่างไรก็ตามในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ …
- ฎีกาที่ 7497/2568
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องด้วยการโฆษณาอันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้อง เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
- ฎีกาที่ 7746/2568
ป.อ. มาตรา 3 (1) บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความ ปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) และวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ป.ยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีผลใช้บังคับ ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้อ …
- ฎีกาที่ 8165/2568
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 ปรับคนละ 200 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิดคดีนี้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกความผิดฐานนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในความผิดดังกล่าว และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กร …
- ฎีกาที่ 8252/2568
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่งเสียงร้อง และข่มขู่ห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กระทำการขู่เข็ญโดยห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น ซึ่งเพียงพอทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5) ไม่ โจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า เหตุตามฟ้องเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครราชสีมา และตำบลนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เกี่ยวพันกัน ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การกระทำความผิดของจำเลยในครั้งที่ 1 และที่ 2 เหตุเกิดที่บ้านมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ จำเลยยังกระทำ …
- ฎีกาที่ 875/2568
จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเด …
- ฎีกาที่ 8990/2568
จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำผิดครั้งแรก ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอตามมาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรกโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
- ฎีกาที่ 948/2568
จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่จำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
- ฎีกาที่ 9544-9545/2568
พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำ …